ความเคลื่อนไหวล่าสุด
1 พ.ค. 69 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พร้อมด้วยภาคประชาชน ร่วมเดินขบวนมายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นร่างกฎหมายประกันสังคมของพรรคประชาชน
29 เม.ย. 2569 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งการด่วนให้ กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ดำเนินการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินประจำปี 2568
ด้านเลขาธิการ สปส. ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่กรณีเงินกองทุนสูญหาย แต่เป็นปัญหาความคลาดเคลื่อนในการกระทบยอดตัวเลขทางบัญชี ซึ่งเกิดจากข้อขัดข้องทางเทคนิคในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบบัญชีภายใน (E-Form-GL) กับระบบบัญชีภาครัฐ (New GFMIS Thai) ที่มีการกำหนดรูปแบบข้อมูลไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การลงรายการทางบัญชีบางส่วนเกิดความคลาดเคลื่อน ไม่สะท้อนตามข้อมูลสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง
โดยขณะนี้ ได้จัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบรายการทางบัญชี รวมถึงรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครบถ้วน เพื่อยืนยันต่อ สตง. ว่ารายการที่ปรากฏเป็นส่วนต่างนั้นมีทรัพย์สินรองรับอยู่จริงโดยเร็วที่สุด
สำหรับประเด็นความแตกต่างในบัญชีสินทรัพย์ สปส. ยอมรับว่าเป็นความบกพร่องในการปรับปรุงข้อมูลระหว่าง “ทะเบียนคุมครุภัณฑ์” และ “ระบบ GFMIS” ให้เป็นปัจจุบัน โดยสาเหตุมาจากการบันทึกรายการในระบบ GFMIS ไม่สอดคล้องกัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการลงรายการซ้ำซ้อน หรือบางรายการจำหน่ายออกไปแล้ว แต่ระบบยังไม่อัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ได้กำชับให้หน่วยปฏิบัติงานทั่วประเทศทำการตรวจนับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง (Physical count) และปรับปรุงบัญชีให้ถูกต้องตรงกัน เพื่อขจัดข้อสงสัยและสร้างระบบการควบคุมภายในที่เข้มงวดกว่าเดิม
สปส. ขอยืนยันเจตนารมณ์ในการบริหารกองทุนด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าในการปรับปรุงข้อมูลบัญชีสินทรัพย์ต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง โดยความพยายามในการวางระบบควบคุมในครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะปิดช่องโหว่ด้านงานเอกสารและพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืน
ประกันสังคม เป็นการสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตในกลุ่มสมาชิกเพื่อรับผิดชอบการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยมีคุณลักษณะ ดังนี้
- เฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุข ซึ่งกันและกันระหว่างสมาชิก
- เงินสมทบที่เก็บไปจะสะสมเป็นกองทุน ให้สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ส่งเงินสมทบ (ผู้ประกันตน) เท่านั้น
- การเก็บเงินสมทบถือเป็นภาษีพิเศษ เก็บจากบุคคลที่กำหมายกำหนดเท่านั้น
มีเป้าหมายหลักที่จะทำให้ประกันสังคมสามารถครอบคลุมทุกตัวบุคคลของประชาชนในชาติ (Universal Coverage) ได้ในอนาคต
ประเทศไทยดำเนินการระบบประกันสังคมออกเป็น 2 กองทุน ได้แก่
1. กองทุนประกันสังคม
เป็นกองทุนที่ให้หลักประกันแก่ผู้ประกันตนให้ได้รับประโยชน์ทดแทน เมื่อต้องประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือตาย ซึ่งไม่เนื่องจากการทำงาน รวมถึง คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
โดยมีสิทธิประโยชน์ 7 กรณี (ไม่เนื่องจากการทำงาน) ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ว่างงาน คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร และชราภาพ
โดยแบ่งผู้ประกันตนออกเป็น 3 มาตรา ได้แก่
- ผู้ประกันตน (มาตรา 33) ลูกจ้างผู้ซึ่งทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ได้รับความคุ้มครองทั้ง 7 กรณี
- ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ (มาตรา 39) เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบก่อนออกจากงานไม่น้อยกว่า 12 เดือน แล้วออกจากงานไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่ออกจากงาน และต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมต่อ ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี (ไม่ได้รับกรณีว่างงาน)
- ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ (มาตรา 40) ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 หรือ 39 ได้รับความคุ้มครอง 3 – 5 กรณี ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่จ่าย
2. กองทุนเงินทดแทน
เป็นกองทุนที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงานของร่างกาย ตายหรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โดยไม่คำนึงถึงวัน เวลา และสถานที่ แต่ดูจากสาเหตุ
มีสิทธิประโยชน์ 4 กรณี (เนื่องจากการทำงาน) ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทนรายเดือน (รวม 4 กรณี ได้แก่ หยุดงาน สูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน ทุพพลภาพ และตายหรือสูญหาย) ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน และค่าทำศพ