เมื่อเกิดสงครามหรือความไม่สงบในตะวันออกกลางขึ้น สิ่งแรกที่คนทั่วโลกคำนึงถึงคือ ราคาน้ำมัน ด้วยเพราะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นไวและทันที แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลกระทบหนักคือ “ปุ๋ยยูเรีย” (Urea fertilizer)
ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ปุ๋ยจำนวนมากของโลกถูกส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากประเทศในตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และซาอุดิอาระเบีย เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก (Top suppliers)
ประเทศที่พึ่งพาปุ๋ยจากตะวันออกกลางในปริมาณมหาศาล คือ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย โดยประเทศอินเดียซื้อปุ๋ยยูเรีย จากภูมิภาคนี้มากถึง 40% ในขณะที่ออสเตรเลียพึ่งพาปุ๋ยจากภูมิภาคนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ใช้ทั้งหมด
ส่วนประเทศไทยพึ่งพาปุ๋ยแอมโมเนีย (ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลักในการผลิตปุ๋ยยูเรีย) จาก กาตาร์ ซาอุดิอาระเบีย และบาห์เรน มากที่สุด นอกจากนี้ อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ก็ประสบกับการขาดแคลนของปุ๋ยยูเรียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ข้อมูลตามภาพด้านล่างนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศใดบ้างที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยแอมโมเนีย ที่เป็นสารตั้งต้นในการทำปุ๋ยยูเรียจากตะวันออกกลาง ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นการส่งออกจากปุ๋ยแอมโมเนียหรือปุ๋ยยูเรียที่ลดลง สุดท้ายก็สร้างผลกระทบในวงกว้าง

ในสหรัฐฯ ปุ๋ยยูเรียที่เดินทางมาถึงเมืองท่า อย่างนิวออลีนส์ ขึ้นราคาไปแล้วที่ 17% ทั้งนี้ทั้งนั้น สงครามครั้งนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ ‘ช็อก’ ครั้งแรก เพราะการบุกรุกของรัสเซียในยูเครนทำให้เกิดภาวะช็อกของอุปทานปุ๋ยก่อนหน้านี้แล้ว และยังคงส่งผลถึงราคาปุ๋ยถึงปัจจุบัน
หากถามว่า ทำไมปุ๋ยถึงมาจากภูมิภาคนี้มาก? เหตุผลง่ายๆ คือ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ถูก และทรัพยากรของก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในภูมิภาคนี้
มากกว่านี้ John Letzing นักข่าวสายเศรษฐศาสตร์ของ World Economic Forum ใช้คำว่า “Fertilizer access has always been a non-negotiable” แปลว่า การเข้าถึงปุ๋ยเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ เหตุผลก็เพราะว่า
- การบุกรุกของรัสเซียในยูเครนทำให้สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปแบนการซื้อปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย
- ประเทศจีน ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ได้แบนการส่งออกปุ๋ยยูเรียจากประเทศตนเองในปี 2024 เป็นต้นมา เพื่อที่จะช่วยรักษาราคาปุ๋ยให้กับเกษตรกรในประเทศ
ฉะนั้นแล้ว ด้วยตัวเลือกอื่นที่หายไปหรือลดลง ทำให้ตะวันออกกลางจึงกลายเป็นแหล่งพึ่งพาปุ๋ยหลักๆ แห่งใหม่ในช่วงที่ผ่านมา
Gulf states กระทบหนัก พึ่งพาอาหารนำเข้า–เทคโนโลยีผลิตน้ำจืด
เมื่อปุ๋ยส่งออกไม่ได้ อาหารก็นำเข้าไม่ได้เช่นเดียวกัน ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่เส้นทางเดินเรือของปุ๋ยอย่างเดียว แต่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางก็พึ่งพาอาหารนำเข้าในจำนวนมากเช่นเดียวกัน
Michael Werz นักวิชาการอาวุโสของ จาก Council on Foreign Relations อธิบายบริบทของประเทศในตะวันออกกลางว่าเป็น ‘import-dependent’ เกือบจะทั้งหมด หรือแปลได้ว่า เป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาแหล่งอาหารจากนอกประเทศโดยล้วน ๆ ยกตัวอย่าง มีการน้ำเข้าข้าว 77% ข้าวโพด 89% ถั่วเหลือง 95% และน้ำมันพืช 91%
ทั้งนี้ ประเทศตะวันออกกลางเป็นกลุ่มที่บริโภคข้าวสาลีในปริมาณที่สูง และราคาอาหารก็ได้เพิ่มขึ้นสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ‘น้ำ’ เป็นสิ่งที่น่ากังวลในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภูมิภาคมีการพึ่งพาเทคโนโลยีผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลอย่างมาก ในภูมิภาคมีโรงงานมากกว่า 400 กว่าแห่งที่สามารถผลิตน้ำจืดจากทะเลได้มากถึง 40% ของปริมาณทั่วโลก
ประเทศคูเวตพึ่งพาแหล่งน้ำจากเทคโนโลยีนี้มากถึง 90% โอมานพึ่งพา 86% และซาอุดิอาระเบีย พึงพาแหล่งน้ำจืดนี้อยู่ที่ 70% การจู่โจมของระเบิดและอาวุธสงครามที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกับโรงงานผลิตน้ำ เพิ่มความเสี่ยงต่อความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมากถึง 100 ล้านคน
ยิ่งไปกว่านี้ มีการพูดถึง ‘food weaponization’ หรือการนำอาหารมาเป็นเครื่องมือทางสงคราม นิยามของ food weaponization คือ การจงใจให้เกิดความอดอยาก การขัดขวาง supply chain การผลิตและขนส่งอาหาร เพื่อบรรลุเป้าหมายและผลประโยชน์ทางการเมือง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เคยเกินขึ้นมาก่อนแล้ว ที่มีการนำเรื่องความมั่นคงทางอาหารมาเป็นยุทธศาสตร์รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการต่อรอง บีบบังคับ หรือทำลายฝ่ายตรงข้าม ยกตัวอย่าง ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน มีการใช้ข้าวสาลีเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับฝั่งตะวันตกและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือสงครามที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียควบคุมการส่งปุ๋ยไนโตรเจนมากถึง 1 ใน 3 ของโลก ทำให้พื้นที่มีอำนาจต่อรองสูงและสามารถทำให้ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกพุ่งขึ้นทันที
ความเปราะบางของเกษตรสมัยใหม่
บทวิเคราะห์จาก Project Syndicate ในบทความ The Iran War Could Trigger a Global Food Crisis ให้มุมมองว่า ระบบอาหารของโลกในปัจจุบันพึ่งพาการใช้สารเคมีและพลังงานอย่างมาก (เป็น Inputs ที่มหาศาลในการผลิต)
ด้วยเหตุนี้ สงผลให้ความมั่นคงทางอาหารจึงผูกติดกับความมั่นคงทางพลังงาน และเส้นทางเดินเรืออย่างแยกไม่ออก เพราะฉะนั้นการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งหรือสงครามเพียงจุดเดียว จึงสามารถส่งผลกระทบไปถึงจานอาหารของคนทั่วโลกได้
สามารถอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่ายๆ ได้ว่า เมื่อเส้นทางเดินเรือถูกชะงัก ราคาปุ๋ยจะสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนทางเกษตรทั่วโลกสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง โดยเฉพาะเกษตรกรในประเทศที่กำลังพัฒนาที่ไม่มีต้นทุนหรือกำลังทรัพย์ในการซื้อปุ๋ย นำไปสู่การเก็บเกี่ยวที่ลดลง และเมื่อผลผลิตน้อยลงในขณะที่ความต้องการยังคงเดิม จะส่งผลให้ราคาอาหารทั่วโลกจะพุ่งสูง และซ้ำเติมวิกฤตเงินเฟ้อเข้าไปอีก
ด้วยเหตุผลนี้และการวิเคราะห์ไปข้างหน้า Bram Govaerts และ Sharon Burke ผู้เขียนบทวิเคราะห์นี้เขียนไว้ว่า “Consequences may show up at dinner table, not the gas pump” แปลว่า ผลกระทบจะปรากฏขึ้นบนโต๊ะอาหาร ไม่ใช่ที่ปั๊มน้ำมัน
หรือนี้เป็นคำเตือนว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ที่อาจจะไม่เห็นผลในวันนี้เหมือนราคาน้ำมัน แต่จะยิ่งชัดเจนขึ้นในวันข้างหน้า เมื่อพบว่าอาหารที่วางบนโต๊ะมีน้อยลง และราคาที่ต้องจ่ายแพงขึ้นอย่างมาก
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:
- สินค้าเกษตร 5 ชนิดกระทบหนัก “ต้นทุนพุ่ง-ตลาดหาย”จากสงคราม
- แหล่งอาหารเชียงใหม่บนความเสี่ยง พึ่งพาสูงทั้ง “ใน-นอก” ประเทศ (1)
- ‘สภาอาหาร’ กลไกขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร : บทเรียนจากเชียงใหม่ (2)




