ความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารและความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยเปลี่ยนไป วิกฤตด้านสาธารสุขโควิด-19 ภัยธรรมชาติที่ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ความรุนแรงของ Climate Change หรือค่าครองชีพที่แพงขึ้นล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อระบบอาหาร
ปิยะพงษ์ บุษบงก์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่า ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจใหม่ก่อนว่า ภาพจำเดิมๆ ของไทยที่มีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์นั้นไม่จริง ภาคเกษตรของไทยทดถอยในทุกด้าน ไม่ว่าจำนวนการผลิต คุณภาพของผลผลิต หรือแม้แต่จำนวนเกษตรกรที่ลดลงก็ตาม
ด้วยเหตุผลนี้ เชียงใหม่จึงลุกขึ้นมาคุย และปรับระบบอาหารให้เป็นการผลิตและบริโภคจากในพื้นที่มากขึ้น เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความแข็งแรงให้กับแหล่งอาหารของเชียงใหม่ ทุกวันนี้เชียงใหม่มีการทดลองจัดตั้ง ‘สภาอาหารระดับตำบล’ ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับแหล่งอาหารท้องถิ่นให้มีความยั่งยืนและเป็นธรรม
ทำความเข้าใจใหม่ ลบความเชื่อแบบเดิม
ใจความสำคัญที่ ปิยะพงษ์ ต้องการจะสื่อสารกับสังคมคือ “ไทยไม่สามารถจินตนาการภาพแบบเดิมได้อีกต่อไป และต้องกลับมาดูว่าประเทศไทยต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะเป็นครัวของโลกได้”
ทุกวันนี้ยังมีความเชื่อหรือภาพจำเก่าๆ ว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ หรือการที่เรามีความภาคภูมิใจว่าเราเป็นผู้ส่งออกข้าวสูงสุดของโลก แต่ในความเป็นจริง การผลักดันเรื่อง ‘จากครัวไทยสู่ครัวโลก’ มันยังไปไม่ถึง และภาพจำนี้ไปต่อไม่ได้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ทั้งนั้น ปิยะพงษ์ จึงอยากชูประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นและสวนทางกัน ซึ่งก็คือ เกษตรที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน ครัวเรือน หรืออำเภอ และเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย
ปิยะพงษ์ อธิบายว่า กลุ่มนี้สามารถเชื่อมกับตลาดชุมชนได้ดีกว่า เป็นการค้าขายทางตรงไม่ต้องผ่านระบบพ่อค้าคนกลาง เป็นการสร้างทางเลือกสำหรับอาหาร หรือสร้างเกษตรทางเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งสวนทางกับภาครัฐที่มีความเข้าใจว่าเกษตรกรยังเหมือนเดิม
ในอนาคต ชุมชนต่างๆ มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงจากชนบทแบบดั่งเดิม สู่การเป็นชุมชนเล็กชุมชนน้อย หรือที่เรียกว่า Town (ซึ่งยังไม่ใหญ่ถึงระดับ City) การเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้หมายถึง ในชุมชนหนึ่งจะมีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคอยู่ในพื้นที่เดียวกัน หรือภาพใหม่คือมีทั้งสองตัวละครจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั้นเอง
การเกิดขึ้นของเกษตรในเมือง
ในขณะที่เชียงใหม่เจอกับความเปราะบางด้านอาหารในหลายมิติ ในช่วงเวลาเดียวกันมีความเคลื่อนไหวของระบบอาหารทางเลือก
ปิยะพงษ์ เล่า “มีความพยายามที่จะสร้างพื้นที่อาหารส่วนกลางสำหรับคนที่อาศัยในเมือง” ซึ่งเกิดขึ้นโดยเฉพาะคนที่เคยอาศัยอยู่ที่ชนบทมาก่อนและเข้ามาใช้แรงงานในเมือง ซึ่งกระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและเรียบง่าย
ปิยะพงษ์ ชี้ว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในเชียงใหม่ ที่กรุงเทพฯ เองก็มีการส่งเสริมให้คนเมืองปลูกผัก คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แออัดก็พยายามใช้พื้นที่เท่าที่มีอยู่นำมาเป็นแปลงปลูกผัก
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการคิดต่อว่า ในขณะที่การผลิตเองในชุมชนและรอบเมืองสามารถเกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย และมีการใช้พื้นที่ส่วนกลาง จึงทำให้เกิดภาพที่อยากเผยแพร่และแลกเปลี่ยนกัน เพราะเกษตรในชนบทไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกผัก ผลไม้ หรือนาข้าว ต่างมีแนวโน้มที่จะลดลงจากจำนวนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ลดลง

มีการสำรวจพื้นที่จากคนที่อาศัยอยู่แถวขอบเมืองเชียงใหม่ พบว่า มากกว่า 90% ของเกษตรทางเลือกไม่มีการใช้สารเคมี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัย แต่การผลิตส่วนใหญ่นั้น (81.75%) ทำได้เพียงผลิตเพื่อบริโภคเอง และเป็นเพียงส่วนน้อย (18.3%) ที่นำไปจำหน่ายต่อ
ในกลุ่มที่ผลิตอาหารเองนั้น คนจำนวนมาก 82.6% ผลิตอาหารโดยใช้บริเวณพื้นที่ของตนเอง และส่วนมากไม่ได้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือน้อยกว่า 1 ไร่ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการสนับสนุนคนที่ผลิตอาหารโดยไร้สารเคมีได้มากขึ้น ก็จะเป็นผลดีและแรงสำคัญในการกระจายอาหารปลอดภัยในราคาที่เข้าถึงได้ให้กับคนเมืองมากขึ้น
เชียงใหม่ชวนร่วมวงจัดตั้ง ‘สภาอาหาร’
จากปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหารต่างๆ ที่เชียงใหม่เจอ ปิยะพงษ์ ชี้ ถึงเวลาที่เชียงใหม่จะมีนโยบายอาหารของตนเอง เพื่อรับมือกับวิกฤตด้านต่างๆ การพัฒนานโยบายอาหารสำหรับเชียงใหม่จึงเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 1 ทศวรรษที่แล้ว และกระบวนการต้องเน้นการออกแบบนโยบาย ‘แบบมีส่วนร่วม’
ปิยะพงษ์ กล่าว นี่เป็นจุดผลิกผันที่สำคัญ จะเรียกว่าเป็นเชียงใหม่โมเดลก็ได้ สิ่งที่ทำคือชวนภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนหรือเจ้าของตลาด และภาคประชาสังคมเข้ามา ซึ่งเชียงใหม่มีสภาพลเมืองที่เข้มแข็งมาก เช่น มูลนิธิเขียวสวนหอม และยังมีการดึงภาคีจากกรุงเทพฯ เข้ามาร่วมด้วย
ความตั้งใจคือการจัดตั้งสภาอาหาร หรือ City Food Council ซึ่งเป็นโมเดลแบบสากล ในประเทศไทยเองยังไม่มีพื้นที่ไหนนอกจากเชียงใหม่ที่มีการจัดตั้งสภาอาหารขึ้นมา กลไกของสภาอาหารนั้น มีตัวแทนจากภาครัฐซึ่งเป็นตัวแสดงสำคัญที่จะสามารถเชื่อมระหว่างภาคสังคม ภาคประชาชน เข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบาย ระบบสภาอาหารในปัจจุบันยังต้องพึ่งพาสาธารณะสุขของจังหวัดอยู่ แต่ในอนาคตมีความตั้งใจจะให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนนำ และในกระบวนการก็มีการจัดทำ Policy Forum ขึ้นมาเพื่อคุยถึงสถานการณ์วิกฤตต่างๆ และถอดบทเรียน การทำกิจกรรมแบบนี้ทำให้เกิดแนวร่วมมากขึ้น
ปิยะพงษ์ ชี้ สิ่งที่พยายามทำคือ “แค่ปรับเปลี่ยนระบบอาหารให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง และลบมายาคติแบบเดิมว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าว และมาสร้างสิ่งที่เรียกว่า ระบบอาหารท้องถิ่นอาหารใกล้บ้าน”
สภาอาหารระดับตำบล
ในการจัดตั้งสภาอาหาร ปิยะพงษ์ เล่าถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดทำสภาอาหารในระดับตำบลหรือท้องถิ่น จึงเป็นที่มาของการทำ Sandbox ใน 3 ตำบลในเขตเมืองเชียงใหม่ที่มีความพร้อม นายกเทศมนตรีของทั้งสามพื้นที่ต่างพูดว่า อยากให้พื้นที่ตนเองเป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างระบบอาหารทางเลือก จากนั้นการจัดตั้งกลไกสภานโยบายอาหารสุขภาพระดับตำบลจึงเกิดขึ้น
3 ตำบลที่เป็นพื้นที่นำร่อง คือ เทศบาลเมืองดอนแก้ว เทศบาลเมืองแม่เหียะ และเทศบาลตำบลสันผีเสื้อ ทั้งนี้ สภาอาหารระดับตำบลสามารถมีรูปแบบโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไปได้ เพราะโครงสร้างควรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ และบริบทเฉพาะพื้นที่ ถึงแม้ บริบทและโครงสร้างจะแตกต่าง แต่เป้าหมายร่วมของการมีสภาอาหาร คือ ความมั่นคงทางอาหารและการเข้าถึงอาหารปลอดภัยอย่างทั่วถึง
ปิยะพงษ์ ประเมินถึงรูปแบบสภาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องอาหาร ว่า “มีหวังและภูมิใจที่สุด ส่วนหนึ่งเพราะไม่ใช่แค่สำหรับการเปลี่ยนหรือขยับเรื่องอาหาร แต่มันเป็นการคุยโมเดลการทำนโยบายสาธารณะที่ดีมาก เพราะเป็นกลไกร่วมระหว่างภาคีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ความน่าสนใจของสภาอาหารคือมันมีทุกคนในห่วงโซ่อาหารอยู่ในนั้น ผู้ผลิต ขนส่ง ผู้ผลิต เจ้าของตลาด ผู้บริโภค กลไกที่เชื่อมโยงห่วงโซ่เข้าด้วยกัน ทุกคนเห็นภาพเดียวกันว่าไม่สามารถพึ่งพิงหรือยึดโยงระบบอาหารแบบเดิมได้ตลอด”
นอกจากนี้ ปิยะพงษ์ สำรวจว่าในพื้นที่นำร่องมีตลาดของเขาเองสำหรับผลผลิตที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น และจุดนี้ก็เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เพราะรู้ว่าอาหารผลิตจากที่ไหน สามารถเข้าไปดูพื้นที่ผลิตได้จริง และเป็นการเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคโดยตรง
จุดแข็งของ 3 พื้นที่นำร่อง
เทศบาลเมืองดอนแก้ว
- เทศบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน “ดอนแก้วตำบลแห่งสุขภาวะ” เป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับหลักการของสภาอาหาร
- มีเครือข่ายและการรวมกลุ่มของเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบอาหารท้องถิ่นได้
- เทศบาลมีทรัพยากรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายอาหารที่แข็งแรง เช่น สวนเกษตรดอนแก้วอิ่มสุข ตลาดดอนแก้วอิ่มสุข และศูนย์การเรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยหนอนแมลงทหารดำ
เทศบาลเมืองแม่เหียะ
- เทศบาลมีการทำงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ ตำบลแม่เหียะมีการขับเคลื่อนตัวเองเข้าสู่การเป็น Smart City มีการพัฒนาระบบ e-service ต่างๆ และมีนโยบายการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะหรือที่เรียกกันว่า Open Data ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบอาหารได้ในอนาคต
- มีทุนทางสังคมจากโรงเรียนผู้สูงอายุที่มีบทบาทสำคัญในระบบอาหาร การมีหลักสูตรเรื่องอาหารปลอดภัยและโภชนาการจะช่วยขับเคลื่อนกลไกสภาอาหารผ่านกลุ่มผู้สูงอายุได้
เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ
- มีตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหารอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อาหาร และเทศบาลมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับภาคต่างๆ มาก่อนหน้านี้
- มีการสนับสนุนเกษตรยั่งยืนด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ชีววิธี หรือ Biocontrol ในการควบคุมศัตรูพืช และมีการส่งเสริมให้ใช้แมลงเพื่อย่อยขยะอินทรีย์อีกด้วย
ทั้งนี้ทั้งนั้น มีการนำ MOU มาใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดวางความสัมพันธ์และบทบาทของตัวแสดงจากทุกภาคส่วน เช่น ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเป็นต้น
ตัวละครอื่นๆ มีเข้ามามีส่วนร่วม เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ. สต.) เข้ามาให้ข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนในชุมชนนั้นๆ หรือ ภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ต่างเข้ามาช่วยยกระดับการพัฒนาพื้นที่
สร้างระบบนิเวศให้อาหารทางเลือก
ในการสร้างระบบอาหารทางเลือก ปิยะพงษ์ ลงพื้นที่เพื่อดูความเป็นไปได้และพบว่า ต้องมีการสร้างระบบนิเวศขึ้นมา หากมีตลาดที่รองรับอาหารท้องถิ่นและขายราคาอาหารที่ปลอดสารได้ ก็จะมีคนผลิต สะท้อนจากการที่จากแต่ก่อนเปิดตลาดแค่หนึ่งวันต่อสัปดาห์ จนทุกวันนี้เพิ่มเป็นสองวันต่อสัปดาห์ก็ยังมีคนขายและคนซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
การเปิดตลาดจะช่วยขยายฐานคนผลิตและคนซื้อ ถึงแม้ว่าราคาของในตลาดอินทรีย์จะมีราคาสูงกว่าราคาตลาดทั่วไปก็ตาม แต่ ปิยะพงษ์ พบว่า คนเดินตลาดนั้นรู้สึกสบายใจ ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเกษตรในชนบทยังมีการใช้เคมีในวงกว้าง แต่เกษตรในเมืองหรือเกษตรใกล้ตัวนั้นมีความแตกต่าง ข้อดีคือ 1) ไม่มีค่าขนส่ง 2) รู้ว่าผู้ผลิตอยู่ตำบลไหน และ 3) สามารถการันตีได้ว่าไม่ใช้สารเคมี
ระบบอาหารทางเลือก คือ Buffer ในยามฉุกเฉิน
ปิยะพงษ์ ชี้ การขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นการสร้าง buffer ในเรื่องอาหารในภาวะฉุกเฉินในเมือง ทำให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าถึงอาหารที่ราคาไม่สูงเกินไปได้ และสร้างแรงกระเพื่อม
จากเดิมที่กิจกรรมต่างๆ ในเมืองมักเกี่ยวข้องกับชนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่เกษียณอายุและไม่ต้องดิ้นรนมาก แต่ภาพที่เกิดขึ้นคือคนที่ผลิตอาหารได้เอง มีการนำอาหารไปแบ่งปันในภาวะฉุกเฉิน ถึงแม้จะไม่ใช่ปริมาณที่มากก็ตาม
ตัวอย่างการขับเคลื่อนอื่นๆ เช่น ศูนย์คนไร้บ้านที่เชียงใหม่ ที่ตอนนี้มีสวนผักเป็นของตัวเอง มีการใช้กระบวนการ Crowdfunding เปิดให้คนเข้ามาบริจาคเพื่อให้ศูนย์คนไร้บ้านนำเงินไปพัฒนาพื้นที่ต่อได้ และอีกที่ สวนผักคนเมืองเชียงใหม่ ที่มีเทศบาลนครเป็นเจ้าของพื้นที่ และให้คนที่อาศัยอยู่ริมคลองแม่ข่าเข้ามาบริโภคได้
ในส่วนของสวนหลวง ร. 9 จังหวัดเชียงใหม่ มีการนำพื้นที่ใช้เป็นพื้นที่ทดสอบเอาขยะเศษอาหารและใบไม้มาแปลงเป็นปุ๋ยแทนการเผาที่สร้างมลพิษฝุ่น และนำปุ๋ยที่ได้ไปแจกจ่ายและผลิตอาหารต่อ
นโยบายเกษตรที่ไม่ตอบโจทย์
ทั้งนี้ ปิยะพงษ์ ยังสะท้อนไปถึงนโยบายด้านการเกษตรต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ แต่ไม่สะท้อนต่อบริบทความเป็นจริงของภาคการเกษตรของไทยที่จำนวนของเกษตรกรทั้งหมดกำลังลดลง
“เริ่มจะมีกราฟดิ่งลง เกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มหายตัวไป” ปิยะพงษ์ ให้ข้อสังเกตว่าเกษตรกรไทยไม่ได้เยอะเหมือนสมัยก่อน หนึ่งในเหตุผลมาจากนโยบายรัฐที่ไม่ตอบโจทย์ เช่น Smart Farm
จากการเข้าไปพูดคุยด้วยจริง พบว่า “คนที่อยู่รอดได้มีค่อนข้างน้อย เพราะการสนับสนุนจากภาครัฐตื้น และไม่ได้เข้าไปสร้างระบบ Ecosystem หรือสร้างระบบนิเวศที่เกษตรกรจะอยู่รอดได้จริงๆ” จึงทำให้ขาดความเชื่อมั่น และสิ่งเกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือกราฟที่ดิ่งลง สื่อถึงจำนวนของชาวนา ชาวสวน และผลผลิตที่ลดลง
ปิยะพงษ์ อธิบายว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ คนที่เป็นเกษตรกรตัวเล็กกำลังจะล้มหายตายจาก เพราะนโยบายต่างๆ กลับเข้ามาทำให้ภาพของความเหลื่อมล้ำให้ชัดเจนขึ้นไปอีก คนที่เข้าถึง Technology ที่ช่วยเรื่องประสิทธิภาพการผลิตต่างๆ มีเพียงไม่กี่รายด้วยต้นทุนที่สูง ฉะนั้นแล้ว แนวคิดเรื่อง Smart Farming ไม่ใช่สิ่งที่ชาวนาจะเข้าถึงได้ทุกคน
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายนโยบายที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ปิยะพงษ์ ชี้ สามารถสะท้อนได้จากการเลือกตั้งได้ นโยบายต่าง ๆ ของพรรคการเมืองยังมีวิสัยทัศน์เดิม ๆ ยังมีภาพเก่าว่าเกษตรกรไทยยังมีจำนวนมาก และยังมีความเชื่อว่าการสนับสนุนของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การประกันราคา การพักชำระหนี้ หรือมาตรการอื่นๆ จะช่วยชะลอการเปลี่ยนผ่านของสังคมได้ แต่มาตรการต่างๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ช่วยให้กราฟดีขึ้น และยังคงลดลงอยู่เรื่อย ๆ
“ถ้าเราจริงใจ เราควรเอาภาพอนาคตเป็นตัวตั้งในการคิดเรื่องนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับเกษตรและอาหาร อยากชวนพรรคการเมืองสะท้อนดูว่านโยบายต่างๆ มาจากจินตนาการเก่า หรือภาพจินตนาการในอนาคต หลายคนเห็นว่าสังคมไทยไม่เหมือนเดิม เราจะทำให้คนชนบทลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ต้องมีระบบอาหารให้เขา และเข้าไปสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในพื้นที่ให้เขา”
ปิยะพงษ์ ทิ้งท้าย ในเวลาเดียวกัน เมืองต้องลดการเพิ่งพาการส่งอาหารเข้ามาในเมืองจากชนบท อาหารต้องเดินทางใกล้ขึ้นและอาหารต้องผูกขาดน้อยลง ในอนาคตที่จะเจอกับวิกฤตมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีจินตนาการใหม่ ไม่ใช่แค่พูดเรื่องพักหนี้เกษตรกร หรือประกันราคาคุณภาพ แต่มันคือพูดถึงระบบอาหารทั้งหมด ภาวะภัยพิบัติมันอาจจะเกิดขึ้นถี่ขึ้น นานขึ้น ระบบการกระจายอาหารมีโอกาสที่จะโดน Disrupt บ่อยขึ้น และไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว มันต้องใช้เวลา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




