“ผมให้คะแนนตัวเองประมาณ 6 เต็ม 10 เพราะยังมีอีกหลายจุดที่อยากให้ดีขึ้น” อรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้เบื้องหลังการจัดการน้ำของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ในช่วง 4 ปี ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่า กทม.
หลายๆครั้ง หรือ เรียกว่าเกือบทุกครั้งที่มีน้ำท่วม ฝนตกหนักในพื้นที่ เรามักจะเห็น อรรถเศรษฐ์ ทำงานในพื้นที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่สำนักระบายน้ำ จึงไม่แปลกที่เขาให้ “คะแนนเต็มสิบ”กับเจ้าหน้าทีกทม. และ ความร่วมมือของหน่วยงาน รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณ เนื่องจากทุกฝ่ายมีเข้าใจการจัดการน้ำในทิศทางเดียวกัน
ในวันที่ ชัชชาติ ครบวาระการทำหน้าที่ผู้ว่ากทม. Policy Watch ThaiPBS มีโอกาสพูดคุยกับ อรรถเศรษฐ์ ถึงงานจัดการน้ำตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และสิ่งที่อยากทำต่อไปในอนาคต
หากประเมินผลงานด้านการระบายน้ำตลอด 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่สะท้อนชัดที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขทางวิศวกรรม แต่คือ “เสียงสะท้อนจากประชาชน” ซึ่งถือเป็น ฟีดแบ็กสำคัญว่าระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ดีขึ้นหรือไม่

ปี 2565 : ปีที่ “รับน้องหนักที่สุด”
ทันทีที่ทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติ เริ่มเข้ามาทำงานในปี 2565 กรุงเทพฯ ก็เผชิญ “บททดสอบใหญ่” ทันที ขณะนั้น ทีมผู้ว่ากทม. ยังไม่ได้รับการรับรองจาก กกต. อย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ แต่ฝนแรกของปีได้ถล่มหลายพื้นที่ โดยเฉพาะรัชดาภิเษกและลาดพร้าวจนกลายเป็นทะเลน้ำขัง
อรรถเศรษฐ์ เล่าว่า เขาจำได้ดีถึงวันที่กำลังลงเครื่องที่ประเทศสิงคโปร์ แล้วได้รับโทรศัพท์จากชัชชาติ ซึ่งกำลังลงพื้นที่คลองลาดพร้าวและคลองบางบัวเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม
“ตอนนั้นยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ แต่ต้องเริ่มทำงานทันที”
หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เขาพบว่า ปี 2565 ไม่ใช่ปีธรรมดา แต่เป็นปีที่เกิดปรากฏการณ์ “ลานีญา” ส่งผลให้กรุงเทพฯ เผชิญฝนหนักผิดปกติโดยเฉพาะวันที่ 9 กันยายน 2565 ซึ่งกลายเป็น “ฝันร้าย” ของคนทำงานด้านระบายน้ำ เพราะมีฝนตกสะสมสูงถึง 180 มิลลิเมตรในวันเดียว ขณะที่ศักยภาพการรองรับของกรุงเทพฯ อยู่เพียงราว 60 มิลลิเมตร “มันเกินศักยภาพถึง 3 เท่า”
ที่หนักกว่านั้น วันเดียวกันยังเกิดสิ่งที่เรียกว่า “3 น้ำ” พร้อมกัน ทั้งน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ทำให้แม้ต้องการสูบน้ำออกจากเมือง ก็แทบทำไม่ได้ เพราะระดับน้ำด้านนอกสูงกว่าระดับน้ำในเมือง
“วันนั้น ทุกคนจำได้ ฝนตกหนัก เกิด “3 น้ำ” ทำให้เจ้าหน้าที่แทบไม่ได้หลับได้นอน เพราะแม้ต้องการสูบน้ำออกจากพื้นที่ ก็ไม่สามารถระบายออกได้เต็มที่ เนื่องจากระดับน้ำด้านนอกสูงกว่าปกติ”

ปี 65 พบว่า “เครื่องสูบน้ำ” กรุงเทพฯ ทำงานได้แค่ 30%
เมื่อเริ่มตรวจสอบระบบจริงจัง ทีมงานพบปัญหาเครื่องสูบน้ำของกรุงเทพมหานครจำนวนมากมีอายุเกิน 15 ปี และในปี 2565 หลายเครื่องทำงานได้จริงเพียง 30-40% เท่านั้น
ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านระบายน้ำก็แทบไม่มีเหลือ เพราะหลังวิกฤตโควิด งบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการรับมือด้านสาธารณสุข
อรรถเศรษฐ์ บอกว่า แทนที่จะรอเงินลงทุนก้อนใหม่ เราเลือกใช้วิธี “จัดระบบใหม่” ก่อนมาตรวจสอบว่าอะไรที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ
“ตอนนั้นเราไม่มีเงินมากพอจะซ่อมเครื่องสูบน้ำให้มีประสิทธิภาพ สิ่งที่ทำได้คือทำให้ของเดิมทำงานเต็มประสิทธิภาพที่สุด”
จาก “ต่างคนต่างสูบ” สู่การสร้าง “จราจรน้ำ”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ กทม. เริ่มทำงานร่วมกับกรมชลประทานอย่างจริงจัง เดิมที สถานีสูบน้ำของทั้งสองหน่วยงานถูกออกแบบคนละวัตถุประสงค์
- กทม. ต้องการ “รีบเอาน้ำออกจากเมือง”
- กรมชลประทานต้องการ “เก็บน้ำไว้ใช้การเกษตร”
ผลคือ ระดับน้ำที่เริ่มเดินเครื่องสูบไม่เท่ากัน กรุงเทพฯ เริ่มสูบน้ำตั้งแต่ระดับ +30 เซนติเมตร แต่บางสถานีของกรมชลประทานจะเริ่มสูบก็ต่อเมื่อน้ำสูงกว่านั้นมาก
ความต่างเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตรในพื้นที่เมือง อาจหมายถึงน้ำมหาศาลที่ท่วมถนนทั้งสาย ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำ คือปรับ MOU เดิมที่ใช้งานมานานกว่า 20-30 ปี เพื่อให้ทุกหน่วยงาน “คิดเรื่องน้ำแบบเดียวกัน” รวมถึงปรับแนวคิดใหม่ว่า “ต้องให้น้ำรอปั๊ม ไม่ใช่ปั๊มรอน้ำ”
หมายความว่า ต้องขุดลอกคลองและปรับระดับน้ำให้ไหลมารอที่สถานีสูบตลอดเวลา ไม่ใช่รอให้น้ำสูงก่อนค่อยเริ่มทำงาน เพราะเมื่อถึงจุดนั้น เมืองอาจท่วมไปแล้ว

จัดผังน้ำ เพื่อสร้างระบบจราจรน้ำ
ไม่เพียงการปรับความเข้าใจในการระบายน้ำระหว่างกรมชลประทาน และ กทม. แต่ทีมงานจึงเริ่มทำ “ผังน้ำ” หรือแผนที่ระบบคลองสายหลักทั้งหมดของกรุงเทพฯ เพื่อให้เห็นภาพรวมของการระบายน้ำทั้งเมืองอย่างเป็นระบบ ว่า คลองแต่ละสายเชื่อมโยงกันอย่างไร ระดับน้ำในคลองแต่ละจุดสูงต่ำแค่ไหน และน้ำควรไหลไปทางใดจึงจะระบายออกได้เร็วที่สุด
แม้กรุงเทพมหานครจะมีคลองมากกว่า 1,900 คลอง แต่ในระยะแรก กทม.โฟกัสไปที่ “คลองสายหลัก” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่สำคัญของระบบระบายน้ำทั้งหมด เพราะคลองเหล่านี้คือเส้นทางที่รับน้ำจากพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนจะผลักออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
อรรถเศรษฐ์อธิบายว่า ฝนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ตกพร้อมกันทั้งเมือง พื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตรย่อมมีจังหวะฝนต่างกัน บางวันฝนอาจตกหนักเฉพาะโซนเหนือ เช่น ดอนเมือง หลักสี่ หรือจตุจักร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีคลองสายหลักอย่างคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าวเป็นตัวรับน้ำสำคัญ
ปัญหาคือ เมื่อน้ำจำนวนมากไหลลงมาพร้อมกัน คลองเหล่านี้จะพาน้ำไปชนกับคลองแสนแสบ หากระดับน้ำในคลองแสนแสบสูงอยู่ก่อน น้ำจากคลองเหนือก็จะระบายลงไม่ได้ เกิดภาวะน้ำย้อนและท่วมขัง
ดังนั้น การบริหารจึงไม่ใช่แค่ “สูบน้ำออก” แต่ต้องจัดลำดับก่อนหลังเสมือนการเปิด-ปิดสัญญาณไฟจราจรน้ำ เช่น บางช่วงต้องสั่งให้สถานีสูบน้ำบางแห่งหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เพื่อไม่ให้น้ำถูกสูบมาเติมกันจนคลองปลายทางล้น ขณะเดียวกันต้องลดระดับน้ำในคลองแสนแสบลง เพื่อเปิดพื้นที่รองรับน้ำจากคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากรให้ไหลผ่านได้
เขาเปรียบเทียบว่า บางคลองต้อง “ติดไฟแดง” ชั่วคราว ขณะที่บางคลองต้อง “ไฟเขียว” เพื่อเร่งระบายน้ำก่อน เมื่อระดับน้ำลดถึงจุดที่กำหนด จึงค่อยเปิดเดินเครื่องสถานีสูบน้ำจุดอื่นต่อ เป็นการบริหารแบบเรียลไทม์ที่ต้องมองภาพรวมทั้งระบบ ไม่ใช่ต่างคนต่างสูบ
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ “เซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ” ที่ติดตั้งตามคลองและสถานีสูบน้ำต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งเข้าสู่ระบบกลาง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเห็นระดับน้ำของคลองแต่ละสายแบบทันทีทันใด และใช้ประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
อรรถเศรษฐ์ยอมรับว่า ระบบเซ็นเซอร์เหล่านี้ไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด หลายส่วนมีอยู่ก่อนแล้ว แต่ที่ผ่านมา “ยังไม่ถูกจัดระบบ” และยังเชื่อมข้อมูลกันไม่สมบูรณ์ กทม.จึงค่อย ๆ เพิ่มจุดติดตั้งในพื้นที่ที่ยังเป็น “จุดบอด” จนเริ่มเห็นภาพรวมของทั้งเมืองได้ชัดเจนขึ้น
เขาเล่าว่า ในอดีต การบริหารน้ำจำนวนมากยังอาศัยการวิทยุสื่อสารและประสบการณ์เฉพาะตัวของเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโส หลายครั้งต้องโทรถามกันทีละจุดว่า “คลองนี้ระดับน้ำเท่าไหร่” หรือ “สถานีสูบน้ำนี้เดินเครื่องอยู่หรือไม่” ซึ่งทำให้การตัดสินใจล่าช้า และขึ้นอยู่กับคนที่มีประสบการณ์สูงเพียงไม่กี่คน
เมื่อมี “ผังจราจรน้ำ” และข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เจ้าหน้าที่สามารถเปิดดูข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันที เมื่อลงพื้นที่ก็เห็นภาพรวมของระบบโดยไม่ต้องพึ่งการวอวิทยุเหมือนเดิม ทำให้การสั่งการรวดเร็วขึ้นมาก
เขาระบุว่า ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด คือ การระบายน้ำหลังฝนตกทำได้เร็วขึ้น ประชาชนเริ่มรู้สึกว่าน้ำลดไวกว่าเดิม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่เพราะมีเครื่องมือใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการทำให้ “เครื่องมือเดิม” ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
“ของทุกอย่างมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาใช้ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่ บางส่วนอาจทำงานได้แค่ 30% และอีกปัญหาคือทุกคนทำงานแบบต่างคนต่างทำ มองไม่เห็นภาพรวมของทั้งระบบ” เขากล่าว เมื่อเริ่มเชื่อมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน การตัดสินใจก็เร็วขึ้น น้ำจึงระบายได้เร็วขึ้นตามไปด้วย

เป้าหมายใหม่ : “น้ำต้องแห้งภายใน 3 ชั่วโมง”
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่ทีมผู้ว่าฯ ชัชชาติ ตั้งไว้ คือ “น้ำท่วมขังต้องระบายให้หมดภายใน 3 ชั่วโมง” หากฝนตกกลางคืน เมืองต้องกลับมาใช้งานได้ก่อนเช้า ดังนั้น เป้าหมายนี้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของสำนักการระบายน้ำ
สำหรับอรรถเศรษฐ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือการทำให้คนทั้งระบบ “เชื่อเป้าหมายเดียวกัน” “ถ้าหัวไม่ออก หางก็ไม่ออก”
เขาอธิบายว่า ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม ผู้บริหารต้องลงพื้นที่จริง เพราะการที่เจ้าหน้าที่เห็นว่ามีคนร่วมตัดสินใจอยู่ด้วย จะทำให้การทำงานเร็วขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบลำพัง
อรรถเศรษฐ์ระบุว่า ระบบทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้ต้นทุนสูง เพราะเป็นการใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น คลอง สถานีสูบน้ำ และเครื่องมือวัดต่าง ๆ เพียงแต่นำมาจัดระบบใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
เขาอธิบายว่า ปัญหาสำคัญในอดีตมีสองประเด็น คือ ประสิทธิภาพของระบบที่ยังใช้ได้ไม่เต็มที่ และการทำงานแบบแยกส่วนที่ทำให้ไม่เห็นภาพรวม เมื่อแก้ไขทั้งสองส่วนด้วยการจัดระบบข้อมูลและการเชื่อมโยงการทำงาน ประสิทธิภาพของระบบจึงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เน้น บริหารจัดการน้ำร่วม 3 จังหวัดรอบ กทม.
อรรถเศรษฐ์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่พบชัดเจนคือ ปัญหาน้ำของกรุงเทพฯ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการทำงานของ กทม. เพียงลำพัง เพราะระบบคลองและสถานีสูบน้ำจำนวนมากเชื่อมโยงกับจังหวัดปริมณฑลโดยตรง ทั้งปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ “คลองบ้านใหม่” ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการระบายน้ำฝั่งเหนือของกรุงเทพฯ เพราะคลองสายนี้เชื่อมต่อพื้นที่ 3 จังหวัดเข้าด้วยกัน ทั้งกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนนทบุรี
ขณะที่ ปัญหาใหญ่ที่พบคือ “โครงสร้างระบบน้ำเดิม” โดยเฉพาะบริเวณที่คลองบ้านใหม่ตัดผ่าน “คลองประปา” ทำให้การระบายน้ำเป็นคอขวดระบายออกได้ช้า ต้องแก้ไขโดยทำให้คลองประปา ลอดใต้ คลองบ้านใหม่เพื่อให้การระบายน้ำเต็มประสิทธิภาพ
คลองประปา เป็นคลองสำคัญที่ใช้ลำเลียงน้ำดิบเข้าสู่ระบบผลิตน้ำประปาของกรุงเทพฯ โดยทอดยาวจากรังสิตลงมาถึงสามเสน เมื่อคลองบ้านใหม่ตัดผ่านพื้นที่ดังกล่าว ระบบระบายน้ำจึงต้องทำ “ไซฟอน” หรือท่อลอดใต้คลองประปา เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาลักษณะนี้จำเป็นต้องอาศัยรัฐบาลกลางเข้ามาเป็นตัวกลาง เพราะเมื่อคลองสายเดียวเชื่อมหลายจังหวัด การบริหารจัดการน้ำของจังหวัดหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออีกจังหวัดทันที
ปัจจุบัน น้ำจากพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯ-ปทุมธานี ต้องไหลอ้อมลงไปตามระบบคลองเดิมเป็นระยะทางกว่า 20-30 กิโลเมตรกว่าจะออกแม่น้ำเจ้าพระยาได้ แต่หากพัฒนาคลองบ้านใหม่เต็มระบบ จะสามารถตัดน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้ในระยะเพียงประมาณ 6-7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งหมายถึงการลดระยะเวลาและลดปริมาณน้ำสะสมในพื้นที่เมืองได้มหาศาล
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคลองบ้านใหม่ไม่ได้หมายถึงเพียงการขุดคลองเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างเขื่อนคอนกรีตตลอดแนวคลอง เพื่อป้องกันตลิ่งทรุดตัวและเพิ่มศักยภาพในการรับน้ำ
อีกหนึ่งคลองสำคัญที่เขาพูดถึงคือ “คลองส่วย” ซึ่งเป็นคลองเล็กๆ ที่ขนานไปกับคลองประปา โดยเริ่มตั้งแต่ปทุมธานีลงมายังพื้นที่กรุงเทพฯ เดิมคลองสายนี้ควรทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำและช่วยผ่อนน้ำจากพื้นที่ด้านเหนือ แต่ปัจจุบันกลับถูกบุกรุกจำนวนมาก ทำให้ศักยภาพในการระบายน้ำลดลงอย่างมาก
อรรถเศรษฐ์มองว่า หากสามารถฟื้นฟูคลองส่วยและระบบคลองด้านข้างเหล่านี้ได้ จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างมหาศาล แต่ปัญหาคือคลองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครทั้งหมด บางช่วงอยู่ในปทุมธานี บางช่วงอยู่ในนนทบุรี ทำให้การพัฒนาจำเป็นต้องอาศัยแผนระดับประเทศ

ยืนยัน กทม. น้ำไม่ท่วม ระบบจัดการน้ำ รับมือได้
อรรถเศรษฐ์ เชื่อว่า การทำงาน 4 ปีของผู้ว่าชัชชาติ ได้วางระบบน้ำเอาไว้เกือบทั้งหมด โดย หัวใจ คือ เครื่องสูบน้ำ ได้รับประสิทธิภาพทั้งหมดให้ทำงานได้ ขณะที่ เส้นเลือดใหญ่ ท่อระบายน้ำรวมกันทั้งหมดกว่า 6,564 กิโลเมตรมีการขุดลอกทุกปี พร้อมทั้งเปลี่ยนท่อระบายน้ำจาก 60 เซนติเมตร มาเป็น 80 เซนติเมตร แม้จะยังไม่ครบทั้งหมด แต่เปลี่ยนไปแล้วจำนวนมาก
ส่วนสุดท้ายคือ เส้นเลือดฝอย คือ ระบบคลองที่มีกว่า 1,900 คลอง ที่ปรับปรุงเข้ามาช่วยการระบายน้ำเกือบทั้งหมด โดยมีการขุดลอกและดาดท้องคลองหลักเพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำได้มากขึ้น
“ผมคิดว่า เราสามารถรับมือน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยาขนาด 3,500 ลูกบากศเมตรต่อวินาทีได้จากระบบที่ปรับไปแล้วทั้งหมด แตกต่างจากปี 54 ที่เกิดมหาอุทกภัย ระบบกทม.รับน้ำได้เพียง 1,800 ลูกบากศเมตรต่อวินาที จึงเชื่อว่าน่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย รวมถึงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับน้ำท่วม หาดใหญ่”
เขาชี้ว่า แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาใช้กับคลองทั่วกรุงเทพฯ ได้ หากมีการดำเนิน 3 เรื่องควบคู่กัน ได้แก่
- การดาดคลอง (ปรับโครงสร้างท้องคลอง)
- การสร้างเขื่อนคลอง
- การรวบรวมน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัด
กรุงเทพฯ ฝั่งพระนครมีระบบบำบัดน้ำเสียหลายจุด เช่น เกาะรัตนโกสินทร์ ศรีพระยา ดินแดง จตุจักร และบางซื่อ ซึ่งยังรองรับได้ แต่จำเป็นต้องเชื่อมระบบให้สมบูรณ์มากขึ้น
“ถ้าทำครบ คลองจะกลับมาใส และระบบนิเวศจะกลับคืนมา” เขากล่าว

สร้าง “Network คลอง” หรือเครือข่ายน้ำเชื่อมกันทั้งเมือง
สิ่งที่ “อรรถเศรษฐ์”อยากทำในอนาคต คือ การผลักดันต่อ คือการสร้าง “เครือข่ายคลอง” (Canal Network) ให้คลองในกรุงเทพฯ เชื่อมถึงกัน ไม่เป็นคลองตัน
เขายกตัวอย่างว่า ในหลายพื้นที่ คลองสำคัญกลับไม่เชื่อมต่อกัน เช่น บางระบบในห้วยขวาง ดินแดง หรือบางเส้นทางที่ควรเป็นทางระบายน้ำสำรองแต่กลับถูกตัดขาดด้วยโครงสร้างเมืองหรือถนน
ผลคือ เมื่อเกิดน้ำท่วม น้ำจะไม่มีทางเลือกในการระบาย ทำให้เกิด “คอขวด” และน้ำท่วมขังยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น
“ถ้าคลองเชื่อมกันได้ น้ำจะมีหลายทางออก ไม่ต้องบีบให้ไหลทางเดียว” เขากล่าว
อย่าให้การเมือง เข้ามาบริหารจัดน้ำ
อรรถเศรษฐ์อธิบายหลักสำคัญของการบริหารน้ำว่า ต้องไม่มีการเมือง เพราะบางสถานการณ์จำเป็นต้อง “ยอมให้บางพื้นที่รับน้ำก่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์ “สามน้ำ” คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุนจากทะเล หากเกิดพร้อมกัน การสูบน้ำออกอาจไม่ใช่คำตอบ เพราะอาจทำให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นและย้อนกลับเข้าพื้นที่
“บางครั้งต้องหยุดสูบ แล้วใช้คลองเป็นแก้มลิงชั่วคราว” เขากล่าว พร้อมอธิบายว่าระบบปิดล้อมและการหน่วงน้ำมีความสำคัญมากกว่าการเร่งระบายในทันที ซึ่งปัจจุบัน กทม.ได้สร้างพื้นที่ปิดล้อมเพื่อรอการระบายเอาไว้ถึง 22 จุด
อยาก ทำให้กรุงเทพฯ “เหมือนเวนิสที่อยู่ได้จริง”
“เราไม่ได้เป็นผู้วิเศษ เราแค่เอาความเข้าใจไปจัดระบบที่มีอยู่ให้ดีขึ้น” เขากล่าว
เขาย้ำว่า เป้าหมายไม่ใช่เพียงการแก้น้ำท่วม แต่คือการสร้างกรุงเทพฯ ที่มีระบบน้ำสมดุล เป็นทั้งเมืองที่อยู่ได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นเหมือนเวนิส ที่สามารถทำให้น้ำในคลองใสได้
เขาย้ำว่า การทำงานด้านน้ำในอดีตมักเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นการบริหารเชิงระบบ โดยใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน คลอง และอุโมงค์ระบายน้ำร่วมกัน
แม้โครงการจำนวนมากยังอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ผลลัพธ์เริ่มเห็นชัด ทั้งในด้านความเร็วการระบายน้ำ และประสิทธิภาพการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่
เขาทิ้งท้ายว่า แม้จะมีความพยายามมากแล้ว แต่หากได้รับโอกาสต่อเนื่อง ก็ยังมีงานอีกจำนวนมากที่อยากผลักดันให้สำเร็จ โดยเฉพาะการทำให้คลองทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายสมบูรณ์
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




