จริงอยู่การสอบสวนมูลเหตุมีความสำคัญ เพราะจะช่วยชี้ให้เห็นปัจจัยกำหนดพฤติกรรม (determinants) ที่อาจจะหาทางควบคุมได้ เช่น การเข้าถึงสื่อความรุนแรง การเข้าถึงอาวุธปืน การถูกปฏิบัติต่อที่ไม่เหมาะสมโดยครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่ครูในโรงเรียน
แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ หลายกรณีการเน้นระบุปัจจัยเสี่ยงกลายมาเป็นการตีตรา (stigmatization) โดยไม่รู้ตัว เช่น ในรายงานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2015) ไล่เลียงให้เห็นว่าผู้ก่อเหตุความรุนแรงมักมีประวัติเข้าไปเกี่ยวกับอาชญากรรมมาก่อน มักต่อต้านสังคมและขาดความผูกพันทางสังคม (ทั้งจากประวัติส่วนตัวและคนในครอบครัว) มักใช้แอลกอฮอล์และยาเสพติด มักมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม มักมีความก้าวร้าว มักมีความเสียเปรียบในฐานะทางเศรษฐกิจสังคม มักขาดการถูกเลี้ยงดูที่ดี มักขาดความใกล้ชิดกับผู้ปกครอง มักมีผลการเรียนและทัศนคติที่ไม่ดีต่อโรงเรียน หรือแม้แต่มีเงื่อนไขสุขภาพจิต
ทั้งนี้ มุมมองที่อยากแลกเปลี่ยนในโอกาสนี้คือ ปรากฏการณ์ความรุนแรงมีความสลับซับซ้อนมากกว่าการควบคุมปัจจัย X จะไม่นำไปสู่ Y (บนฐานของการคิดแบบเส้นตรงและมีฐานคติเรื่องความแน่นอน) ไม่ว่าจะมาจากหลักตรรกะใดก็ตาม
สิ่งสำคัญที่ตัดสินการแสดงออกของคนเราคือ สภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะคับข้องใจ โกรธ เกลียด หรือแม่แต่เคียดแค้น (Villarreal, 2022) โดยประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญล้วนมีฐานมาจากแรงขับทางอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมทั้งนั้น (Firth-Godbehere, 2021; Gosling, Caparos, and Moutier, 2020)
ดังนั้น เหนือการค้นหาปัจจัยเสี่ยงตามแนวทางการสืบสวนสอบสวน สิ่งที่สังคมโดยเฉพาะภาคนโยบายต้องคิดคือการหาทางทำความเข้าใจกลไกด้านอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเราให้มากกว่านี้ เพราะไม่ใช่ว่าคนที่มีเงื่อนไขตามที่ WHO ชี้ทุกคนจะต้องถูกเพ่งเล็งหรือการพิพากษาทางสังคมไปก่อนแล้ว เช่น คนก่อเหตุความรุนแรงไม่น้อยไม่เคยเข้าไปเกี่ยวกับอาชญากรรมมาก่อน ไม่เคยแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ได้ยากจนข้นแค้นอะไร หรือแม้แต่มีผลการเรียนที่ดีอีกต่างหาก
หลายคนอาจจะมองว่าผู้ก่อเหตุหลายกรณีนิ่งมาก น่าจะไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกเสียด้วยซ้ำ บางสื่อถึงขั้นเรียกว่าเป็นปีศาจ ซึ่งเป็นฐานคติที่ยังมองว่าอารมณ์คือภาวะชั่วคราว ต้องดูขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เหมือนการมองว่าเป็นเพราะความเชื่อและทัศนคติที่หลงผิดของผู้ก่อเหตุ แต่ลองยกตัวอย่างอารมณ์เกลียดชัง (hatred) ที่เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่มีความรู้สึกไม่ชอบอย่างรุนแรง นับว่าสามารถฝังอยู่ในจิตใจเราได้อย่างยาวนานได้ (อารมณ์ฝังใจ) โดยหลายคนใช้เวลาแทบทั้งชีวิตในการจัดการปมเพื่อตัดอารมณ์นี้ออกไป (แน่นอน อีกตัวอย่างที่ใกล้เคียงกันคืออารมณ์รัก)
การตีตราว่าคือความเป็นปีศาจและสิ่งที่ต้องทำคือจัดการกับปีศาจจึงตัดพื้นที่ในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ลึกและสลับซับซ้อนกว่านั้นออกไป เหลือเพียงการไปหาทางดึงคนหลงผิดกลับมาให้เข้าร่องเข้ารอย (correction) อันทำให้สังคมไม่ได้หันมาทบทวนตัวเองเลยว่ากำลังสร้างระบบนิเวศแบบไหนอยู่
วุฒิภาวะทางอารมณ์ (emotional intelligence) อารมณ์ทางสังคม (social emotion) และสภาวะการสะสมแรงกดจนในที่สุดก็ระเบิดออกมา (emotional suppression and explosion)
กลไกความรู้สึกดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนบุคคลอย่างเดียว หรือกล่าวอีกนัยคือขึ้นกับระดับวุฒิภาวะทางอารมณ์ แต่จริงๆ แล้ว ต่อให้เราฝึกจิตให้ทนแรงกระทบกระแทกแค่ไหน การที่เราจะรู้สึกอย่างไรมีสาเหตุส่วนหนึ่งที่สำคัญมาจากความกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การเมืองด้วย
เรื่องภายในและเรื่องภายนอกจึงสัมพันธ์กัน โดยวุฒิภาวะทางอารมณ์ของคน ๆ หนึ่งพัฒนามาจากความสัมพันธ์ที่มีต่อคนอื่น ๆ ในสังคม (Goleman, 1995) โดยแม้แต่ผู้มีสภาวะทางจิตก็มีปัจจัยเร่งมาจากทั้งเคมีในร่างกายและเงื่อนไขทางสังคม ส่วนอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาสูง (dropout rates) ระดับการจ้างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่ำ (youth unemployment) หรือแม้แต่จำนวนคนหนุ่มสาวที่ตกเป็นผู้ต้องคดีทางการเมือง เป็นทั้งปรากฏการณ์ทางสังคม และสัญญาณความกดดันทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไปพร้อมกัน
นอกจากนั้น อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับเรา ไม่มากก็น้อย เป็นอารมณ์ร่วมที่เรามีกับคนอื่น ๆ ในสังคม โดยระดับการส่งผ่านอารมณ์ความขับข้องหมองใจมันขยายจากแค่บุคคลเป็นสังคม (social emotion) หรือระดับของอารมณ์รวมหมู่ (collective emotion) ได้ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการรวมกลุ่มเฉพาะขึ้นมาหรือแม้แต่การสร้างวัฒนธรรมความรุนแรง (culture of violence)
จากข้างต้น การทำความเข้าใจโลกของอารมณ์ความรู้สึกจึงมีความสำคัญในการปลดล็อคเรื่องความรุนแรงไม่น้อยไปกว่าการเข้าใจปัจจัยกำหนดพฤติกรรมที่มุ่งเน้นกันอยู่ตอนนี้ เพราะเหนือความดีหรือเลวคือสภาวะทางอารมณ์
ดังนั้น ในทางสิ่งแวดล้อม เรามีการตรวจจุดความร้อน (hot-spot) กันอยู่แล้ว ในทางสังคม เราก็ควรตรวจสอบ social hot-spot เช่นกัน เช่น การสแกน social moods หรือ social sentiments ที่มีเครื่องมือรองรับอยู่แล้วกันอย่างจริงจังมากขึ้น โดยเมื่อจับ hot-spot ได้ เราสามารถมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า (early warning) ได้เฉกเช่นการรับมือภัยพิบัติ โดยสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่แค่ควบคุมตรวจสอบอย่างเข้มงวดอย่างเดียว หากแต่หาทางเปลี่ยนให้เป็น cold-spot
การออกแบบระบบนิเวศการดูแล ในฐานะนโยบายป้องกันเหตุความรุนแรงที่ยั่งยืน
ในภาพใหญ่ เราต้องพยายามออกแบบนโยบายเชิงป้องกันและที่สร้างความยุติธรรมในเชิงของการฟื้นฟูเยียวยา (prevention and restorative justice) ไม่น้อยไปกว่าการหาทางลงโทษที่สาสม (punishment) (Kovalenko et al., 2024; Shem-Tov, Raphael, and Skog, 2024; Weisburd et al., 2017) เพราะต่อให้โทษรุนแรงเพียงใด ก็ไม่รับรองว่าจะทานภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้
กล่าวคือ มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากการเอาหลักเหตุผลต่าง ๆ มาชั่งน้ำหนักเสมอไป เช่น ในภาวะที่โกรธเคืองเต็มที่ อาจจะไม่ได้ฉุกคิดว่าผลพวงจากการกระทำจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในกรณีที่รู้สึกสุดจะทนหรือพร้อมแลกกับทุกสิ่งทุกอย่าง คนที่ตกในสภาวะจนตรอก หรือแม้แต่คนที่มีสภาวะทางอารมณ์ที่ดิ่งไปในทางใดทางหนึ่งที่กดให้ขาดความยับยั้งชั่งใจ
เรื่องการเลี้ยงดูแบบสร้างสรรค์ (positive parenting) การดูแลอย่างครอบคลุมของโรงเรียน (school inclusion) การสร้างชุมชน (รวมถึงออนไลน์) ที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย (safe space) การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมบทบาททางสังคม รวมถึงยกระดับเสรีภาพทางการเมือง นับเป็นคำตอบสำคัญของการออกแบบระบบนิเวศการดูแลสังคม คู่ขนานกับเรื่องประสิทธิภาพของปฏิบัติการตำรวจ การควบคุมสื่อ การฟื้นฟูเยียวยา และการดูแลสุขภาพจิตผู้ประสบเหตุ
กล่าวให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นคือการออกแบบระบบนิเวศการดูแลเป็นเรื่องของการสร้างสังคมที่เป็นธรรม (just society) อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยโจทย์ใหญ่คือจะทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าแฟร์ (fair treatment) ซึ่งหมายความว่าคนพร้อมออกมาก่อเหตุได้เสมอถ้ารู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติต่ออย่างไม่เป็นธรรมจากความรู้สึกคับข้องใจทั้งต่อคนอื่นและต่อกลไกทางสังคมที่มีอยู่ (เช่น กระบวนการยุติธรรม)
การออกแบบระบบนิเวศการดูแลในที่นี้ยังเป็นเรื่องของการออกแบบวัฒนธรรมด้วย โดยปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุนแรงหรือแม้แต่การทำให้เรื่องการบูลลี่เกิดขึ้นได้ทั่วไปเป็นผลมาจากวัฒนธรรมการยอมรับในคำพูดสร้างความเกลียดชัง (hate speech) ที่ส่งผ่านมาจากพื้นที่ทางสังคมต่าง ๆ จน “การพูดกันดี ๆ” กลายเป็นเรื่องยากในสังคมที่ปล่อยผ่านให้วัฒนธรรมเช่นนั้นหยั่งลึกลงรากในสังคม โดยคนพร้อมจะพูดทิ่มแทงกันหรือสวนกลับเพื่อความสาใจหรือสะใจ ทั้งในปฏิสัมพันธ์ต่อหน้า ลับหลัง และออนไลน์ โดยวิวัฒนาการของภาษา โดยเฉพาะศัพท์แสงที่เกิดขึ้นใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในหมวดของคำสร้างความเกลียดชังมากกว่าคำสร้างสมานฉันท์ ความเกื้อกูล และการตระหนักในความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพในความแตกต่างของกันและกัน
การสร้างและผลิตซ้ำสังคมแนวดิ่งเป็นอีกผลพวงของวัฒนธรรม ซึ่งทำให้การกดทับเกิดขึ้นได้ง่ายระหว่างพหุวัฒนธรรมหรือภูมิหลังทางสังคม เช่น คนต่างจังหวัด กลุ่มชาติพันธุ์ และคนที่อพยพเข้ามา (migrants) โดยในมิตินี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีปัญหาในตัวเองอยู่แล้ว แต่ถูกทำให้ปัญหามีมิติเพิ่มขึ้นจากการสถาปนาวัฒนธรรมอิงรสนิยมและวิถีชีวิตแบบรวยแบบจนขึ้นมา โดยความรู้สึกเหนือกว่าและด้อยกว่าเป็นผลพวงของชั้นวัฒนธรรมที่เติมเข้าไปในชั้นเศรษฐกิจอีกทบหนึ่ง
นอกจากนั้น การหนุนเสริมปฏิสัมพันธ์ในสังคมเชิงสร้างสรรค์ควรเป็นวาระทางนโยบายในยุคดิจิทัลนี้ กล่าวคือ นอกจากความน่ากลัวของการหมกมุ่นอยู่กับสื่อออนไลน์บางประเภท การที่โลกออนไลน์ดูดคนออกไปจากโลกทางสังคมจริงเป็นสิ่งที่หน้าวิตกกังวลไม่น้อยไปกว่า เพราะปฏิสัมพันธ์ในสังคมคือการเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ เจ็บได้ เสียใจได้ และตายเป็น (INSPIRE framework ของ WHO (2016) เรียกว่า life skills) โดยทุกวันนี้ หลายคนไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดคุยและอยู่ร่วมกับคนอื่น (แม้แต่คนในครอบครัว) อย่างไรด้วยซ้ำ กล่าวอีกนัยคือมีความรู้สึกไม่สะดวกใจ (uncomfortable) ที่จะอยู่ต่อหน้าผู้คนเท่ากับอยู่หน้าจอ
ทั้งนี้ การหนุนเสริมปฏิสัมพันธ์ในสังคมเชิงสร้างสรรค์ข้างต้นควรรวมไปถึงการเติมศัพท์แสงเชิงบวก ในคลังคำที่กระตุ้นอารมณ์เชิงลบที่มีอยู่แบบล้นเกินในปัจจุบัน โดยการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย (safe environments) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าบทสนทนาระหว่างกันยังเต็มไปด้วยทางเลือกของคำที่กระตุ้นอารมณ์เกลียดชัง โดยการศึกษาของ Durnová (2013), Lutz and Abu-Lughod (1990) และ Rothman and Magee (2016) ชี้ให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ของการเชื่อมความรู้สึกเชิงบวกต่อกันด้วยการพูดคุยกันดี ๆ (ภาษาดอกไม้) ช่วยทำให้เกิดความสมานฉันท์ทางสังคมได้
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ว่าการบังคับใช้กฎหมาย (law enforcement) ไม่สำคัญ แน่นอนว่าผู้ก่อเหตุและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องได้รับโทษ หากแต่เป็นแค่หนึ่งในองค์ประกอบของการออกแบบระบบนิเวศของการดูแล โดยข้อเสนอของ INSPIRE framework ของ WHO (2016) บ่งชี้ว่าการบังคับใช้กฎหมายสำคัญพอ ๆ กับการออกแบบปทัสถานและค่านิยมทางสังคมที่เหมาะสม (norms and values) การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพียงพอให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี (dignity) และการเพิ่มความใส่ใจผู้คนในการให้บริการสาธารณะ (Care-sensitive public services) โดยต้องระวังว่าการมุ่งเน้นการบังคับควบคุมอย่างเดียวอย่างเข้มงวดอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงคือการสร้างแรงกดทับจนทำให้ระเบิดออกมาได้อีกเช่นกัน ดังที่เรียกว่านโยบายสุมไฟหรือเติมเชื้อเพลิงเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว (heated policy) (Verhoeven and Metze, 2022)
ถอดข้อเสนอจากเวทีปรึกษาหารือเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ปัญหาความรุนแรงในสังคม
สถาบันเพื่อความยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จัดเวทีการพัฒนานโยบายที่มีประเด็นเรื่องความรุนแรงเป็นประเด็นหลัก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 3 สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร สำนักงาน ก.ก. กรุงเทพมหานคร กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (พม.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ Thailand Policy Lab (UNDP) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขาการวิจัยทางสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) บ้านกาญจนาภิเษก มูลนิธิบูรณะนิเวศ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย องค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร กลุ่มปลูกเพื่อเมือง และเครือข่ายชุมชนและคนเปราะบาง ชาวบ้านจากหนองพะวา กรณีวินโพรเสส Young Good Governance ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ไทยพีบีเอส (Thai PBS)

ข้อเสนอสำคัญจากเวทีปรึกษาหารือทางนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่เสนอข้างต้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชนในครอบครัว ชุมชน หรือแม้แต่ในโรงเรียน โดยสถาบันทางสังคมต่าง ๆ ต้องพยายามช่วยกันดูแลคนรุ่นใหม่ร่วมกันในฐานะอนาคตของประเทศ
สำหรับภาครัฐ ควรปรับปรุงกฎหมายกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนให้ได้สัดส่วนตามสภาพความผิด แทนการใช้กฎหมายรูปแบบเดียวกันที่มีปลายทางไปที่การลงโทษเหมือนกันหมดบนฐานของความหวาดกลัว ควรเร่งกระบวนการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นต้นทางของการบังคับใช้กฎหมาย ควรจัดสรรงบประมาณในการดูแลเยาวชนมากกว่านี้ ควรจัดให้มีสถานที่ฟื้นฟูเยียวยาให้ผู้ที่ก้าวพลาดหลากหลายรูปแบบ ควรจัดพื้นที่ให้พวกเขาได้มีโอกาสแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ แม้แต่พื้นที่ในการระบายความอัดอั้นตันใจ โดยเน้นการใส่ใจสุขภาพใจและการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์มากเป็นพิเศษ รวมถึง ควรวางแนวทางลดการกระทำผิดซ้ำด้วยการแสวงหาโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่าและความหวัง

สรุป
บนความสลับซับซ้อนของปรากฏการณ์ความรุนแรง เราจำเป็นต้องขยับจากการสอบสวนมูลเหตุและหาทางควบคุมมาสู่การทำความเข้าใจความรู้สึกและออกแบบระบบนิเวศการดูแลมากขึ้น ซึ่งต้องการนโยบายสาธารณะทั้งในแง่ของการหันมาสนใจการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ของคนทางสังคม หันมาสแกนอารมณ์ทางสังคม และหันมาสร้างระบบนิเวศที่ลดสภาวะการสะสมแรงกดจนในที่สุดก็ทำให้อารมณ์คนในสังคมระเบิดออกมา
แนวทางที่สำคัญคือการมุ่งป้องกันและสร้างความยุติธรรมในเชิงของการฟื้นฟูเยียวยาไม่ให้น้อยไปกว่าการกำหนดมาตรการลงโทษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างการออกแบบปฏิสัมพันธ์เชิงบวก สิ่งแวดล้อมและพื้นที่ปลอดภัย และลด ละ เลิก นโยบายที่สุมไฟในใจคน ไปสู่เรื่องใหญ่ ๆ อย่างการออกแบบสังคมที่เป็นธรรม หรือแม้แต่วัฒนธรรมที่ไม่ผลิตซ้ำความเกลียดชัง รวมถึงปทัสถานและค่านิยมทางสังคมที่ไม่สนับสนุนความรุนแรง
เอกสารอ้างอิง
Durnová, Anna. (2013). “Governing through Intimacy: Explaining Care Policies through Sharing a Meaning.” Critical Social Policy 33(3) 494–513.
Firth-Godbehere, Richard. (2021). A Human History of Emotion: How the Way We Feel Built the World We Know. New York: Little, Brown Spark.
Goleman, Daniel. (1995). Emotional Intelligence. New York: Bantam.
Gosling, Corentin J., Caparos, Serge and Moutier, Sylvain. (2020). “The interplay between the importance of a decision and emotion in decision-making,” Cognition and Emotion 34(6): 1260-1270.
Kovalenko, A. G. et al. (2024). “What Works in Violence Prevention Among Young People? A Systematic Review of Reviews.” Trauma, Violence, & Abuse, 23(5): 1388 – 1404.
Lutz, Catherine A. and Lila Abu-Lughod. (1990). Language and the Politics of Emotion. Cambridge: Cambridge University Press.
Rothman, Naomi B. and Magee, Joe C. (2016). “Affective expressions in groups and inferences about members’ relational well-being: The effects of socially engaging and disengaging emotions,” Cognition and Emotion. 30(1): 150-166.
Shem-Tov, Y., Raphael, S. and Skog, A. (2024), Can Restorative Justice Conferencing Reduce Recidivism? Evidence From the Make-it-Right Program. Econometrica, 92: 61-78.
Villarreal, Ana. (2022). “The logistics of fear: violence and the stratifying power of emotion.” Emotions and Society. 4(3): 290–306.
Verhoeven, Imrat and Metze, Tamara. (2022). “Heated Policy: Policy Actors’ Emotional Storylines and Conflict Escalation.” Policy Sciences 55(1): 223–237.
Weisburd, D. et al. (2017). What Works in Crime Prevention and Rehabilitation. Criminology & Public Policy, 16: 415-449.
World Health Organization. (2015). Preventing Youth Violence: An Overview of the Evidence. Geneva, Switzerland: World Health Organization.
World Health Organization. (2016). INSPIRE: Seven Strategies for Ending Violence Against Children. Geneva, Switzerland: World Health Organization.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




