จากสถานการณ์อุทกภัย ปี 69 ที่ครอบคลุม 29 จังหวัดตั้งแต่งภาคภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล จนถึงภาคตะวันออก ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ เกิดความยากลำบากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้ออกแนวทางปฏิบัติ 4 ขั้นตอนดูแลสุขภาพ ช่วงน้ำท่วม เพื่อให้ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาท ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องและสะดุดน้อยที่สุด แม้ในภาวะวิกฤต
ขั้นตอนที่ 1 ประเมินอาการของตนเองก่อน
- เจ็บป่วยเล็กน้อย/ไม่ฉุกเฉิน แนะนำให้ใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อลดความเสี่ยงและการเดินทาง
- มีนัดรักษา/รับยาประจำ/เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากไม่สามารถเดินทางตามนัดได้ ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ให้ติดต่อหน่วยบริการเพื่อหาวิธีรับยาที่เหมาะสม
- เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 ทันที
ขั้นตอนที่ 2 ไปหน่วยบริการ
- กรณีที่เจ็บป่วยไม่รุนแรง หากไม่สามารถไปหน่วยบริการประจำ (โรงพยาบาล, รพ.สต., คลินิกอบอุ่น) ได้ ก็ยังสามารถใช้สิทธิได้
- กรณีหน่วยบริการปิดจากน้ำท่วม หรือต้องอพยพ ผู้มีสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารับบริการที่หน่วยบริการอื่นใดก็ได้ ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ขั้นตอนที่ 3 เลือกช่องทางรับบริการให้เหมาะกับอาการ
- เจ็บป่วยเล็กน้อย/เดินทางไม่สะดวก พบแพทย์ออนไลน์ได้ฟรี ผ่านแอปพลิเคชัน Clicknic หรือ Mordee โดยแจ้งใช้สิทธิบัตรทอง
- มีนัดรักษา/โรคเรื้อรัง/ยาใกล้หมด ติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่ เพื่อประสานงานปรับรอบรับยา หรือเพิ่มจำนวนยาและเวชภัณฑ์ตามความจำเป็น
- ผู้ป่วยไต อย่าหยุดฟอกไตเอง หากไปฟอกไตตามนัดไม่ได้ หรือยา/น้ำยาล้างไตใกล้หมด ให้รีบติดต่อหน่วยบริการที่รักษาอยู่ทันที
- ผู้สูงอายุ, คนพิการ, ผู้มีภาวะพึ่งพิง หากเดินทางไปรับบริการไม่ได้ ให้โทรประสานขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1330
ขั้นตอนที่ 4 เจ็บป่วยฉุกเฉิน ใช้สิทธิอย่างไร?
- ฉุกเฉินทั่วไป (สีเขียว–เหลือง) เข้ารับบริการที่หน่วยบริการในระบบบัตรทองที่ใกล้ที่สุดได้ทั้งของรัฐและเอกชน
- ฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) โทร 1669 ใช้สิทธิ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) เข้ารักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้ทันที ทั้งรัฐและเอกชน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นภาวะวิกฤต หรือสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง
พร้อมกันนี้ สปสช. ได้ระบุ 6 ลักษณะอาการที่อาจเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤต เพื่อให้ประชาชนช่วยกันสังเกต ได้แก่ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว, หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง, ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น มีอาการชัก, เจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง, แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด และมีอาการที่มีผลกระทบต่อระบบหายใจ/หมุนเวียนโลหิต/สมอง ที่อาจอันตรายต่อชีวิต
หากประชาชนท่านใดมีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิ สามารถติดต่อสายด่วน สปสช. 1330 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสอบถามสิทธิและขอความช่วยเหลือประสานการเข้ารับบริการได้ทันที
ส่องระบบการแพทย์ช่วงน้ำท่วมเมือง
ในภาวะปกติ สายด่วน สปสช. 1330 ทำหน้าที่เป็นช่องทางสอบถามสิทธิ เปลี่ยนแปลงหน่วยบริการ หรือประสานงานเรื่องร้องเรียนทั่วไป แต่เมื่อเกิดอุทกภัยเป็นวงกว้าง พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สปสช. ยกระดับ 1330 ให้กลายเป็น “ช่องทางเสริมสายด่วนวิกฤต” เพื่อติดตามการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ป่วยในพื้นที่ประสบภัย
โดยพบปริมาณการติดต่อที่พุ่งสูงขึ้น จากสถิติการติดต่อผ่านสายด่วน 1330 ช่วงวันที่ 26–28 กันยายน 2569 สะท้อนถึงความพึ่งพิงของผู้ร้องเรียนอย่างชัดเจน
- 26 ก.ย. 1,658 สาย
- 27 ก.ย. 2,581 สาย
- 28 ก.ย. 3,163 สาย (เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายใน 3 วัน)
เมื่อวิเคราะห์จำเฉพาะ “ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับน้ำท่วม” ระหว่าง 25–28 ก.ย. รวมทั้งสิ้น 949 เรื่อง พบว่าความต้องการของประชาชนหนาแน่นอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครถึง 831 เรื่อง (87.5%) ตามด้วย ปทุมธานี (29 เรื่อง), สมุทรปราการ (24 เรื่อง), ระยอง (19 เรื่อง) และ นนทบุรี (18 เรื่อง)
จำแนกความต้องการช่วยเหลือจากภัยน้ำท่วม (สะสม 949 เรื่อง)
|
ประเภทความช่วยเหลือ |
จำนวน (เรื่อง) |
สัดส่วน (%) |
|
ขอรถรับส่งไปฟอกไต |
561 |
59.1% |
|
ขอรถรับส่งไปโรงพยาบาล |
129 |
13.6% |
|
ขออพยพออกจากพื้นที่ |
64 |
6.7% |
|
ขอให้จัดส่งยาถึงบ้าน |
53 |
5.6% |
|
ขออพยพผู้ป่วยติดเตียง |
30 |
3.2% |
|
อื่นๆ (สอบถามสิทธิ/หน่วยบริการ) |
112 |
11.8% |
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า สปสช. ไม่เพียงแต่ตั้งรับสายเข้า แต่ยังใช้มาตรการ “เชิงรุก (Proactive Outreach)” โดยเจ้าหน้าที่ 1330 ได้โทรออกติดตามผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางรวม 1,338 สาย (ติดต่อได้ 734 สาย) เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยสามารถไปรับบริการได้ตามนัดหรือไม่ หรือต้องการรถรับส่งพิเศษเพื่อไปฟอกไต
จุดเปราะบางที่สุดของระบบ “ผู้ป่วยฟอกไต”
ข้อมูลเชิงลึกจากการจัดการวิกฤตครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขมี “จุดสุ่มเสี่ยงวิกฤต (Single Point of Failure)” ที่สำคัญ 2 กลุ่ม ซึ่งหากการเชื่อมโยงข้อมูลหลุดลอยเพียงนิดเดียว อาจนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ทันที
ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ไม่สามารถเว้นระยะการรักษาได้เกิน 2–3 วัน หากขาดการฟอกเลือดจะเกิดภาวะน้ำท่วมปอดและโพแทสเซียมในเลือดสูงจนหัวใจวายได้
- ข้อมูลใน กทม. มีผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมรวม 5,816 ราย
- กลุ่มเสี่ยงสูง จากการนำข้อมูลของสำนักการระบายน้ำ กทม. (26 ก.ย. 69) มาจับคู่กับฐานข้อมูลผู้ป่วย พบว่ามีผู้ป่วย 1,749 ราย อาศัยอยู่ใน 20 เขตที่มีจุดวัดน้ำท่วมบนถนนตั้งแต่ 10 เซนติเมตรขึ้นไป
- พบหน่วยฟอกไตปิดให้บริการชั่วคราว 6 แห่ง ในเขต 4 (สระบุรี), เขต 6 (ระยอง) และเขต 13 (กทม.) เช่น ลาดพร้าว 114 คลินิกเวชกรรม ซึ่งต้องปิดนานกว่า 1 สัปดาห์ กระทบผู้ป่วย 26 ราย
สปสช. ประสานงานร่วมกับ กทม. กระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิเส้นด้าย จัดสรรผู้ป่วยทั้ง 26 รายส่งต่อไปยังหน่วยบริการข้างเคียงได้ครบถ้วน พร้อมผ่อนผันเกณฑ์ “การรับบริการข้ามหน่วยโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว” จนถึงวันที่ 29 กันยายน 2569
วิกฤตผู้ติดบ้านติดเตียงในเมืองใหญ่
ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีผู้ป่วยติดเตียง 4,787 คนและผู้ติดบ้าน 4,855 คน รวมเกือบ 10,000 คน
เมื่อนำพิกัดบ้านพักมาซ้อนทับ (Overlay) กับแผนที่น้ำท่วม พบว่า มีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงถึง 4,200 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมระดับปานกลางถึงสูง โดยกระจุกตัวมากที่สุดใน 3 เขต
- เขตสายไหม 378 คน
- เขตสวนหลวง 349 คน
- เขตบางเขน 340 คน
พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ รองโฆษก สปสช. สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “ข้อมูลระดับเขตช่วยให้รู้ว่าต้องประสานศูนย์บริการสาธารณสุขใดก่อน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าบ้านหลังใดถูกน้ำท่วม หรือใครขาดผู้ดูแล การลงพื้นที่ตรวจสอบรายบุคคล (Case-by-Case Verification) จึงเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริง”
ขณะที่ภาพรวมความเสียหายของสถานพยาบาลทั่วประเทศ ณ 29 ก.ย. 69 มีสถานบริการได้รับผลกระทบ 73 แห่ง (ส่วนใหญ่เป็น รพ.สต. 57 แห่ง, โรงพยาบาล 9 แห่ง, สสอ. 5 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิ 2 แห่ง) แม้ว่าส่วนใหญ่ยังคงเปิดให้บริการได้ แต่ในพื้นที่ กทม. กลับพบโจทย์ที่ซับซ้อนกว่า
“คลินิกชุมชนอบอุ่น” ปิดทำการ
ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก (มีนบุรี, คลองสามวา, วังทองหลาง, สวนหลวง, ลาดกระบัง, ประเวศ) พบคลินิกปฐมภูมิและคลินิกชุมชนอบอุ่นปิดให้บริการชั่วคราวถึง 79 แห่ง จาก 158 แห่งที่รายงานเข้ามา คิดเป็น 50%
สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากตัวอาคารจมน้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “บุคลากรเดินทางมาทำงานไม่ได้” และ “เส้นทางคมนาคมตัดขาด” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) ที่ต้องรับยาต่อเนื่อง
การอพยพผู้ป่วยในต่างจังหวัด
ในต่างจังหวัด เขตสุขภาพที่ 6 ถือเป็นพื้นที่ปะทะหลัก โดยเฉพาะ จ.ปราจีนบุรี และ จ.ระยอง
- รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ปราจีนบุรี) ประสานส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่ปลอดภัยแล้ว 413 ราย
- รพ.แกลง (ระยอง) ส่งต่อผู้ป่วย 69 ราย
- ทั้งสองโรงพยาบาลต้องเร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทั้งหมดออกจากพื้นที่เนื่องจากน้ำเข้าท่วมตัวอาคารอย่างรวดเร็ว
จาก Telemedicine สู่คลังเวชภัณฑ์สำรอง
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมตามข้อสั่งการของ รมว.สาธารณสุข เพื่อแก้โจทย์การเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ในพื้นที่ปิดล้อม
กรมการแพทย์ร่วมกับ กทม. จัดตั้ง “จุดบริการทางการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข” ณ เคหะชุมชนร่มเกล้า ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังวิกฤต โดยนำระบบ VDO Call (DMS Tele) บนแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” มาเปิดให้บริการตรวจรักษาทางไกล ผู้ป่วยสามารถพบแพทย์ ประเมินอาการ และรับการจัดส่งยาถึงมือ โดยไม่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วม
องค์การอาหารและยา (อย.) และกรมควบคุมโรค ได้เร่งสำรองเวชภัณฑ์เพื่อรองรับโรคที่มากับน้ำท่วมและโรคระบาดหลังน้ำลด ดังนี้
- ยา Doxycycline (100mg): สำหรับป้องกันและรักษาโรคฉี่หนู (Leptospirosis) สำรองไว้ 1,591,783 แคปซูล
- ชุดยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย: 28,877 ชุด
- ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ (Influenza Test Kit): 66,163 ชุด
- ชุดตรวจโรคฉี่หนู (Leptospirosis Rapid Test): 7,979 ชุด
อย่างไรก็ตาม มหาอุทกภัยในเดือนกันยายน 2569 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “สุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของแพทย์หรือโรงพยาบาล” แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการเมือง ระบบข้อมูล โลจิสติกส์ และความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม
การที่ สปสช., กระทรวงสาธารณสุข, กทม. และหน่วยงานภาคี สามารถประสานงานช่วยชีวิตผู้ป่วยฟอกไต และผู้ป่วยติดเตียงได้นับพันรายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน ถือเป็นความสำเร็จของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
แต่การเปลี่ยนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เป็นระบบที่ยั่งยืน คือการ “เชื่อมข้อมูล-เตรียมโลจิสติกส์-ปลดล็อกเกณฑ์” โดยเริ่มจากการนำพิกัดบ้านของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางซ้อนทับลงบนแผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม (GIS) เพื่อแจ้งเตือนและอพยพเชิงรุกก่อนเกิดวิกฤต ควบคู่กับการจัดทำสัญญาจ้างล่วงหน้าร่วมกับภาคประชาสังคมเพื่อจัดตั้ง “ฟลีตรถกู้ชีพเฉพาะกิจ”
สำหรับรับส่งผู้ป่วยฟอกไตโดยไม่กระทบกับรถฉุกเฉิน EMS พร้อมทั้งกำหนดให้คลินิกปฐมภูมิในเมืองต้องมีแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ เช่น การนำระบบ Telemedicine และร้านยาใกล้บ้านมาใช้แทนกรณีต้องปิดทำการ และปลดล็อกโปรโตคอลให้ผู้ป่วยสามารถข้ามไปรับบริการหรือรับยาทางไปรษณีย์ได้ทันทีที่มีการประกาศภัยพิบัติโดยไม่ต้องรออนุมัติเป็นรายกรณี
บทความที่เกี่ยวข้อง:




