คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบปรับปรุง “หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) พ.ศ. ….” ตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวห้ามส่งต่อผู้ป่วยและเรียกเก็บเงินภายใน 72 ชั่วโมง
หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป คือ 15 ก.ย. 69
อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่สามารถใช้สิทธิ UCEP ได้ มีดังนี้
- หมดสติ ไม่รู้สึกตัว เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัด มีเสียงดัง
- ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
- เจ็บหน้าอกเฉียบพลันรุนแรง
- แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน
- อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

หลักเกณฑ์ UCEP ใหม่
มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ให้สถานพยาบาลมีหน้าที่ให้การรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตโดยฉุกเฉิน เพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและขีดความสามารถของสถานพยาบาล โดยไม่มีเงื่อนไขการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล และกำหนดให้สถานพยาบาลมีหน้าที่แจ้งต่อกองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ การทำนิติกรรมเพื่อให้พ้นจากหน้าที่หรือเพื่อสละสิทธิของผู้ป่วยข้างต้น ถือเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย
2. ให้ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อตรวจคัดแยกระดับความฉุกเฉิน และจัดให้ผู้ป่วยได้รับการบริบาลตามลำดับความเร่งด่วน โดยในกรณีที่มีปัญหาการวินิจฉัยในการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินให้ปรึกษาไปยังสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่เห็นด้วยกับผลการคัดแยก ให้อุทธรณ์ไปยัง สพฉ. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อในแบบแจ้งผลการประเมินคัดแยก และให้ สพฉ. พิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จ ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนดคำวินิจฉัยของ สพฉ. ให้ถือเป็นที่สุด และในกรณีที่ผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต สถานพยาบาลต้องคืนเงินที่เรียกเก็บภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
3. สถานพยาบาลต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นวิกฤต และต้องให้การรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อไปจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต และกำหนดเงื่อนไขให้สถานพยาบาลสามารถ ส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่นได้ตามความเหมาะสม เฉพาะในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- กรณีสถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอ
- ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลรองรับการดูแล
- ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทน มีความประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
4. สถานพยาบาลจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนถึงเวลา 72 ชั่วโมง ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ โดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายในเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ไปที่ สปสช. ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหลังเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้สถานพยาบาลเรียกเก็บไปที่กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (เช่น กฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) หรือเรียกเก็บจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามสิทธิของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลหรือเรียกเก็บจากผู้ป่วย
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามอัตราค่ารักษาพยาบาลของสถานพยาบาลหรือตามที่ได้ตกลงกันไว้
5. ให้ สปสช. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและสรุปค่าใช้จ่ายพร้อมทั้งแจ้งให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน และให้กองทุนของผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามกฎหมายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจ่ายค่าใช้จ่ายตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายให้แก่สถานพยาบาลภายใน 15 วัน นับจากวันที่ สปสช. แจ้งผลการตรวจสอบและสรุปค่าใช้จ่าย
6. ในกรณีที่มีการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากสถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งไปยังสถานพยาบาลแห่งที่สอง ภายในเวลาก่อนครบ 72 ชั่วโมง นับแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่ง สถานพยาบาลแห่งที่สองจะได้รับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่รับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนครบ 72 ชั่วโมง โดยนับเวลาต่อเนื่องจากที่สถานพยาบาลแห่งที่หนึ่งรับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ ในอัตราตามบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ เว้นแต่กรณีสถานพยาบาลรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มีสิทธิการรักษาพยาบาลของตนอยู่แล้ว ให้ปฏิบัติตามระบบของสิทธิการรักษาพยาบาลนั้น ๆ
- กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานประกันสังคมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตในสังกัดของตน (สิทธิประกันสังคม) ให้ปฏิบัติตามระบบของสำนักงานประกันสังคม
- กรณีสถานพยาบาลคู่สัญญาของ สปสช. รับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน (สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ให้ปฏิบัติตามระบบของ สปสช.
- กรณีสถานพยาบาลของรัฐรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (เช่น สิทธิข้าราชการ) ให้ดำเนินการตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนด
7. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นเอง ในกรณีดังต่อไปนี้
- กรณีสถานพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเนื่องจากพ้นภาวะวิกฤต และมีสถานพยาบาลรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนปฏิเสธไม่ขอให้ส่งต่อผู้ป่วย
- กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือผู้จัดการแทนมีความประสงค์จะไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลอื่น
8. ในกรณีมีความจำเป็นให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสถานพยาบาลดำเนินการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามบัญชีแนบท้ายหลักเกณฑ์นี้ให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจะได้รับเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ให้นำเสนอผลการทบทวนปรับปรุงบัญชีและอัตราตามที่แนบท้ายหลักเกณฑ์เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย
9. หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับ
10. ให้สถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ไว้ก่อนวันที่หลักเกณฑ์นี้ใช้บังคับ เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต [กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19))] และที่แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลตามหลักเกณฑ์การพิจารณาจำหน่ายผู้ป่วยของกรมการแพทย์ สธ.
11. การใดที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP และหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19 ตามข้อ 2 ก่อนวันที่หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. …. และการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ….
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต หรือตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ให้ใช้สิทธิดังกล่าวก่อน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า การปรับปรุงหลักเกณฑ์ UCEP จะส่งผลให้การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีความเหมาะสม สอดคล้องกับการบริหารจัดการระบบการแพทย์ฉุกเฉินในปัจจุบันมากขึ้น รวมถึงจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ช่วยเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต และยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาฉุกเฉินด้วย
บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. ….
แบ่งออกเป็น 14 หมวด ดังนี้
| หมวด | รายการ | รายละเอียด/ตัวอย่าง |
| 1 | ค่าห้องและค่าอาหาร
|
จำนวน 2 รายการ ได้แก่ ค่าเตียงผู้ป่วยสามัญ เบิกได้วันละ 400 บาท และค่าหอผู้ป่วยวิกฤต เบิกได้วันละ 1,600 บาท |
| 2 | ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค | จำนวน 352 รายการ เช่น เยื่อหุ้มสมองเทียม แผ่นละ 9,000 บาท ลิ้นหัวใจเทียมชนิดลูกบอล อันละ 19,000 บาท ชุดสายยางและปอดเทียมเพื่อพยุงหัวใจและปอดที่ใช้ภายนอก ชุดละ 80,000 บาท |
| 3 | ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด
|
แบ่งเป็น 2 กลุ่มรายการ ได้แก่ (1) กลุ่มยา Original (ยาต้นแบบหรือยาที่ผลิตคิดค้นได้เป็นตัวยาแรกจากบริษัทผู้ผลิต) จำนวน 190 รายการ เช่น ยาต้านไวรัส ALUVIA เม็ดละ 36 บาท และ (2) กลุ่มยา Generic (ยาสามัญ หรือยาที่เป็นชนิดและรูปแบบเดียวกับยาต้นแบบ แต่มาจากแหล่งผลิตหรือกระบวนการผลิตที่แตกต่างออกไป) จำนวน 1,062 รายการ เช่น ยาปฏิชีวนะ Amoxicillin 200mg/5 mL ขวดละ 84.25 บาท |
| 4 | ค่าเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยา
|
หมายถึงค่าวัสดุทางการแพทย์ วัสดุทันตกรรม วัสดุวิทยาศาสตร์การแพทย์ วัสดุเอกซเรย์ และวัสดุอื่นที่ใช้ในทางการแพทย์ จำนวน 617 รายการ เช่น ค่าออกซิเจน วันละ 450 บาท ค่าอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (ชุด PPE) ชุดละ 480 บาท เข็มเย็บแผล อันละ 29 บาท แผ่นปิดแผลอเนกประสงค์ ม้วนละ 527 บาท |
| 5 | ค่าบริการโลหิตและส่วนประกอบของโลหิต
|
หมายถึงค่าจัดการบริการการให้โลหิตหรือส่วนประกอบของโลหิต ซึ่งรวมค่าอุปกรณ์บรรจุน้ำยาที่ใช้ในการเตรียมการตรวจทางเทคนิค จำนวน 132 รายการ เช่น ค่าตรวจหมู่โลหิต ครั้งละ 100 บาท การตรวจกรองแอนติบอดี ครั้งละ 100 บาท โลหิต หน่วยละ 800 บาท เกล็ดเลือด หน่วยละ 400 บาท |
| 6 | ค่าตรวจวินิจฉัยทางเทคนิคการแพทย์
|
หมายถึงค่าบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 488 รายการ เช่น ค่าตรวจน้ำตาลในเลือด ครั้งละ 100 บาท ค่าตรวจปัสสาวะ ครั้งละ 50 บาท |
| 7 | ค่าตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา
|
หมายถึงค่าบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการพยาธิวิทยา จำนวน 7 รายการ เช่น ค่าตรวจชิ้นเนื้อขนาด 2 – 5 ซม. ครั้งละ 1,450 บาท ค่าตรวจชิ้นเนื้อขนาดใหญ่กว่า 5 ซม. ครั้งละ 2,180 บาท |
| 8 | ค่าตรวจวินิจฉัยและรักษาทางรังสีวิทยา | จำนวน 169 รายการ เช่น ภาพถ่ายเอกซเรย์ทั่วไป แผ่นละ 300 บาท อัลตราซาวด์ ครั้งละ 1,150 บาท MRI สมอง ครั้งละ 8,000 บาท |
| 9 | ค่าตรวจวินิจฉัย
โดยวิธีพิเศษอื่น ๆ
|
หมายถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการอื่นนอกเหนือจากการตรวจทางเทคนิคการแพทย์ พยาธิวิทยา และรังสีวิทยา จำนวน 5 รายการ เช่น การตรวจเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดแบบ 3D Echocardiography ครั้งละ 3,600 บาท การตรวจภาวะตีบตันของหลอดเลือดส่วนปลาย โดยการตรวจความดันโลหิตที่นิ้วเท้า ครั้งละ 700 บาท |
| 10 | ค่าทำหัตถการ
|
หมายถึงค่าบริการเหมาตามรายการหัตถการต่าง ๆ รวมถึงการผ่าตัดและการทำคลอด จำนวน 137 รายการ เช่น ห้องผ่าตัดใหญ่ ชั่วโมงแรก ชั่วโมงละ 2,400 บาท ชั่วโมงต่อไป ชั่วโมงละ 1,200 บาท การช่วยฟื้นคืนชีพ ครั้งละ 1,390 บาท การเจาะน้ำไขสันหลัง ครั้งละ 520 บาท การปิดรูรั่วผนังกั้นห้องหัวใจห้องบน ครั้งละ 140,000 บาท |
| 11 | ค่าบริการวิสัญญี
|
หมายถึงค่าบริการระงับความรู้สึกเจ็บปวดของคนไข้ก่อนผ่าตัด จำนวน 29 รายการ เช่น บริการระงับความรู้สึกแบบทั่วไป (GA) ชั่วโมงแรก 2,240 บาท ถัดไป 780 บาทต่อ 15 นาที บริการฉีดยาชาเฉพาะที่ โดยทีมวิสัญญี ครั้งละ 1,090 บาท ค่าใช้เครื่องช่วยใส่ท่อช่วยหายใจพิเศษ ครั้งละ 1,200 บาท |
| 12 | ค่าบริการวิชาชีพ
|
หมายถึงค่าบริการที่บุคลากรสาธารณสุขแต่ละวิชาชีพให้บริการแก่ผู้ป่วย (ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการเภสัชกร และค่าบริการพยาบาล) จำนวน 618 รายการ เช่น การตรวจรักษากรณีผู้ป่วยนอกฉุกเฉิน รายละ 30 บาท การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง รายละ 500 บาท ค่าบริการพยาบาลทั่วไปแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) วันละ 3,840 บาท การใช้เครื่องช่วยหายใจ วันละ 3,500 บาท |
| 13 | ค่าบริการทางกายภาพบำบัดและทางเวชกรรมฟื้นฟู
|
หมายถึงค่าบริการในการให้บริการกายภาพบำบัดและเวชกรรมฟื้นฟูทั้งในสถานบริการและนอกสถานบริการ จำนวน 2 รายการ ได้แก่การดึงคอและหลังด้วยเครื่องดึง ครั้งละ 110 บาท และการร่อนระบายเสมหะ ครั้งละ 250 บาท |
| 14 | ค่าบริการอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา พยาบาลโดยตรง | จำนวน 4 รายการ เช่น ค่าบริการรถพยาบาล รับ – ส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล ครั้งละ 700 บาท ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงรถ 4 บาทต่อกิโลเมตร ค่าบริการแพทย์ ขณะส่งต่อผู้ป่วยด้วยรถพยาบาล ครั้งละ 1,800 บาท |
ย้อนรอย มาตรการ UCEP
ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ UCEP ดังนี้
| 28 ส.ค.61
|
เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 2) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP จำนวน 1,649 รายการใน 4 หมวด เช่น หมวดที่ 2 ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดโรค จำนวน 226 รายการ และหมวดที่ 3 ค่ายา และสารอาหารทางเส้นเลือด จำนวน 1,029 รายการ | |
| 14 ธ.ค. 64 | เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 3) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ UCEP จำนวน 874 รายการ ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด | |
| 17 ม.ค. 66 | เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP (ฉบับที่ 4) ตามที่ สธ. เสนอ โดยปรับปรุงแก้ไขการจัดทำรายการยา อัตราค่ายา ในหมวดที่ 3 ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด และค่าธรรมเนียมแพทย์ในหมวดที่ 12 ค่าบริการวิชาชีพ | |
| หลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19
[Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)] (หลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ) |
||
| 8 มี.ค. 65 | เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ เพื่อรองรับระบบการให้บริการทางการแพทย์สำหรับประชาชนในช่วงสถานการณ์ของโรค โควิด 19 โดยให้ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ในกลุ่มสีเหลือง (กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางที่มีการให้ออกซิเจนแบบเสียบจมูกหรือครอบจมูก) และกลุ่มสีแดง (กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงที่มีการใส่เครื่องช่วยหายใจ) รวมถึงผู้ป่วยดังกล่าวที่มีการส่งต่อ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 มี.ค. 65 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์แบ่งออกเป็น 13 หมวด | |
| 27 ก.ย. 65 | เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ (ฉบับที่ 2) ตามที่ สธ. เสนอ โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยจะใช้เฉพาะกรณีผู้ป่วยโรคโควิด 19 กลุ่มสีแดง | |
| 7 มี.ค. 66 | เห็นชอบหลักเกณฑ์ UCEP กรณีโรคโควิด 19ฯ (ฉบับที่ 3) ตามที่ สธ. เสนอ โดยเพิ่มรายการยาต้านไวรัสโควิด 19 ในบัญชีและอัตราค่าใช้จ่ายแนบท้ายหลักเกณฑ์ จำนวน 1 รายการ ได้แก่ รายการยาต้านไวรัส Molnupiravir (โมลนูพิราเวียร์) | |
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





