วัตถุประสงค์แรกของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 หรือที่เรียกกันว่า พ.ร.บ. อุ้มบุญ คือการเปิดทางให้คู่รักที่ประสงค์จะมีบุตร สามารถสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ได้ อีกด้านหนึ่งยังเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์ไว้เพื่อ “คุ้มครอง” เด็กที่เกิดมาจากการอุ้มบุญ หรือการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ด้วยเช่นกัน
ย้อนไปถึงคดีพิพาทในอดีตที่มีส่วนให้กฎหมายนี้เกิดขึ้น คดีการอุ้มบุญน้องแกรมมี่ เด็กชายชาวออสเตรเลียที่เกิดจากแม่อุ้มบุญชาวไทย ซึ่งมีการจ้างให้อุ้มบุญของพ่อและแม่ชาวออสเตรเลียเป็นจำนวนเงิน 3.5 แสนบาท โดยมีเอเย่นต์รายหนึ่งเป็นคนกลางในการติดต่อ เมื่อแม่อุ้มบุญชาวไทยตั้งครรภ์ลูกแฝด กลายเป็นว่ามีเด็กหนึ่งคนเป็นดาวน์ซินโดรม เอเย่นต์เลือกที่จะพาแฝดอีกคนที่ไม่ได้เป็นดาวน์ซิมโดรมไปให้พ่อแม่ชาวออสเตรเลีย และทิ้งน้องแกรมมี่ที่เป็นดาวน์ซินโดรมไว้กับแม่อุ้มบุญชาวไทยแทน
ฉะนั้นหลักการหนึ่งของ พ.ร.บ. อุ้มบุญ จึงออกมาเพื่อกำหนดข้อห้ามการรับจ้างอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ ห้ามมีคนกลางหรือนายหน้าในการเรียกรับทรัพย์สินและผลประโยชน์ และห้ามทำการโฆษณาใด ๆ ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าก็ตาม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่นำไปสู่การค้ามนุษย์ ไปจนถึงคลอดเด็กเพื่อเอาอวัยวะบางส่วน
ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าวเดินทางมาร่วม 10 ปี พร้อมกับสภาพสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตเด็กเกิดน้อย อีกทั้งพ่อแม่ที่ต้องการอุ้มบุญก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชายและหญิงอีกต่อไป คู่รัก LGBTQ+ มีความปรารถนาที่จะสร้างครอบครัวในแบบของตัวเอง จนทำให้เกิดคำถามที่ว่า พ.ร.บ. อุ้มบุญ ในขณะนี้ก้าวหน้าไปตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมแล้วหรือยัง
ข้อจำกัดในการอุ้มบุญของคู่รัก LGBTQ+
แม้ความสำเร็จของสมรสเท่าเทียมจะสะท้อนให้เห็นการโอบรับความหลากหลายของสังคมไทย แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนกันต่อ หนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้กฎหมายอุ้มบุญครอบคลุมไปถึงคู่รัก LGBTQ+
ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า กฎหมายอุ้มบุญในปัจจุบันมีข้อจำกัดอยู่ 2 ประเด็นคร่าว ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อคู่รัก LGBTQ+ ได้แก่
- ในกฎหมายที่พูดสิทธิหน้าที่ของสามีและภริยา ต้องมีการไปแก้กฎหมายเฉพาะ ไม่สามารถใช้คำว่า คู่สมรส แทนคำว่า สามีภริยาได้อย่างทันที เช่น เมื่อไปดูในหมวดที่ 4 ของ พ.ร.บ. อุ้มบุญจะเห็นว่ายังมีหมวดที่ว่าด้วยความเป็นบิดาและมารดาของเด็ก ซึ่งเป็นจุดสร้างความกำกวมที่ว่าในนิยามของคู่สมรส จำเป็นจะต้องมีบทบาทสามีและภริยาด้วยหรือไม่ ไม่ว่าคู่สมรสจะเป็นชายกับชายหรือหญิงกับหญิงก็ตาม
- กฎหมายกำหนดว่าคู่สามีและภริยาต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่บอกว่าไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ ซึ่งเป็นคำถามต่อว่าถ้าในคู่รักชายกับชายและหญิงกับหญิงที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพยังจะสามารถทำได้หรือไม่
ขับเคลื่อนนโยบาย และทลายอคติ
ผศ.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดี คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า การปลดล็อกให้คู่รัก LGBTQ+ มีลูกได้ไม่ถือเป็นการเพิ่มสิทธิให้คู่รักหลากหลายทางเพศมีมากกว่าคนอื่น แต่เป็นการคืนสิทธิที่ถูกพรากไปให้พวกเขาต่างหาก
สังคมไทยยังมีคงมีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ผศ.รณภูมิ เล่าในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่ขับเคลื่อนเรื่องนโยบายสำหรับ LGBTQ+ ว่า ยังมีหลายคนที่มีความกังวลกับการสร้างครอบครัวของ LGBTQ+ เช่น เด็กจะโดนบูลลี่หรือไม่ เด็กจะสับสนไหม เด็กจะมีปมเมื่อโตขึ้นหรือเปล่า คล้ายกันกับตอนช่วงขับเคลื่อนประเด็นสมรสเท่าเทียมแรก ๆ ที่เจอกับอคติที่ว่าคู่รัก LGBTQ+ เปลี่ยนคู่บ่อย ซึ่งจะทำให้มีอัตราการหย่าเยอะขึ้น
เพราะฉะนั้นนักขับเคลื่อนยังต้องทำงานควบคู่ไปกับการลดอคติไปด้วย ผศ.รณภูมิ ทำวิจัยศึกษาประเทศต่าง ๆ ที่มีกฎหมายอุ้มบุญสำหรับคู่รัก LGBTQ+ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วพบว่ามีประโยชน์ต่อการลำดับบุคคลในครอบครัว โรงเรียนเองก็สามารถสอนเรื่องความเสมอภาคทางเพศให้เด็กเข้าใจได้ง่ายขึ้น แม้ในบางมิติภาครัฐจะต้องทำงานเพิ่มขึ้น แต่โดยรวมแล้วกฎหมายเช่นนี้จะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย
นอกจากนี้การขับเคลื่อนก็ต้องควบคู่ไปกับมิติอื่น ๆ ในชีวิตของ LGBTQ+ ด้วย ซึ่งก็คือ กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ ผศ.รณภูมิ ระบุว่าสิ่งนี้จะเป็นการสร้างภูมิทัศน์ทางนโยบายที่เปิดโอกาสให้คนสามารถกำหนดเพศของตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการรับรองจากคนนอก ซึ่งกฎหมายนี้จะเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาความกำกวมของบทบาทบิดาและมารดาสำหรับคู่รัก LGBTQ+ เพราะใครก็สามารถเป็นบิดาหรือมารดาได้ โดยไม่มีกรอบเรื่องเพศมากำหนด
“การขับเคลื่อนเชิงนโยบายเราอาจจะไปเล็งที่ผลลัพธ์หรือกระบวนการ แต่ว่าผมว่าสิ่งสำคัญที่ต้องเล็งก็คือฐานคิดของมันก่อน ถ้าฐานคิดตรงกันต่อให้ทะเลาะกันยังไงเราก็คุยกันได้ เพราะเรามีฐานคิดเดียวกันว่ามนุษย์กำหนดเพศตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องให้บุคคลที่ 3 กำหนด”
สาระสำคัญร่างกฎหมาย
สำรวจเนื้อหา ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 2-31 ก.ค.2569
เมื่อกฎหมายเดิมตามไม่ทันสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เข้าถึงได้ทุกคน ทุกเพศ
- ปรับแก้จากคำว่า “สามีภริยา” เป็น “คู่สมรส” เพื่อให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้คู่สมรสเท่าเทียมสามารถดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์เเทนได้
- เพิ่มเติมให้มีพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ผ่านการเพิ่มบทนิยาม “พนักงานเจ้าหน้าที่” และกำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคู่ไปด้วย
- เพิ่มเติมบทนิยามให้สำหรับคำที่ใช้ในกฎหมาย ได้แก่ ทีมบุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ผู้รับผิดชอบ นักวิทยาศาสตร์ และ คู่สมรส เพื่อให้เกิดการบังคับใช้และลดความสับสนในการตีความกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ
- เพิ่มเติมอำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีฯ โดยกำหนดให้มีอำนาจพิจารณารับรองมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
- กำหนดให้แพทย์ผู้รับผิดชอบและทีมบุคลากรทางการแพทย์ ต้องมีคุณสมบัติและมีหน้าที่รักษามาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ตามที่แพทยสภาประกาศกำหนด
ความท้าทายในอนาคต ที่ต้องมองไปให้ถึงคุณภาพชีวิตเด็ก
ในคู่รักชายกับชายและหญิงกับหญิง มีตัวในเลือกการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่มีตัวเลือกมากกว่าเมื่อเทียบกับคู่รักที่เป็นอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) เนื่องจากอาจจะไม่มีไข่และไม่มีอสุจิ ซึ่งก็เป็นข้อท้าทายที่ว่ากฎหมายอุ้มบุญในอนาคตจะทำอย่างไรให้ครอบคลุมคนกลุ่มนี้ได้
ขณะเดียวกันเด็กบางคนที่เกิดมาจากเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ ก็มีคำถามที่ว่าพ่อและแม่โดยสายเลือดเป็นใคร ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำความเข้าใจเรื่องสุขภาพเนื่องจากอาจมีข้อจำกัดทางร่างกายบางอย่างที่มาพร้อมกับกรรมพันธุ์ และมีบางกรณีที่เด็กรู้สึกติดค้างในใจจึงนำไปสู่ความสงสัย
ในปี ค.ศ. 1984 สวีเดนเป็นประเทศแรกไม่ปิดบังตัวตนของผู้บริจาคไข่หรืออสุจิ ตามมาด้วยออสเตรีย เยอรมนี สวิซเซอร์แลนด์ ในเวลาต่อมา เนื่องจากมองว่าเด็กมีสิทธิที่จะรู้ที่สายเลือดของตัวเอง แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้บริจาค แต่ประเทศดังกล่าวมองว่า สิทธิในการรู้ที่มาของเด็กนั้นมีความสำคัญมากกว่า
ด้าน ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า เรื่องกฎหมายอุ้มบุญไม่ได้จบแค่การปลดล็อกให้คู่รัก LGBTQ+ มีลูกได้ แต่รัฐต้องมองไปให้ไกลว่ากว่านั้นคือการที่เด็กที่เกิดมาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างไร แล้วเด็กกลุ่มนี้จะช่วยมามีส่วนช่วยให้การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างไรได้บ้าง
ในแง่หนึ่งการมีทุนมนุษย์เพิ่มขึ้นก็ถือเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อประเทศอยู่แล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมาจากการลงทุนของรัฐ ขณะเดียวกันก็ต้องควบคู่ไปกับนโยบายอื่นๆ เช่น นโยบายด้านการศึกษาที่ทำให้เด็กเข้าถึงได้ นโยบายด้านสุขภาพที่สนับสนุนให้เด็กได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี หรือแม้กระทั่งนโยบายสำหรับแม่
ความเห็นของธัญวัจน์จึงมองว่ารัฐไม่ควรคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือค่าใช้จ่าย หากแต่เป็นการลงทุนเพื่อประเทศในอนาคตต่างหาก
ใครควรเป็นเจ้าภาพ
ในความเห็นของ ทันตแพทย์อาคม มองว่ากระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจควรเข้ามามีส่วนรวมเป็นแกนนำให้กฎมหายนี้เกิดขึ้นจริง เพราะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อยเช่นนี้ การผ่านกฎหมายอุ้มบุญให้คู่รัก LGBTQ+ อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มทุนมนุษย์ให้กับประเทศไทยได้
ต่อมาจึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงสาธารณสุขที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดให้มีคุณภาพ ได้รับการศึกษาที่เหมาะสมและเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้อย่างไม่มีอุปสรรค
***เนื้อหาส่วนหนึ่ง เวทีเสวนา “Forum for Change จากความคิด สู่อนาคตที่ออกแบบร่วมกัน” เมื่อวันที่ 2ต.ค. 2569 ภายใต้หลักสูตรการพัฒนาผู้จัดการงานวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม ด้านนโยบาย รุ่นที่ 3 ได้จัดเสวนาในหัวข้อ ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย: สิทธิการมีบุตรที่เท่าเทียมของ LGBTQ+ ***
อ้างอิง : A Children’s Rights Approach to Assisted Reproduction
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
เปิดฟังความเห็น “ร่างพ.ร.บ.อุ้มบุญฉบับใหม่” รับสมรสเท่าเทียม ส่งออก”ไข่-อสุจิ”
1 ปี สมรสเท่าเทียม แต่คู่สมรส LGBTQIAN+ ยังได้สิทธิสวัสดิการไม่เท่าเทียม
กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ทำไมยังไม่เกิด?




