
ปิยะพงษ์ บุษบงก์
นักวิเคราะห์และออกแบบนโยบาย สถาบันนโยบายสาธารณะ(SPP) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การเดินทางที่แสนยาวไกลของนโยบายนำอาหารกลับบ้าน
สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านอาหาร เมื่อต้นทางปุ๋ยไนโตรเจนผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุดลง อีกทั้งขั้นตอนผลิตต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่ต้องพึ่งพาจากการนำเข้าและส่งออก ทำให้เผชิญความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น "ปิยะพงษ์ บุษกงก์"เสนอว่าต้องกลับไปหานโยบาย "นำอาหารกลับบ้าน"

จากชีวิตคนริมมูล สู่ภูมิรัฐศาสตร์โลก และการถามหานโยบายสร้างความเป็นธรรมข้ามพรมแดน
พื้นที่ชายแดนกำลังเผชิญกับปัญหาใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมเป็นความขัดแย้ง "ข้ามเขตแดน" ขณะที่ปัจจุบัน คือ มลพิษและผลกระทบสิ่งแวดล้อม "ข้ามพรมแดน" ตั้งแต่เรื่องฝุ่นควัน สารพิษในแม่น้ำกก จนถึงเขื่อนในประเทศเพื่อนบ้าน "ปิยะพงษ์ บุษบงก์" มีข้อเสนอว่ารัฐบาลควรมีนโยบาย "สร้างความเป็นธรรมข้ามพรมแดน"

ยกระดับนิติธรรม สู่สังคมที่เป็นธรรม ด้วยนโยบายที่มีหัวใจ ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน
ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อนที่เราร่วมกันเผชิญ ทั้งจากวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติพลังงาน วิกฤติอาหาร ไปจนถึงวิกฤติการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ความสนใจของสังคมอยู่ที่การรับมือของปัญหาตรงหน้าที่รุมเร้า

วิเคราะห์คำแถลงนโยบายรัฐบาล: ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน เอาเรื่องโลกร้อนไว้ทีหลังก็ดีแล้ว?
คำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ออกมา เรียบง่าย ลื่นไหล และสละสลวย โดยในส่วนของนโยบายที่พอจะโยงกับโลกร้อนถูกเขียนไว้ราวกับเดินบนพรหมและอ่านบทหนังโรแมนติก คำเดิม ๆ วนกลับมา เช่น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ Net Zero หรือ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ถึงเวลากำหนดกรอบนโยบายพลังงานใหม่: จากการปรับพฤติกรรมประชาชนและผู้บริโภค สู่การเพิ่มความรับผิดชอบของรัฐและตลาด
"วิกฤติพลังงานโลก" อาจเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยกลับมาคิด "การกำหนดกรอบนโยบาย"ใหม่ โดย "ปิยะพงษ์ บุษบงก์" นักวิเคราะห์และออกแบบนโยบาย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอว่า กรอบนโยบายพลังงานต้องรื้อใหม่ จากเดิมให้คนหรือผู้บริโภค "ปรับพฤติกรรม" เปลี่ยนเป็นให้ "รัฐและตลาด"เพิ่มความรับผิดชอบ

ถ้าไม่เกิดความเชื่อมั่นสาธารณะในวันนี้ ก็ยากจะคาดหวังความสำเร็จ ในนโยบายสาธารณะในวันหน้า
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ "ปิยะพงษ์ บุษบงก์" นักวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะ มองว่าไม่ใช่เรื่องผลการนับคะแนน หรือขั้นตอนทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่อง "ความเชื่อมั่นของสาธารณะ" ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะ "รัฐบาลที่ดีคือรัฐบาลที่วางใจได้"

เราสามารถคาดหวัง การพลิกโฉมประเทศ จากนโยบายเลือกตั้ง 69 ได้แค่ไหน?
ดูผิวเผินเหมือนว่าเราจะมีทางเลือกเยอะมากในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้จากจำนวนพรรคการเมืองและข้อเสนอนโยบายยิบย่อยมากมายของแต่ละพรรค แถมข้อเสนอส่วนใหญ่ยังทำให้รู้สึกว่าจับต้องได้ง่าย