สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง (Middle East) ดูเหมือนไกล แต่ถ้าเราแค่เรียกใหม่ว่าเอเชียตะวันตก (West Asia) จะใกล้ขึ้นมาทันทีในฐานะเอเชียด้วยกัน การกำหนดกรอบ (framing) จึงมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะในการออกแบบนโยบาย เพราะกรอบคือมุมในการมอง (Sense making) และการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสิ่งต่างๆ (Dodge, 2025)
ทั้งนี้ การกำหนดกรอบนโยบาย (Policy framing) ของไทยที่ชัดเจนมากอย่างหนึ่งคือการมองว่าปัญหาแทบทุกอย่างขึ้นกับพฤติกรรมของประชาชน เช่น ปัญหายาเสพติดขึ้นกับพฤติกรรมผู้เสพและผู้ขายที่หลงผิด ปัญหาการพนันขึ้นกับความโลภของคน ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดจากคนขาดจริยธรรมหรือจิตสำนึก ปัญหาความยากจนอยู่ที่คนเลือกงานหรือแม้แต่เกียจคร้าน หรือแม้แต่ปัญหาพลังงานขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภค ซึ่งนำไปสู่นโยบาย Work from home โดยเริ่มจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ คนกลุ่มนี้จะได้ช่วยลดการใช้พลังงานลง การขอความร่วมมือในการใช้เครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม การลดการเดินทางลง การลดความเร็วในการขับขี่ การขอให้ตรวจสอบสภาพรถ ไปจนถึงโอกาสในการกำหนดระยะเวลาเปิดปิดปั๊มน้ำมัน
กรอบดังกล่าวไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่นำไปสู่มุมมองในการแก้ปัญหาเชิงนโยบายที่แคบเกินไป กล่าวโดยใช้ภาษาของ Susan Baker (2022) ก็คือการหวังให้พลเมืองรับผิดชอบ (responsible citizens) มากกว่าหวังให้รัฐรับผิดชอบ (responsible state) และหวังให้ผู้บริโภครับผิดชอบ (responsible customers) มากกว่าหวังให้ตลาดรับผิดชอบ (responsible market)
อนึ่ง กรอบนโยบายและเรื่องเล่านโยบาย (Policy narratives) มีความสัมพันธ์กัน (Jones, Shanahan, and McBeth, 2014)
โดยในกรอบนโยบายพลังงานที่เน้นผลักภาระให้พลเมืองและผู้บริโภครับผิดชอบนั้นมากับเรื่องเล่านโยบายที่ทำให้พลเมืองและผู้บริโภคที่รับผิดชอบเป็นฮีโร่ (Hero) ในขณะที่กลุ่มที่ไม่รับผิดชอบกลายเป็นผู้ร้าย (Villain)
พล็อตเรื่อง (Plot) เช่นนี้ใช้ได้ผลในประเทศที่รัฐจ้องแต่จะหาโอกาสสร้างชาตินิยมและมองประชาชนว่าจะต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม บนฐานทางคุณธรรมจริยธรรม (Moral of the story) ที่ว่าพลเมืองดีชาติเจริญหรือพ้นภัย โดยกรณีที่คนไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควรก็ทำให้รัฐแสดงตัวเป็นเหยื่อ (Victim) เสียเอง ด้วยการตัดพ้อว่าพยายามสื่อสารเต็มที่แล้ว แต่ประชาชนไม่ออกมาช่วยชาติอย่างพร้อมใจกัน ทำให้นโยบายไม่เห็นผลนัก หรืออีกนัยคือเราต้องรักชาติและสามัคคีกันมากกว่านี้
ประเด็นชวนถกเถียงคือแทนที่จะมาขอให้พลเมืองและผู้บริโภครับผิดชอบ ทำไมไม่ไปปรับทิศเปลี่ยนทางให้รัฐกับตลาดรับผิดชอบมากขึ้น
การกำหนดกรอบนโยบายใหม่เช่นนี้ดูน่าจะยั่งยืนมากกว่ามาก แต่ไม่ค่อยถูกเสนอนัก เพราะพล็อตเรื่องมันเปลี่ยนให้รัฐและตลาดกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง ส่วนประชาชนและผู้บริโภคอย่างเราคือเหยื่อที่แท้จริง ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ารัฐและตลาดนี่เองที่ไปส่งเสริมการใช้พลังงานฟอสซิล โดยโครงสร้างพื้นฐานแทบทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นมารองรับอุตสาหกรรมขนส่ง (ยานยนต์และการบิน) และการผลิตที่พึ่งพิงน้ำมัน
ในขณะที่เรียกร้องให้เราปรับพฤติกรรมช่วยชาติ การส่งเสริมอุตสาหกรรมที่พึ่งพลังงานฟอสซิลดังกล่าวยังดำเนินต่อไปภายใต้วาทกรรมเรื่องเศรษฐกิจเสรี แม้หลายคนอาจจะเถียงว่า เราเริ่มมีนโยบาย Net zero/ Low carbon มีการผลักดันเรื่องพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ทว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy transition) ในความเป็นจริงของพลังงานทางเลือกเกิดขึ้นในสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพใหญ่ของการผลิตและพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ดำรงอยู่ อีกทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวรองรับก็ยังไม่เพียงพอ
นอกจากนั้น แม้ทางเลือกของการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าจะขยายตัวจริง ก็ยากจะปฏิเสธว่าระบบแรงจูงใจยังไม่มากพอ หรือยังกลายเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่จะมีกำลังซื้อหา ซึ่งหลายคนแม้จะมีกำลังซื้อก็ยังไม่วางใจอีกว่าจะเข้าถึงสถานีชาร์ตไฟได้อย่างทั่งถึง ซึ่งรัฐมักอธิบายด้วยเส้นเรื่องว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เช่นนั้นระบบและกลไกต่างๆ จะปรับตัวไม่ทันและส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้การเปลี่ยนแปลงจริงจังไม่เกิดเสียที
ทั้ง ๆ ที่เรื่องระบบพลังงานเชื่อมโยงกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศโดยตรง ซึ่งรัฐและตลาดมักกล่าวถึงการรักษ์โลกกันบ่อย ๆ แต่ก็ไม่เคยจริงจังอย่างจริง ๆ โดยไปเน้นผลักภาระให้ประชาชนและผู้บริโภคมากกว่า เช่น ในการลดการใช้ถุงพลาสติกที่อิงเรื่องเล่าเต่าทะเลให้คนอย่างเรารู้สึกเป็นผู้ร้ายขึ้นมา ภาษาวิชาการคือ การเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการชะลอการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate delay) ซึ่งนับว่าเป็นการปฏิเสธเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในแบบใหม่ (New climate denial) อันเป็นการสร้างอุปสรรคต่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้อยู่ดี (Climate obstruction) (Roberts et al., 2025)
โดยสรุป จริงๆ แล้วเราต้องการให้รัฐและตลาดทำอะไรมากกว่านี้ และที่สำคัญคือมากกว่ามาบอกให้เราปรับพฤติกรรม ในหลายเรื่อง รัฐอาจจะลอยตัวได้ เช่น ไม่โทษประชาชนก็ยังโทษตลาดได้ แต่เรื่องพลังงานนั้นชัดเจนว่ารัฐกับตลาดเป็นผู้มีส่วนได้เสียกันโดยตรงในฐานะที่รัฐได้ส่วนแบ่งจากบริษัทพลังงานขนาดใหญ่หรือแม้แต่บริษัทการบินซึ่งพึ่งพาน้ำมันสูงทั้งคู่บนฐานรัฐพัฒนา (Developmental State) ที่ตกตะกอนมาตั้งแต่อดีต
จากข้างต้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐและตลาดจะต้องออกมารับผิดชอบต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้กันมากขึ้น โดยเลิกกระแนะกระแหนคนพูดเรื่องการปฏิรูปเชิงระบบว่าเป็นฝ่ายซ้ายที่เอาแต่ขัดขวางการพัฒนา (แบบทุนนิยมเสรี) เสียที เพราะปรากฏการณ์ครั้งนี้มันของจริง ซึ่งความยืดหยุ่นทางพลังงาน (Energy resilience) ความยุติธรรมทางพลังงาน (Energy justice) หรือแม้แต่ประชาธิปไตยทางพลังงาน (Energy democracy) ไม่ใช่แค่แนวคิดหากแต่เป็นทางออกของยุคสมัย
หมดเวลาของเรื่องเล่านโยบายว่าด้วยการทำให้พลังงานดั้งเดิมสะอาดขึ้นก็ได้ เช่น อาศัยเทคโนโลยีมาช่วยให้ถ่านหินสะอาดขึ้น (Clean coal technology) การที่อ้างว่าเรายังต้องอาศัยพลังงานดั้งเดิมอยู่เพราะเข้าถึงได้ง่ายกว่าและยังมีประสิทธิภาพสูงกว่า (More efficient-reliable energy) หรือแม้แต่การโยงไปสู่แรงสะเทือนต่อการจ้างงานหากอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลต้องปรับเปลี่ยนจริงๆ จนเอาเรื่อง “Carbon credit” หรือการสร้างภาพลักษณ์ “Green Business” “Bio-Circular-Green Economy (BCG)” หรือ “Environmental, Social, and Governance (ESG)” แบบที่เน้นเล่าเรื่องโลกสวยมากกว่าบรรลุแก่นจริงๆ มาสร้างความเป็นฮีโร่พลางคราบน้ำมันของตนเอง
มากไปกว่านั้น หมดเวลาแล้วสำหรับเรื่องเล่าเดิม ๆ ที่ว่าเดี๋ยวปัญหาก็ผ่านไปเหมือนวิกฤติครั้งก่อน ๆ ที่เกิดขึ้นมา หรือเดี๋ยวก็มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาแก้ปัญหาได้ เพราะการเรียนรู้ต่ำในวิกฤติที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นมากพอแล้วถึงการซ้ำเติมความเปราะบางของประเทศ
ตอนนี้ไม่เหลือข้ออ้างหรือเรื่องเล่าไหนน่าฟังเท่ากับความจริงใจของรัฐและตลาดในการกำหนดกรอบใหม่ทางนโยบาย (policy reframing) ไปสู่การปฏิรูประบบพลังงานที่ยั่งยืนอย่างเป็นธรรม โดยรัฐและตลาดยอมรับความเป็นผู้ร้ายของตนก่อน เพื่อให้วันหนึ่งสามารถกลายมาเป็นฮีโร่ที่แท้จริงในเรื่องเล่านโยบายพลังงานไทย
อ้างอิง
Baker, S. (2022). “Sustainable Development: Between Reformist Change and Radical Transformation”. In Bornemann, B., Knappe, H. and Nanz, P., eds. Routledge Handbook of Democracy and Sustainability. London: Routledge.
Dodge, J. (2025). Frames and Framing Analysis: Toward a Critical Approach. In Fischer, F., Münch, S. and Torgerson, D., eds. Interpretive Policy Analysis: Social Meaning in Policy Processes. Cheltenham: Edward Elgar, pp.76-95
Jones, M. D., E. A. Shanahan, and M. K. McBeth, eds. (2014). The Science of Stories: Applications of the Narrative Policy Framework in Public Policy Analysis. Palgrave Macmillan.
Roberts, J. T., and the others, eds. (2025). Climate Obstruction: A Global Assessment. New York: Oxford Academic.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




