
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนพื้นฐานสำคัญในการผลิต การคมนาคมขนส่ง และการดำเนินชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงแค่ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น

ผลกระทบจากสงครามต่อค่าครองชีพมาเป็นระยะ ล่าสุด กกพ.ประกาศค่าไฟฟ้างวด พ.ค.-ส.ค. ขยับขึ้น 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ตามต้นเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลาง พร้อมเตือนเตรียมรับราคาค่าไฟมีโอกาสขยับขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะถัดไป

เช้าวันธรรมดาของคนไทยในเดือนมีนาคม 2569 เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ แต่รู้สึกได้ ราคาน้ำมันที่ปั๊มพุ่งสูงขึ้น ค่าไฟฟ้าที่บ้านแพงขึ้น และประกาศจากรัฐบาลขอความร่วมมือให้ทำงานจากบ้าน (Work from Home: WFH) เพื่อลดการใช้พลังงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายในประเทศ

JCR สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่น หยิบยกประเด็นการ "พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง" เพื่อติดตามการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งประเด็นนี้ไม่เคยมีการนำมาพิจารณามาก่อน แต่กลับหยิบยกขึ้นมานอกเหนือจากประเด็นอื่น เช่น สังคมสูงวัย ในช่วงสงครามตะวันออกกลาง

"วิกฤติพลังงานโลก" อาจเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยกลับมาคิด "การกำหนดกรอบนโยบาย"ใหม่ โดย "ปิยะพงษ์ บุษบงก์" นักวิเคราะห์และออกแบบนโยบาย สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอว่า กรอบนโยบายพลังงานต้องรื้อใหม่ จากเดิมให้คนหรือผู้บริโภค "ปรับพฤติกรรม" เปลี่ยนเป็นให้ "รัฐและตลาด"เพิ่มความรับผิดชอบ