เมื่อ 18 มี.ค. 69 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ A และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)
ปัจจัยสำคัญที่ JCR จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มภูมิภาคอาเซียนในระดับเดียวกัน (Peers) การเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ และความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากกลุ่มประเทศตะวันกลางในสัดส่วนที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ในปี 68 ไทยพึ่งพาแห่งพลังงานจากตะวันออกกลาง คือ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) และน้ำมัน โดยนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง 1,230 ล้านลูกบาศกฟุต/วัน คิดเป็น 27% ของแหล่งก๊าซทั้งหมด โดยยังผลิตได้เองในประเทศ 64% และจากเมียนมา 1% และน้ำมัน ไทยนำเข้าถึง 92% ประมาณ 970 พันล้านบาร์เรล/วัน มาจากตะวันออกกลางมากที่สุด 53%
JCR คาดว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Gross Domestic Product (GDP) Growth) อยู่ที่ 2.4% เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นและการลงทุนของภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการดำเนินมาตรการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาลยังมีส่วนช่วยสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศ
อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในระดับปานกลางโดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงินรวมทั้งยังคงมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก (External Shock)
ในปี 2569 JCR คาดว่า รัฐบาลจะมีการขาดดุลทางการคลังจะอยู่ที่ประมาณ 4.4% ของ GDP ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ JCR เชื่อว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะเพื่อรักษาระดับหนี้สาธารณะไม่ให้เกินกรอบเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ 70% ภายในปี 2572 เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF)อีกทั้งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นการออกพันธบัตรรัฐบาลภายในประเทศ และสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะคงค้างยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 0.8%
JCR มองว่า รัฐบาลไทยได้ใช้มาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Investments) เพื่อผลักดันให้ระเทศไทยเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Hub) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีความสำคัญต่อไป
นอกจากนี้ JCR มองว่า ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเพียงพอเมื่อเทียบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าและหนี้ต่างประเทศในระยะสั้น รวมทั้งยังสามารถรองรับผลกระทบที่เกิดจากปัจจัยภายนอก
ในขณะที่ภาคการธนาคารยังคงมีความเสี่ยงด้านสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(Small and Medium-sized Enterprises: SME) แต่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan: NPL) ยังคงทรงตัวอยู่ที่ 2.84% และอัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 20.9% ณ สิ้น ธ.ค. 68
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม:




