ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ได้ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณขนส่งทั่วโลก
ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงถึง 70% ดังนั้น หากราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็มีแนวโน้มจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าในประเทศปรับสูงขึ้นตาม
พาณิชย์ประเมินเงินเฟ้อจากน้ำมันแพง
สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของไทยภายใต้สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดูไบปรับตัวสูงขึ้น (แหล่งน้ำมันดิบที่ไทยนำเข้า) จากสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน แบ่งเป็น 3 สถานการณ์ (Scenario) ดังนี้
- ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 1-2% คาดการณ์ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% เกิดขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศราว 10%
- ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 2-3% คาดการณ์ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% เกิดขึ้นในบางพื้นที่ของประเทศราว 20%
- ราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 3% คาดการณ์ราคาอาหารสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 10% เกิดขึ้นมากกว่า 50 % ของพื้นที่ทั่วประเทศ
การคาดการณ์เงินเฟ้อนี้มาจากความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบและอาหารสำเร็จรูป (มีน้ำหนัก 16% ในตระกร้าเงินเฟ้อ) รวมถึงผลกระทบเพิ่มเติมจากค่าครองชีพอื่น ๆ สูงขึ้น จากกรณีศึกษาผลกระทบของสงครามยูเครนและรัสเซียในปี 2565 โดยขณะนั้นราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอยู่ที่ 97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอยู่ที่ 6.08%

ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน
ทั้งนี้การปรับตัวของราคาน้ำมันมักส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปลายประเภททยอยปรับสูงขึ้นตาม ซึ่งสินค้าที่มีความอ่อนไหวของราคาเร็วและกระทบประชาชนค่อนข้างเร็วสุด คือ อาหารสำเร็จรูป
กระทรวงพาณิชย์ ประเมินเงินเฟ้อไทยในปี 2569 จะยังคงอยู่ในกรอบ 1-3% อย่างไรก็ตามแนวโน้มยังมีความไม่ชัดเจน เนื่องจากขึ้นกับระดับความขัดแย้งและระยะเวลาของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงมาตรการของภาครัฐว่าจะเข้ามาดูแลราคาหรือออกมาตรการกระตุ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากเงินเฟ้อสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความเชื่อมั่นผู้บริโภคหดตัว และจะทำให้การใช้จ่ายภายในประเทศปรับลดลง
“ตอนนี้ยังตอบชัดเจนไม่ได้ว่าเป็น Scenario ไหน นอกจากจะเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อนานออกไปเท่าไหร่ แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือเรื่องราคาน้ำมัน ถ้าจบเร็วราคาน้ำมันก็จะเท่าปัจจุบัน เงินเฟ้อก็จะเป็นไปตาม Scenario แต่ถ้ายืดเยื้อหมายความว่าก็มีโอกาสที่เงินเฟ้อจะขึ้น” นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าว
มี.ค.69 เริ่มเห็นผลกระทบ
เงินเฟ้อทั่วไปของไทย ในเดือน ก.พ. 2569 ลดลง 0.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 โดยปัจจัยหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เพราะมีการเพิ่มเงินชดเชยจากกองทุนน้ำทันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้าปรับลดลงตามมาตรการลดภาระค่าครองชีพภาครัฐ ประกอบกับราคาเนื้อสุกร ไข่ไก่ และผลไม้สด ลดลงตามภาวุปทานล้นตลาด
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาคารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้น 0.56% (YoY) ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่เพิ่มขึ้น 0.60% YoY
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน มี.ค. 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสงคราม ระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่
- ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงความพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ค่าระวางเรือสูงขึ้น
- ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น จากสภาพอากาศที่คาดว่าอุณหภูมิจะสูงกว่าปีก่อนหน้า
- ราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 2569
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
เงินเฟ้อเดือนก.พ. 69 ติดลบสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี
ดัชนีราคาพลังงาน ปรับลดลงอยู่ที่ -8.3%YoY (Contribution to inflation:-1.0%) ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเงินเฟ้อไทยให้ติดลบ ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลง และมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของรัฐบาล ส่งผลให้ราคาพลังงานในประเทศเดือนก.พ. ปรับลดลงจากปีก่อนหน้า อาทิ ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 29.94 บาทต่อลิตร (-9.1%YoY) และค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย (-6.5%YoY)
อย่างไรก็ดี ราคาพลังงานโลกในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งยังขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อและรุนแรงของสถานการณ์
ดัชนีราคาอาหารสด ปรับลดลงที่ -1.2%YoY (Contribution to inflation:-0.2%) โดยเฉพาะดัชนีราคาผักและผลไม้ที่ปรับลดลง -2.4%YoY อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2569 เป็นต้นไป ราคาอาหารสดมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงที่จะเข้าภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลให้น้ำที่ใช้สำหรับเพาะปลูกนั้นลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและผลักดันให้ราคาปรับขึ้น
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในพื้นที่ในแถบตะวันออกกลางยังกดดันราคาปุ๋ยในตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกร
คาดกระทบเงินเฟ้อจำกัด หากระยะสั้น
ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเงินเฟ้อไทยอยู่ที่ 0.4% อย่างไรก็ดีมีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยยังขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อและระดับความรุนแรงของสถานการณ์ รวมถึงมาตรการพยุงราคาสินค้าในประเทศของรัฐบาล
หากสถานการณ์คลี่คลายได้รวดเร็ว และราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลเพียงชั่วคราว ก่อนลดลงมาอยู่ที่ราว 60-70 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าผลกระทบต่อเงินเฟ้อจะมีจำกัด โดยภาครัฐยังสามารถใช้กลไกดูแลเสถียรภาพราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ช่วยรับภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติล่วงหน้า ส่งผลให้ราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มทรงตัว
หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน และราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยในปีนี้ปรับเพิ่มเป็น 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จากกรณีฐานที่ 62 ดอลลาร์ฯ คาดว่าจะมีผลต่อเงินเฟ้อไทยให้เพิ่มสูงขึ้นราว 1.0% โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานโลกปรับสูงขึ้น จึงกระทบต้นทุนภายในประเทศ เช่น ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) รวมถึงส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ เช่น อาหารสำเร็จรูปและค่าขนส่ง
การพยุงราคาสินค้าในประเทศของรัฐบาลอาจมีขีดจำกัด ท่ามกลางพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) ที่ลดลง โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 รัฐบาลประกาศตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 29.94 บาท/ลิตร เป็นเวลา 15 วัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่งมีสถานะกลับมาเป็นบวก ขณะที่ค่าไฟฟ้ายังอยู่ที่ 3.88 บาท/หน่วยจนถึงเดือนเม.ย. 2569
หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ มีโอกาสที่ค่าไฟฟ้าอาจปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจาก กฟผ. ยังมีภาระหนี้จากการพยุงค่าไฟในช่วงวิกฤตพลังงานในปี 2565 นอกจากนี้ ความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเปราะบางอาจมีน้อยลงจากงบประมาณปี 2569 ที่เหลือจำกัด และยังมีความเสี่ยงที่งบประมาณปี 2570 จะล่าช้ากว่าเดือนต.ค. ราว 1-2 เดือน
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




