การประชุมคณะกรรมการนโยบานการเงิน (กนง.) เมื่อ 25 ก.พ.69 ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% มีผลทันที ซึ่ง กนง.ระบุว่าเป็น “นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย” และการปรับลดดอกเบี้ย “ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน” แต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงผลที่เกิดขึ้นต่อ “ผู้ฝากเงิน”
อ่านเพิ่มเติม: กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% รับเศรษฐกิจไทยโตต่ำถึงปี 70
การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะตามมาหลังจากนี้ แต่กนง.ระบุไว้ในเอกสาร และแสดงให้เห็นว่านโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลาย คาดว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง มีโอกาสติดลบในไตรมาสแรกของปีนี้ หลังจากปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยคำนวณจาก “ดอกเบี้ยนโยบาย หักด้วยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์”
แต่สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ-อิพร่าน กำลังจุดปะทุวิกฤตพลังงานโลก และจะทบต่อราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และดันเงินเฟ้อทั่วโลกทะยานขึ้น ก็ยิ่งตอกย่ำว่าไทยจะเผชิญกับ “ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ” มากยิ่งขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: วิกฤตพลังงานโลก: 3 ฉากทัศน์ “สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน”

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดอกเบี้ยติดลบทำงานและสำคัญอย่างไร?
โดยทั่วไปในสถานการณ์ปกติ เมื่อฝากเงิน “ผู้ฝากเงินธนาคาร จะได้รับดอกเบี้ย” ไม่ว่าจะเป็นบัญชี “กระแสรายวัน” “ประจำ” ส่วนฝั่งผู้กู้เงิน “จะต้องเสียดอกเบี้ย” แต่หากดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rates) ก็จะเกิดสถานการณ์ตรงกันข้าม กล่าวคือ มูลค่าของเงิน”ผู้ฝาก” จะลดลง ขณะที่มูลค่าเงินกู้ของ”ผู้กู้เงิน” จะลดลง
“ดอกเบี้ยติดลบ” เป็นหนึ่งในมาตรการของธนาคารกลาง เพื่อใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา มีหลายประเทศใช้มาตรการนี้ เช่น ธนาคารกลางยุโรป หรือ ญี่ปุ่น ซึ่งการกำหนดให้ดอกเบี้ยเงินฝาก “ติดลบ” เพื่อกดดันมีการจับจ่ายใช้สอย
ในกรณี ที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ฝากเงินไว้ที่ธนาคารกลาง มาตรการนี้ก็จะกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ถอนเงินออกมาจากธนาคารกลางและเอาเงินไปปล่อยกู้ภาคธุรกิจหรือประชาชน ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ
อย่างไรก็ตาม กรณีประชาชนทั่วไปที่ฝากเงิน บางครั้งธนาคารพาณิชย์มักจะไม่เก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากติดลบกับลูกค้ารายย่อยโดยตรง เพราะกลัวคนแห่ไปถอนเงินสดมาเก็บที่บ้าน แต่จะเลี่ยงไปใช้การเก็บ “ค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี” หรือ ลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0%
ดังนั้นเหตุผลสำคัญของการดำเนินนโยบาย “ดอกเบี้ยติดลบ” คือ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยมากจะใช้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีอาการย่ำแย่ หรือ เกิดภาวะเงินฝืด (Deflation) เหมือนกับยิงปืนนัดเดียวได้ “นก 3 ตัว” กล่าวคือ
- กระตุ้นการใช้จ่าย เมื่อเงินในบัญชีเงินฝาก มูลค่า”ลดลง” คนจะอยากเอาเงินออกมาซื้อของ หรือ ลงทุนมากกว่าเก็บไว้
- กระตุ้นการกู้ยืม เมื่อดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำมาก หรือติดลบ ธุรกิจจะอยากกู้เงินไปขยายกิจการมากขึ้น
- ค่าเงินอ่อน เมื่อดอกเบี้ยต่ำ นักลงทุนต่างชาติจะโยกเงินออกไปหาที่ที่ผลตอบแทนสูงกว่า ทำให้ค่าเงินอ่อนลง และอีกด้านยังช่วยส่งเสริมการส่งออก
ไทยยังไม่เคยเจอดอกเบี้ยติดลบ
สำหรับเศรษฐกิจไทย “ยังไม่เคย” เกิดเหตุการณ์ดอกเบี้ยนโยบายติดลบ แม้ว่าก่อนหน้านี้ ธปท. เคยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปต่ำสุดที่ 0.50% ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินไทย แต่ก็ยังรักษา “ดอกเบี้ยที่แท้จริง” ไว้ในแดนบวก (เนื่องจากเงินเฟ้อต่ำมาก)
หนึ่งในเหตุผลที่คณะกรรมการ กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิม 1.25% เหลือเพียง 1.00% ต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ เพื่อให้ภาวะการเงินช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยัง “โตไม่ทั่วถึง” และ เป็นความพยายามของ ธปท. ที่จะ “บรรเทาภาระหนี้” ให้ประชาชนและกระตุ้นการบริโภคในระยะสั้น

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ผลกระทบข้างเคียง: คนพึ่งพารายได้ดอกเบี้ย และเกิดกระแสเก็งกำไร
ก่อนหน้า ธปท.เคยระบุว่าดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทน หรือ เรียกง่าย ๆ ว่า พฤติกรรมเก็งกำไร
พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่เสี่ยงเกินไป (Search for Yield) เมื่อเงินฝากไม่ให้ผลตอบแทน หรือ ดอกเบี้ยต่ำมาก ซึ่งมักจะได้ยินคนที่มีรายได้จาก “เงินเก็บ” บ่นเสมอว่าดอกเบี้ยต่ำ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีรายได้พอเพียงกับการใช้จ่าย คนจะถอนเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมาก เช่น แชร์ลูกโซ่ หรือสินทรัพย์เก็งกำไร จนอาจเกิดฟองสบู่และวิกฤตเศรษฐกิจตามมาได้ รวมทั้ง มีโอกาสที่จะทำให้การฉ้อโกงในรูปแบบต่าง ๆ เฟื่องฟู
จากข้อมูลของธปท.จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าดอกเบี้ยต่ำทำให้คนหันไปหาช่องทางลงทุนอื่น เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยเฉพาะการโยกเงินเข้าลงทุนใน “กองทุนรวม” เพื่อขึ้นอย่างมาก
ผลกระทบในแง่โครงสร้าง เมื่อเข้า สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งมีคนไทยจำนวนมากพึ่งพา “ดอกเบี้ยเงินฝาก” เป็นรายได้หลักหลังเกษียณ หากดอกเบี้ยติดลบ จะกระทบต่อการดำรงชีวิตของกลุ่มกลุ่มนี้โดยตรง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




