สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เตรียมขายพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 4,000 ล้านบาท ให้กับประชาชนและนักลงทุนทั่วไป โดยแบ่งเป็นรุ่นอายุ 3 ปี ให้อัตราดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.80% ต่อปี ซึ่งทั้ง 2 รุ่นจะจ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน
ขายผ่านเป๋าตัง และ Bond Connect Platform
ทั้งนี้พันธบัตรดังกล่างจะเปิดขายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่
แอปพลิเคชันวอลเล็ต “สะสมบอนด์มั่งคั่ง” (สบน.) และ “เป๋าตัง” วงเงิน 2,000 ล้านบาท เริ่มขายตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. จนถึง 31 ส.ค. 2569 เริ่มเวลา 8.30 น. เป็นต้นไป พร้อมกับทั้ง 2 ช่องทาง ผู้ที่มีสิทธิจะต้องมีสัญชาติไทย อายุ 15 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซื้อได้ขั้นต่ำครั้งละ 100 บาท และสูงสุงครั้งละไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมได้สูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคน โดยจะจัดสรรในรูปแบบ First-Come, First-Served หรือซื้อก่อนได้ก่อน (ซื้อแล้วได้ทันที)

แอปพลิเคชัน Bond Connect Platform ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งผู้มีสิทธิจะต้องมีสัญญาชาติไทยและต้องเปิดบัญชีหลักทรัพย์ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ 24 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ 6 ราย และบริษัทหลักทรัพย์ 18 ราย
ขณะที่อายุขั้นต่ำของผู้ซื้อขึ้นกับบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งจะกำหนด โดยจะเริ่มเปิดให้จองซื้อตั้งแต่วันที่ 3 – 5 ส.ค. 2569 เวลา 8.30 – 15.00 น. ซื้อได้ขั้นต่ำ 1,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน จัดสรรในรูปแบบ Small Lot Fitrs หรือให้สิทธิกับรายเล็กก่อน

เตรียมเปิดรอบสอง ก.ย. อีก 4 พันล้านบาท
จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล สบน. ระบุว่า เหตุผลที่ออกเฉพาะรุ่นอายุ 3 ปีและ 10 ปี เนื่องจากเพื่อให้มีความเหมาะสมกับผู้ซื้อในระยะกลางและระยะยาว โดยรุ่น 3 ปีเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบริหารจัดการเงินในระยะปานกลาง ส่วนรุ่น 10 ปี เหมาะสมกับผู้ออมระยะยาวที่ต้องการความมั่นคงสูงและอัตราดอกเบี้ยคงที่
นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรชุดนี้ อยู่ในระดับสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำทั่วไป โดยมีการรวมสเปรดชดเชยเรื่องภาษีไว้ให้แล้ว
ขณะที่ปัจจุบันมีฐานลูกค้าประจำในวอลเล็ต สบม. อยู่ประมาณ 150,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ซื้อสะสมไว้ให้ลูกหลาน แต่การเพิ่มช่องทาง Bond Connect Platform ในครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชันเทรดหุ้น เนื่องจากพันธบัตรหนี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในการซื้อขายหลักทรัพย์ต่อไปได้

สำหรับกรอบวงเงินการออกพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ 2569 ทั้งหมด อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ชดเชยการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล
ทั้งนี้ สบน. จะพิจารณาปรับวงเงินจำหน่ายและอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับภาวะตลาดในแต่ละรอบการออกพันธบัตร โดยการจำหน่ายครั้งที่ 2 มีกำหนดเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. 2569 เป็นต้นไป และจะประกาศวงเงินจำหน่ายรวมถึงอัตราดอกเบี้ยให้ประชาชนทราบอีกครั้งในช่วงกลางเดือน ส.ค. 2569
หนี้สาธารณะแตะ 66.82%
ปัจจุบัน หนี้สาธารณะของประเทศไทย ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 12.97 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.82% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยยังอยู่ต่ำกว่ากรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานหนี้สาธารณะไว้ไม่เกิน 70% ของ GDP
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังประเมินในแผนการคลังระยะปานกลางว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะจะทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 68.71% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2569, 69.36% ในปี 2570, 69.78% ในปี 2571 และ 69.85% ในปี 2572 ภายใต้สมมติฐานว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.1%, 3.5%, 3.9% และ 4.1% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลคาดว่าหนี้สาธารณะจะยังทรงตัวต่ำกว่ากรอบเพดาน 70% ตลอดช่วงประมาณการ แม้ยังมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โดยเฉพาะการชดเชยเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ขณะที่การประเมินของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ โดย S&P Global Ratings ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมคง แนวโน้มอันดับเครดิต (Outlook) ระดับ Stable สะท้อนความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีความแข็งแกร่งด้านฐานะการคลังและฐานะต่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ
ด้าน Moody’s Ratings ให้อันดับเครดิตไทยที่ Baa1 พร้อมแนวโน้ม Stable โดยเห็นว่าไทยยังมีจุดแข็งจากฐานะการคลังและฐานะต่างประเทศที่มั่นคง ระดับหนี้รัฐบาลยังต่ำกว่าหลายประเทศที่มีอันดับเครดิตใกล้เคียง และมีเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง แต่ยังมองว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในระดับต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย ผลิตภาพแรงงาน และการพึ่งพาการท่องเที่ยว ทำให้ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลง หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจและรักษาวินัยการคลังได้ ก็จะช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศต่อไป
ด้าน Fitch Ratings ยังคงอันดับเครดิตไทยที่ BBB+ โดยให้ความสำคัญกับฐานะการคลังที่ยังแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศในระดับเดียวกัน แม้ระดับหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องก็ตาม Fitch มองว่าความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ การบริหารงบประมาณ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอันดับเครดิตในระยะต่อไป
ขณะเดียวกันยังจับตาความเสี่ยงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




