กลไกการตอบสนองของเราต่อปัญหาที่ถาโถมเข้ามาเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติ เรามีแนวโน้มคล้อยตามได้ง่ายต่อการมองหาฮีโร่มาช่วย เช่น การมีรัฐมนตรีที่เก่ง หรือแม้แต่การดึงนักลงทุนมาคุยกันหาทางออกให้ประเทศ
พื้นที่ในการถกเถียงเพื่อแก้ปัญหาฐานรากและวางรากฐานอนาคตของประเทศจึงหดตัวลง หนึ่งในนั้นคือการมาพูดเรื่องสังคมที่เป็นธรรม นิติธรรม และนโยบายที่มีหัวใจ ในฐานะเป้าหมาย กลไก และแนวทางตามลำดับ
การสร้างสังคมที่เป็นธรรม (A Just Society) ในฐานะเป้าหมายการพัฒนา
หลายคนอาจจะคิดว่าจะมาถามหาสังคมที่เป็นธรรมอะไรกันตอนนี้ ในวันที่ทุกคนพะวงเรื่องปากท้อง แต่ในความสลับซับซ้อน เราจะแก้ปัญหาปากท้องให้หมดไปอย่างจริงจังไม่ได้เลยถ้าเราไม่สร้างสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นคอขวดที่ทำให้เราจมอยู่กับวิกฤติด้วยการเวียนวนอยู่ใต้ขวด

ทั้งนี้ วิกฤติเซิงซ้อนสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงและความเปราะบางของสังคม ซึ่งการกระจายตัวของผลกระทบหรือความยากลำบากเป็นไปอย่างไม่เท่ากัน แต่ท้ายที่สุด ความรุ่งเรืองหรือล่มสลายของสังคมเป็นชะตากรรมร่วม ไม่ว่าจะยากดีมีจน เมื่อสังคมไปไม่รอด เราก็ไม่รอดไปด้วยกันหมด (Rise and fall together) เช่น หลังน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ เถ้าแก่หลายรายเกือบต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน การสร้างสังคมที่เป็นธรรมจึงเป็นเป้าหมายที่ชี้ชะตากรรมของสังคมและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกฝ่ายในความไม่แน่นอนต่างๆ เพราะได้สร้างให้เกิดเงื่อนไขที่ทุกคนจะถูกนับรวมหรือไม่ถูกทอดทิ้ง จากการที่สังคมพร้อมที่จะมีตาข่ายซ้อนคนที่ตกลงมาได้เสมอ (Sen, 2009)
อนึ่ง สังคมที่เป็นธรรมประกอบไปด้วย
- การสร้างความยุติธรรมจากการจัดสรรและกระจายทรัพยากร (Redistributive justice) ทั้งในเชิงความมั่งคั่ง โอกาส และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
- การที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้ากัน (Parity of participation) ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เพศสภาพ หรือเศรษฐานะใดก็ตาม
- การถูกนับรวมทางการเมืองและวัฒนธรรมหรือได้รับการยอมรับและรับรองสิทธิ (Political and cultural recognition) ไม่ว่าจะมีความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมย่อยใดก็ตาม (Fraser, 1996) รวมถึง
- ความเป็นธรรมจากการฟื้นฟูเยียวยา (Restorative justice) ทั้งกับผู้ถูกกล่าวหา ผู้พ้นโทษ และผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา (United Nations Office on Drugs and Crime and Thailand Institute of Justice, 2020)
การสร้างสังคมที่เป็นธรรมจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับผู้ที่เสียเปรียบในสังคม กลุ่มเปราะบาง กลุ่มด้อยโอกาส ผู้ตกเป็นเหยื่อ ผู้ถูกกีดกัน ผู้ถูกเบียดขับ ผู้ถูกทำให้กลายเป็นอื่น หรือแม้แต่ผู้ที่ตกเป็นชายขอบ บนฐานคติที่ว่าการคุ้มครองผู้ตกที่นั่งลำบากหมายถึงความพร้อมในการคุ้มครองทุกคนในสังคม (Rawls, 1999) เพราะท่ามกลางความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ไม่ว่าใครก็สามารถตกอยู่ในชะตากรรมเช่นนั้นได้เหมือนกัน
ยกระดับนิติธรรม (Rule of Law) ในฐานะกลไกรองรับสังคมที่เป็นธรรม
ข่าวการรับสินบนของภาครัฐ ผลตัดสินคดีประหลาดๆ และผลการจัดลำดับการรับรู้ในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของประเทศชี้ไปในทางเดียวกันว่าท่ามกลางวิกฤติทั้งหมด เรายังเผชิญกับวิกฤตินิติธรรมร่วมด้วย โดยเมื่ออิงจาก Rule of Law Index ของ The World Justice Project (WJP) ประจำปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนนรวมเพียง 0.50 จาก 1.00 หรือแค่ครึ่งเดียว ซึ่งทำให้ตกอยู่ในลำดับต่ำถึง 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลก โดยอยู่ในลำดับ 10 จาก 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ได้รับการจัดลำดับ (อยู่ในลำดับเดียวกันกับเวียดนาม โดยเป็นรองประเทศอย่างอินโดนีเซีย และมองโกเลีย)
ทั้งนี้ เมื่อมองสังคมที่เป็นธรรมเป็นเป้าหมาย การมีนิติธรรมก็นับเป็นกลไกหรือระบบสังคมที่รองรับ โดยกลไกดังกล่าวประกอบไปด้วย (1) การปราศจากการคอร์รัปชัน (Absence of corruption) โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช้ตำแหน่งราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงมี (2) การจำกัดอำนาจรัฐอย่างเหมาะสม (Constraints on government powers) ซึ่งรวมไปถึงการเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกลงโทษหากประพฤติมิชอบ อำนาจรัฐอยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยองค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาล และการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่อยู่ภายใต้กฎหมาย
นอกจากนั้น การมีนิติธรรมยังรวมไปถึง (3) การมีรัฐบาลที่โปร่งใส (Open government) ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ให้สิทธิประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย และสร้างกลไกในการร้องเรียน
ส่วนมิติอื่นๆ เป็นเรื่องของ (4) การรับรองสิทธิขั้นพื้นฐาน (Fundamental rights) โดยเฉพาะการรับประกันเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในความเชื่อและการนับถือศาสนา เสรีภาพในการรวมกลุ่ม และสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน (5) ความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง (Order and security) โดยเฉพาะการควบคุมอาชญากรรม (6) การบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory enforcement) ที่เน้นกระบวนการอันชอบธรรมและปราศจากอิทธิพลแทรกแซง (7) กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง (Civil justice) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและปราศจากการเลือกปฏิบัติ รวมถึง (8) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Criminal justice) ที่ไม่ล่าช้าและคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
จากข้างต้น นัยสำคัญของหลักนิติธรรมคือการสร้างกลไกที่เป็นบ่อเกิดของความเชื่อมั่นหรือวางใจของทุกภาคส่วนทั้งประชาชนในประเทศและผู้มาเยือนจากนอกประเทศว่าทุกคนจะได้รับการรับรองสิทธิและได้รับการคุ้มครองอย่างดี จนไม่ต้องห่วงว่าจะถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ จากความไม่ตรงไปตรงมา ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพูดเรื่องบรรยากาศการลงทุน หรือแม้แต่ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพต่างๆ ของประเทศ
อีกทั้งหลักนิติธรรมยังสำคัญเป็นพิเศษต่อคนทำมาหากินทั่วไปในสังคมจากที่เป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันภัยที่พวกเขาไม่ต้องดิ้นรนซื้อเอง โดยช่วยรองรับความเสี่ยงจากการใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การเมือง และช่วยยืนยันถึงโอกาส ความหวัง และความเป็นไปได้ ซึ่งมาช่วยลดทอนความวิตกกังวลและความกลัวที่เป็นความรู้สึกร่วมหลักในสังคมตอนนี้
เติมหัวใจให้การออกแบบนโยบายในฐานะแนวทางสู่สังคมที่เป็นธรรม
เมื่อขยับจากเป้าหมายและกลไกรองรับมาสู่การคิดเรื่องแนวทางหรือวิธีการ ทางเลือกคือการออกแบบนโยบายที่มีหัวใจหรืออาศัยความเห็นอกเห็นใจมากเป็นพิเศษ (Empathetic policy design) ซึ่งเน้นอยู่ 3 มิติ คือ การเปิดพื้นที่แบบนับรวม (inclusive space) การใช้ใจเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่ตกที่นั่งลำบาก (emotional engagement) และการปรึกษาหารือแบบเสริมพลัง (empowered deliberation) โดยเน้นมองไปสู่อนาคตเป็นพิเศษบนฐานที่มองว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เพียงแต่ว่าบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าอย่างอื่น (Boossabong, 2025)
ทำไมต้องเติมหัวใจให้การออกแบบนโยบาย? จุดตั้งต้นสำคัญคือการหวังถึงสังคมที่เป็นธรรม ต้องอาศัยหัวใจที่รับรู้ถึงความยากลำบากของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เสียเปรียบกว่าตนเองในตอนนี้ (Edge, 2016; Laurence, 2023) ด้วยความตระหนักรู้ว่าตัวเองก็อาจเผชิญสถานการณ์เช่นนั้นได้เช่นกันในวันหนึ่ง ซึ่งอาศัยการคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) การคิดเชิงอนาคต (Futures thinking) การคิดเชิงซับซ้อน (Complexity thinking) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical thinking) ไปพร้อมกัน

ถ้าไม่เติมหัวใจ ปัญหาการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างเขื่อน โรงไฟฟ้า หรือนิคมอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อย ก็เป็นแค่ปัญหาจำนวนครัวเรือนที่ต้องอพยพ ป่าไม้ที่ถูกตัด จำนวนปลาที่ลดลงหรือจำนวนสัตว์ป่าที่อาจหายไป ซึ่งเป็นเรื่องของการหาพื้นที่ใหม่รองรับ การจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม การจัดฝึกอบรมทักษะแรงงานใหม่ ต้นทุนการปลูกป่าเพิ่ม และการซื้อพันธุ์สัตว์มาปล่อยทดแทน โดยคำนวณแล้วมีมูลค่าต่ำกว่าผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนพัฒนาพลังงานหรืออุตสาหกรรมเป็นอย่างมากจากที่อย่างหลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานสร้างรายได้และความเจริญ (Stone, 2020)
แต่ถ้าเติมหัวใจลงไป อย่างน้อยคงได้ฉุกคิดว่า ผู้คนที่ต้องย้ายออกเขาก็มีวิถีชีวิต มีความทรงจำ และมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาจากการทำมาหากินตรงนั้น คำว่าบ้านของเขารวมไปถึงฐานทรัพยากรที่กำลังจะถูกเบียดขับจากการพัฒนาดังกล่าว ต้นไม้ที่ถูกตัดก็ไม่ได้เป็นแค่พันธุ์พืชชนิดหนึ่งที่หามาปลูกแทนก็ได้ เขาคือบ้านของสัตว์น้อยใหญ่นานาชนิด ตั้งแต่นก มด ไปจนถึงแมลง รากของพวกเขาพันกันในชั้นใต้ดินจนสร้างอีกอาณาจักรหนึ่งใต้ผืนพิภพ ส่วนปลาและสัตว์ป่า เขามีชีวิต มีจิตใจ มีเพื่อน มีฝูง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ การมองหาสินค้าทดแทนกันได้จึงสมเหตุสมผลเฉพาะเมื่อใช้แค่สมอง คนคิดหลายคนก็อยู่ไกลเหลือเกินจากพื้นที่ในการพัฒนา จึงไม่สามารถเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกมาถึงได้
แต่ถ้าลองใช้ใจจากเรื่องใกล้ตัวดูก็จะพอเข้าใจมากขึ้น เช่น ลองคิดดูว่าถ้าหมาที่บ้านถูกรถชน แล้วคนชนบอกว่าพร้อมเยียวยาด้วยการซื้อหมาใหม่ที่อาจจะน่ารักกว่าด้วยซ้ำให้ จะรู้สึกอย่างไร หรือถ้าเขาให้เลือกว่าจะให้ช่วยจ่ายค่ารักษาหรือจะให้ซื้อให้ใหม่ จะเลือกอย่างไร โดยที่ซื้อหมาใหม่ถูกกว่าค่ารักษา
กรณีการจัดการน้ำท่วมก็เช่นกัน สมองทุกคนเห็นไปในทางเดียวกันว่าเราควรปกป้องพื้นที่ย่านพาณิชย์และอุตสาหกรรมก่อน เพราะการปล่อยย่านชุมชนและพื้นที่เกษตรให้รับน้ำเสียหายน้อยกว่า แต่ถ้าลองใช้ใจพิจารณาดูว่าถ้ามีโจรเข้าบ้านในขณะที่เรามีแขก เราจะปกป้องใครก่อนระหว่างคนในครอบครัวและแขกที่มาเยี่ยม โดยเรามีลูกเล็กแต่แขกคนนั้นก็สำคัญต่อความก้าวหน้าทางหน้าที่การงานของเรามาก ใจเราคงมืดบอดมากถ้าเราไม่เลือกปกป้องเด็กก่อน เพราะถือว่าเปราะบางที่สุด ซึ่งเมื่ออุปมาอุปไมย เด็กก็คือตัวแทนของชาวไร่ชาวนาหรือชุมชนยากจนที่ถึงมูลค่าความเสียหายจะน้อย แต่คือทุกอย่างที่พวกเขามี และการสูญเสียที่เกิดขึ้นอาจหมายถึงการปิดโอกาสในการลืมตาอ้าปากของพวกเขาไปเลยทั้งชีวิต พวกเขาจึงมีสิทธิที่จะถามว่าทำไมพวกเขาต้องเป็นผู้เสียสละ ซึ่งเป็นคำถามที่ลึกกว่าความน้อยใจ เพราะมันคือคำถามถึงความไม่เป็นธรรม และคำตอบที่ใช้ใจต้องไปไกลกว่าการมองว่าเพราะคนส่วนน้อยต้องเสียสละให้คนส่วนมาก หรือแม้แต่การตีตราว่าพวกเขาเห็นแก่ตัวและขัดขวางความเจริญ

ความหวังเล็กๆ จาก Songkhla Policy Lab: กระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายยกระดับสังคมไทยสู่อนาคตสังคมที่เป็นธรรม
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดเวทีการพัฒนานโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมภาคใต้ (Songkhla Policy Lab Toward People-centred Justice) ที่จังหวัดสงขลา ภายใต้โครงการปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เวทีการพัฒนานโยบายครั้งนี้มีตัวแทนผู้เข้าร่วมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำและปลายน้ำ ภาคการศึกษาและภาควิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคมและเครือข่ายคนรุ่นใหม่รวมกว่า 55 คน ร่วมแลกเปลี่ยนใน 5 ประเด็นสำคัญได้แก่ ประเด็นสิทธิชุมชนในการกำหนดแนวทางการพัฒนาพื้นที่ การร่วมหาทางออกจากความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นการเข้าถึงสิทธิของผู้เข้าสู่การค้าบริการทางเพศในพื้นที่ชายแดน ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม รวมถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ผ่านการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวของตัวแทนบุคคล (persona)
อนึ่ง กระบวนการร่วมออกแบบนโยบายเพื่อสร้างอนาคตสังคมที่เป็นธรรมตั้งอยู่บนฐานแนวคิดที่ชักชวนให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้ ‘กระบวนการยุติธรรมที่มีผู้คนเป็นศูนย์กลาง (People-centred Justice)’ ซึ่งให้ความสำคัญกับประสบการณ์ชีวิต (lived experiences) ของผู้คนที่เปราะบางเป็นพิเศษ บนฐานที่ดึงความเป็นมนุษย์ออกมา ซึ่งต่างจากหุ่นยนต์หรือเอไอตรงที่มีหัวใจที่พร้อมเห็นอกเห็นใจกันและกันและขยายไปยังสปีชีส์อื่น (Mindus, 2023) โดยกระบวนการถูกออกแบบมาให้มองจากจุดของตัวแทนกลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยก็จริง แต่เน้นกระทุ้งให้ร่วมกันวิเคราะห์เงื่อนไขในเชิงโครงสร้างและระบบเป็นสำคัญ รวมไปถึงการวิเคราะห์วาทกรรมและตีความชุดความเชื่อที่ครอบอยู่ในเบื้องลึกอันฉุดรั้งไม่ให้สังคมหลุดพ้นไปได้
สำหรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้นจากเวทีภาคใต้ในวันนี้ อาทิ การจัดตั้งกองทุนเพื่อการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยชุมชนเอง การอาศัยกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ใส่ใจคนรุ่นหลังในการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ การปฏิรูประบบคุ้มครองทางสังคมในเชิงรุกโดยไม่เน้นพิสูจน์สิทธิ การหักสัดส่วนงบประมาณซื้ออาวุธมาให้กองทุนสร้างความสมานฉันท์และเยียวยาผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง การคุ้มครองแรงงานทุกประเภท การปรับการควบคุมมาสู่การดูแลกลุ่มก้าวพลาดหรือถูกบีบให้ก้าวพลั้ง การสร้างระบบยุติธรรมทางเลือกและยุติธรรมชุมชน และการส่งเสริมระบบสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างผู้ตกทุกข์ได้ยาก
ส่วนหนึ่งของบทสนทนาที่น่าขบคิดต่อคือถ้าใช้สมองอย่างเดียว ปรากฏการณ์คนล้นคุกอาจจะมองได้ว่าคือภาระทางงบประมาณ หลายคน ออกไปแล้วก็ทำความผิดซ้ำแล้วกลับเข้ามาใหม่ การใช้โทษประหารคงช่วยลดปัญหาไปได้ แต่หากคุยกันด้วยหัวใจ โจทย์คือการเปลี่ยนจากการกลัวมาสู่การฟื้นฟูและให้โอกาส พร้อมทั้งแทนที่การตีตราด้วยการมองเห็นความเป็นมนุษย์ของกัน
อีกประเด็นน่าคิดต่อคือแรงงานบางลักษณะถูกทำให้อยู่นอกระบบและยินดีที่จะถูกมองไม่เห็นเพื่อให้เดินต่อไปได้ภายใต้ตรรกะของเศรษฐกิจทุนนิยม เช่น ผู้ให้บริการทางเพศ ปรากฎการณ์เช่นนี้ถ้าใช้หัวใจร่วมไตร่ตรองจำเป็นต้องคิดถึงการเข้าไปดูแลและขยายความคุ้มครองที่นอกกรอบการคิดเรื่องในหรือนอกระบบ รวมถึงแนวคิดการค้ามนุษย์แบบแข็งทื่อ เพราะพวกเขาต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยและการเอารัดเอาเปรียบได้เสมอ โดยบริการของพวกเขาไม่ได้มีแค่มูลค่าเป็นตัวเงิน หากแต่ยังมีมูลค่าที่นับไม่ได้เช่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย
สรุปส่งท้าย
ความเป็นธรรมทางสังคม นิติธรรม และนโยบายที่มีหัวใจ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของมนุษยชาติ เพราะตาข่ายรองรับหรือตะแกงช้อน ไม่ให้มีใครตกหล่น (โดยไม่ลืมว่าเราทุกคนมีโอกาสหล่นลงไปทั้งนั้น) นับเป็นแก่นสารของการเกิดรัฐและสังคม ไม่ใช่แค่การดูแลปากท้องกันไปตามอัตภาพ
โจทย์เรื่องนี้ถึงจะยาก แต่เราจะมัวแต่หมกหมุ่นคิดแต่จะแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างไรไปอย่างนี้ไปตลอดไม่ได้ นโยบายที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ได้แค่ซ่อมอดีตและปรับปัจจุบัน หากแต่ต้องปูทางไปสู่อนาคตได้ด้วย
ด้วยเหตุนี้ ถ้านโยบายที่อาศัยหัวใจนำเปรียบได้ดังการวิ่งมาราทอน เป้าหมายร่วมหรือเส้นชัยก็เปรียบได้ดังการเกิดสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปลายทางที่เปิดให้แต่ละคนมีเป้าหมายย่อยของตนเองที่ต่างกันไปได้ในการร่วมวิ่ง ทั้งนี้ แน่นอนว่าแต่ละคนมีศักยภาพ ความอึด ความทน และต้นทุนในการหาซื้ออุปกรณ์การวิ่งไม่เท่ากัน การยกระดับนิติธรรมจึงเปรียบได้ดังการมีเจ้าภาพที่มีทีมงานและอาสาสมัครพร้อมในการดูแลเรื่องกติกาการแข่งขัน ความปลอดภัย การจัดการจราจร โลจิสติกส์ การสื่อสาร และการปฐมพยาบาลรองรับนักวิ่งทุกคนเป็นอย่างดี พร้อมทั้งคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนจากการจัดงาน
เอกสารอ้างอิง:
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2568). ปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม (Envisioning the Justice System towards a Just Society). กรุงเทพฯ: สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน).
Boossabong, Piyapong. (2025). Empathetic Policy Design: Emotional Engagement, Inclusive Space, and Empowered Deliberation. Cham: Palgrave Macmillan.
Edge, Matt. (2016). Political Philosophy, Empathy and Political Justice. New York, USA: Routledge
Fraser, Nancy. (1996). Social Justice in the Age of Identity Politics: Redistribution, Recognition, and Participation. Stanford, CA: Stanford University.
Laurence, Ben. (2023). “Justice in theory and practice: Debates about utopianism and political action,” Philosophy Compass. 18(11), e12945. doi: 10.1111/phc3.12945
Mindus, Patricia. (2023). “When is lack of emotion a problem for justice? Four views on legal decision makers’ emotive life,” Critical Review of International Social and Political Philosophy 26(1): 88-103. doi: 10.1080/13698230.2021.1893254
Rawls, John. (1999). A Theory of Justice. Cambridge, Massachusetts: Belknap Press of Harvard University Press.
Sen, Amartya. (2009). The Idea of Justice. Cambridge, MA, USA: Harvard University Press.
Stone, Deborah. (2020). Counting: How We Use Numbers to Decide What Matters. New York: Liveright.
United Nations Office on Drugs and Crime and Thailand Institute of Justice. (2020). Handbook on Restorative Justice Programmes. Vienna: United Nations.
The 2025 WJP Rule of Law Index: https://worldjusticeproject.org/rule-of-law-index/global/2025
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




