เนื่องจาก 2 ใน 7 คนของ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกแต่งตั้งในยุค คสช. ได้แก่ เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ และ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้วกำลังจะหมดวาระภายในปี 2570 นี้ จึงเป็นหน้าที่ของ สว. ที่จะต้องให้ความเห็นชอบผู้สมัคร กกต. 2 คน เข้ามาแทน
ตามที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.กกต.) กำหนดไว้ว่า หลังการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเป็น กกต. แล้ว ต้องส่งให้ สว. ตรวจสอบประวัติและลงมติเห็นชอบให้เข้าสู่ตำแหน่งทั้ง 7 คน และได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. 1 คน
กกต. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดการการเลือกตั้งในประเทศ รวมถึงประชามติ แต่ยังมีหน้าที่ตามวาระสำคัญเช่น การพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. 2567 และคดีเกี่ยวกับพรรคการเมืองต่าง ๆ
ไทม์ไลน์ คดีฮั้ว สว.
เนื่องจากการเลือก สว. 67 พบพิรุธว่ามีการกระทำเข้าข่ายจัดตั้งหรือการฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มีคำร้องเรียน ต่อ กกต. ราว 570 คำร้อง เกี่ยวกับพิรุธที่เกิดขึ้น กกต. เริ่ม ดำเนินการขั้นแรก คือออกหมายเรียกให้ สว. จำนวน 55 คน ไปรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อระหว่างวันที่ 19 – 21 พ.ค. 68 และนำไปสู่การดำเนินคดี
โดยเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 คดีขบวนการจัดตั้งและฟอกเงินในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ “คดีอั้งยี่–ฟอกเงิน สว.” ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งหากผลคำตัดสินว่ามีความผิดจริง อาจมี สว. มากกว่าครึ่งหนึ่งของวุฒิสภาต้องพ้นตำแหน่งและถูกดำเนินคดี
หากแต่ความล่าช้านี้ของคดีฮั้วเลือก สว. นี้ยาวนานมาก จนคาบเกี่ยว กกต. ถึง 2 ชุด คือ ชุดที่ห้า (12 สิงหาคม พ.ศ. 2561– 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568) และ ชุดที่หก (7 ธันวาคม พ.ศ. 2568 – ปัจจุบัน) และยาวนานจนครึ่งค่อนวาระดำรงตำแหน่งของ สว. ซึ่งทาง กกต. ได้แจงคืบหน้าล่าสุดก็เมื่อ 4 ต.ค. 68 ผ่านข่าวประชาสัมพันธ์ว่า สำนวนการสืบสวนและไต่สวนอยู่ในชั้นที่ 3 โดยคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งได้พิจารณาสำนวนและจัดทำความเห็นเพื่อเสนอต่อที่ประชุม กกต. ต่อไป
สำหรับการไต่สวน สำนักงานอัยการพิเศษ ได้มีคำสั่งในวันที่ 16 ก.พ. 69 ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม โดยให้นำพยานหลักฐานทั้งหมดจากสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบการพิจารณา พร้อมกำชับให้สอบปากคำพยานให้ครบ 1,200 ปาก ซึ่งได้ดีเอสไอได้สอบปากคำไปแล้วกว่า 700 ปาก และขยายผลไปยังกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้วางระบบ ผู้จัดหาผู้สมัคร ไปจนถึงกลุ่ม สว.ที่มีรายชื่อในโพย 141 ราย
อย่างไรก็ตามทาง กกต. ยังไม่ส่งมอบพยานหลักฐานให้ดีเอสไอ แม้จะมีการประสานขอไปแล้วก็ตาม ขณะเดียวกัน กกต.เองก็ไม่รับพยานหลักฐานจากดีเอสไอ
ในช่วงเวลาดำเนินคดี สืบสวนและไต่สวนอันเนิ่นนานนี้ สว. 138 คน ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหากรณีฮั้ว ยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ รวมถึงมีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งหลายองค์กรอิสระที่มีบทบาทตรวจสอบ สว. โดยตรง เช่น กกต.
ทำให้เกิดความกังวลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และกระแสเรียกร้องให้ สว. หยุดปฏิบัติหน้าที่ให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรตรวจสอบทุกตำแหน่งที่จะมีส่วนกับการตรวจสอบที่มาของ สว. เสียเอง จนกว่าคดีจะสิ้นสุด แต่มิเป็นผล ในวันที่ 31 พ.ค. 2568 ในช่วงปิดสมัยประชุมสภา สว. กลับนัดประชุมสมัยวิสามัญพิจารณา ลงมติเพื่อเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เช่นเดียวกับวันที่ 26 ก.พ. 69 ที่จะมีการเปิดประชุมสภาวิสามัญให้ สว. เลือก กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
สำหรับ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบประวัติเท่านั้น แต่ กกต. จะมีการลงมติเห็นชอบ ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. 2 คน และรอการเห็นชอบได้แก่
- จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก
- นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์
ก่อนหน้านี้ สว.ชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบ กกต. ไปแล้ว 3 คน หากให้ความเห็นชอบเพิ่มอีก 2 คน จะเท่ากับว่ามี กกต. 5 ใน 7 คนที่มาจากการให้ความเห็นชอบของ สว. ชุดนี้ที่มีคดีฮั้วอยู่ และจะต้องมาพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว.
ด้วยเหตุนี้ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา จึงได้ยื่นญัตติขอวุฒิสภาชะลอการให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ ที่ สว. จำนวนมากมีผลประโยชน์หรือตกเป็นผู้ถูกร้องและร้องคู่กรณีอยู่ ไม่ว่าจะ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. มาแล้ว 4 ครั้ง
โดย 2 ครั้งแรกได้รับการบรรจุในการพิจาารณา ซึ่งในประชุมวุฒิสภา 2 ครั้งแรกนั้น มีทั้งที่ประชุมโดยเปิดเผยและประชุมลับ แต่ 2 ครั้งหลังไม่ได้รับการบรรจุ ซึ่งล่าสุด เทวฤทธิ์ ได้ยื่นญัตติเพื่อขอให้ สว. ชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง กกต. เพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่จะมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ วันที่ 26 ก.พ.นี้อีกครั้ง
ขณะเดียวกัน นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภาได้ออกมาเรียกร้องให้ สว. 138 คน ที่ถูกกล่าวหา โหวต “งดออกเสียง” หรือไม่ร่วมประชุมในวาระเห็นชอบ กกต. ซึ่งจะทำให้มีเสียงสว. ที่อาจจะเห็นชอบต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. ที่มีอยู่ทันที รวมถึงให้ กกต. เร่งดำเนินการพิจารณา เพราะหากยิ่งล่าช้า กกต.ยิ่งจะถูกครหาได้ว่า ซื้อเวลาให้ สว. ที่ถูกกล่าวหา มีโอกาสเห็นชอบ กกต. ที่จะพิจารณาคดีข้อกล่าวหาของตน เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
ผลประโยชน์ทับซ้อน คืออะไร
“ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม (conflict of interest) นั้น หมายถึง บุคคลในตำแหน่งรับผิดชอบต่อส่วนรวมเช่น นักการเมือง ผู้บริหารรัฐ ข้าราชการ หรือ ผู้อำนวยการหน่วยงานรัฐ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือตัดสินใจได้อย่างเป็นกลาง
เพราะถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์เฉพาะของธุรกิจเอกชนหรือประโยชน์ส่วนตัว หรือการใช้ตำแหน่งตนเองดำเนินการเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยตรง หรือช่วยเหลือครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาย บริวารเครือข่าย ผลประโยชน์ทับซ้อน จึงถือว่าเป็นคอร์รัปชั่นอีกรูปแบบหนึ่ง
เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ที่ยื่นญัตติขอวุฒิสภาชะลอวาระเห็นชอบ กกต. เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวกับ Policy Watch ThaiPBS ว่า ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ หนึ่ง สว. เกินครึ่งกำลังถูก กกต. ตรวจสอบและรอการตัดสินว่าเข้ามาเป็น สว. โดยไม่ชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือไม่ สอง เสียงที่จะให้ความเห็นชอบไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือองค์กรอิสระใด ก็ใช้เพียงเสียงเกินครึ่งหนึ่งของ สว. ในการให้ความเห็นชอบ และ สาม สว.จำนวนมากกว่า 140 เสียง จาก 200 เสียง มีเสียงข้างมากที่เป็นเอกภาพ ดูได้จากการลงมติในประเด็นสำคัญ ๆ
ดังนั้นต่อให้ไม่มีใครมาคอยโบกธงชี้ทิศทางให้ สว. แต่ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ สว. ที่จะเป็นคนตัดสินว่าใครจะได้เป็น กกต. หรือไม่ก็คือ สว. เสียงข้างมากที่เป็นเอกภาพและกำลังถูก กกต. ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและตัดสินความผิดตัวเอง เป็นการเลือกกรรมการเพื่อมาตัดสินตัวเอง
เมื่อพิจารณาประเด็นที่เราจะให้ความเห็นชอบ ก็จะมองหาคนที่เหมาะสมตามดุลยพินิจของ สว. ซึ่งอาจมองที่พฤติกรรม คุณสมบัติ และทัศนคติ โดยเฉพาะทัศนคติต่อการใช้อำนาจสำคัญ ๆ และคดีของ สว. นี้ก็เป็นคดีสำคัญ หากแคนดิเดตคนนั้น แสดงทัศนคติอย่างตรงไปตรงมา หรืออย่างน้อยคล้อยตามการตั้งประเด็นของ กกต. ที่ทำมาอย่างน้อยก็เชื่อว่าคดีของ สว. มีมูล คิดว่าคนมีทัศนคติทำนองนี้
สว.จะเห็นชอบเอาไปเพิ่มให้คดีตัวเองเสี่ยงเพิ่มไหม กลับกัน หากแคนดิเดตคนนั้นเลือกแสดงทัศนคติแบบกั๊ก ๆ กลาง ๆ ไม่กล้าฟันธงเพราะกลัวจะเสียคะแนน ไปจนถึงตอบเชิงเอาใจเพื่อให้ได้คะแนน แคนดิเดตเหล่านี้อาจผ่านความเห็นชอบ สว. และได้เป็น กกต. แต่นั่นยิ่งส่งผลร้ายแรงต่อไปอีกที่ทำให้เราได้คนเหล่านี้ไปทำหน้าที่สำคัญ ที่ไม่ใช่ 1 หรือ 2 ปี แต่วาระ 7 ปีเลย
โดยสภาพการณ์ที่เป็นอยู่มันเป็นสภาพที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์อยู่แล้ว และเมื่อระบบคัดกรองคนมีปัญหา เอาแค่ประเด็นความกล้าหาญที่จะตอบอย่างตรงไปตรงมาคนเหล่านี้อาจไม่ผ่านกระบวนการกรองไปเป็น กกต. เลยก็ได้ ทั้งที่เจตจำนงของรัฐธรรมนูญต้องการคุณธรรมข้อนี้เป็นข้อสำคัญในการทำงานขององค์กรอิสระ ที่กำกับการใช้อำนาจขององค์กรอิสระทั้งปวงที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 หรือแม้แต่ข้อพิจารณาในคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 ก็ยังพิจารณาถึงความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่
อีกทั้งตัวรัฐธรรมนูญเองก็วางหลักการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของ สว. นั้นรัฐธรรมนูญเองก็วางไว้ใน มาตรา 114 ที่กำกับการทำหน้าที่ของ สว.จะต้องปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือหลักป้องกันการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อมไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 185
“จริงอยู่ที่อำนาจให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรตามรัฐธรรมนูญของ สว. ก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ด้วยสภาพการณ์อย่างที่ผมว่านั้น มันทำให้ สว. เป็นผู้มีส่วนได้และเสียต่อการดำรงตำแหน่ง กกต. ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและตัดสินความผิดของ สว. และบทบัญญัติจะเน้นไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไป แต่ กกต. ถือเป็นผู้ใช้อำนาจทางการเมืองที่สำคัญกว่าอำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐทั่วไปยิ่งควรที่จะพิจารณาหลักการนี้อย่างเข้มงวดกว่าด้วย” เทวฤทธิ์ มณีฉาย กล่าว
แม้ว่าการตัดสินใจเชิงสาธารณะย่องเลี่ยงไม่ได้ที่ผู้ตัดสินใจจะได้ประโยชน์ไปด้วย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่หากดุลยพินิจในการตัดสินใจมาจากปัจจัยผลประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญอย่างชัดเจน อาจตีความว่าเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม
ด้วยเหตุนี้หลักการประชาธิปไตยจึงมีหลักการสำคัญคือการแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อป้องกันการใช้อำนาจไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง อย่างกรณีนี้ผู้ที่มีอำนาจในการเห็นชอบ กกต. ควรที่จะไม่มีผลประโยชน์จาก กกต. ในที่นี้คือการตรวจสอบและการตัดสินในคดี จริงอยู่ที่หลายครั้งเราอาจเห็นคนที่มีคดีอยู่หลักหน่วยหรือหลักสิบคน ที่อยู่ในการพิจารณา แต่การมีอยู่เกินครึ่งหนึ่งของสภา มันมีน้ำหนักชี้ขาดการได้เป็นหรือไม่ได้เป็น กกต. จึงไม่ควรเดินหน้าต่อในห่วงเวลาที่มีผลประโยชน์เกี่ยวกันแบบนี้
เทวฤทธิ์ ย้ำกล่าวว่า ในสภาพการณ์ที่เป็นอยู่คือว่ามี สว.จำนวนมากกว่า 140 เสียง จาก 200 เสียง มีเสียงข้างมากที่เป็นเอกภาพ ต่อให้เราเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าเขาเกาะกลุ่มกันด้วยอุดมการณ์ความเชื่อบางอย่างร่วมกัน แต่นั่นก็หมายความว่าเขาจะคัดกรองคนที่มีความคิดความเชื่อในท่วงทำนองเดียวกับเขาเหล่านั้นไปเป็นองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. และ สตง. โดยที่เสียงข้างน้อยไม่อาจถ่วงดุลใด ๆ ได้เลย ดังนั้นจึงไม่อาจอิสระอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ต้องเชื่อและคิดในท่วงทำนองเดียวกับ สว. เสียงส่วนใหญ่ที่เป็นเอกภาพนั้น
“จริง ๆ กลไกต่าง ๆ ใน สว. เองก็เน้นหามติด้วยเสียงข้างมากทั่วไป ดังนั้นมันเป็นกลไกที่เชื่อว่า สว. ทุกคนจะเป็นอิสระ ซึ่งเป็นการตั้งสมตฐานที่ไม่เข้าใจความเป็นการเมืองของมนุษย์เลย ต่อให้เขาไม่ได้มาจากแหล่งเดียวกัน แต่เมื่อทำงานหรือใช้อำนาจไปสักพักมันก็มีแนวโน้มที่จะจับกลุ่มกัน แต่นี่เป็นปัญหาของความคิดที่เชื่อเรื่องความเป็นอิสระและความเป็นกลางทางการเมือง ที่ไม่มีอยู่จริงทั้งในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ ทางที่ดีควรใช้หลักการต่อรองเพื่อสร้างฉันทามติของสภามากกว่า หรืออย่างน้อยมีเงื่อนไขเฉพาะที่เสียงข้างน้อยหรือเสียงที่ต่างสามารถท้วงติงต่อรองได้”
ข้อกังวลอีกประการนอกจากความไม่อิสระแล้ว ความกล้าหาญ ที่เป็นคุณธรรมสำคัญของการยืนหยัดในหลักการสำคัญเมื่อถูกท้าท้ายของบุคคลนั้นๆ ก็อาจถูกทำให้เสียไปด้วยสภาพการคัดกรองที่เป็นอยู่นี้ เราอาจจะได้คนที่รู้จักรักษาตัวรอด แสดงทัศนคติที่ไม่กล้าฟันธงใดๆ ไปใจถึงแสดงทัศนคติเอาใจ สว. เพื่อให้ผ่านความเห็นชอบไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
“จริง ๆ แล้วการตระหนักถึงเรื่องของ สว.เสียงข้างมากไม่ใช่ว่าไม่เคยมี เมื่อเดือนเม.ย. 2568 คณะกรรมาธิการสามัญสอบประวัติฯ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช. ขณะนั้นก็ตัดสินใจลาออกถึง 13 คน เนื่องจากเพื่อป้องกันประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่กับประเด็นการร้องทุกข์กล่าวโทษที่ได้ร้องทุกข์ไว้และอยู่ระหว่างกาารพิจารณาของ ป.ป.ช. โดยตอนนั้นคือคดีที่ สว.จำนวนมาก ร้อง ป.ป.ช.ให้สอบ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม และพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 157จากคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดี สว.ข้อหาฟอกเงินเป็นคดีพิเศษ จะเห็นว่าเคยมีการตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้อยู่”
เทวฤทธิ์ ทิ้งท้ายว่า ในวันที่ 26 ก.พ. 69 จะมีการเปิดประชุมสภาวิสามัญให้ สว. เลือก กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คิดว่าผลจะเป็นเช่นไร
หวังว่าประธานวุฒิสภาจะบรรจุวาระชะลอที่ผมเสนอ และ สว. จะเห็นชอบกับญัตติที่ผมยื่น ต้องบอกว่าข้อเสนอของผมไม่ได้จะมาเป็นคู่ขัดแย้งหรือศตรูกับ สว.เสียงข้างมากใด ๆ แต่เพื่อไม่ให้ สว. ถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ กกต. ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงแต่กับ สว. แต่ยังส่งผ่านไปถึง กกต.นั้นด้วย และไม่ใช่แค่ 1 หรือ 2 ปี แต่วาระของ กกต.นั้นคือ 7 ปี จะยิ่งสร้างวิกฤตความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองไทย
กลับกันหาก สว. ไม่เห็นชอบ 2 คนนี้ หรือใครคนใดคนหนึ่ง ในสถานการณ์แบบนี้ก็ยิ่งก่อความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งกับบุคคลนั้นๆ ต้องบอกว่า การชะลอการให้ความเห็นชอบนี้ผมไม่ได้ไปตัดอำนาจของ สว. เพราะเมื่อคดีพ้นจากมือ กกต. ที่มีประโยชน์ทับซ้อนกับ สว. อยู่ขณะนี้แล้ว สว.ก็มีอำนาจเต็มที่จะให้ความเห็นชอบอย่างชอบธรรมและรักษาไว้ซึ่งความเชื่อมั่นศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ และการชะลอขณะนี้ก็ไม่เข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพราะเราไม่ได้มีเจตนาทุจริต กลับกันเรามีเจตนาสุจริตแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจอย่างชัดแจ้งในการไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรที่เรามีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ขณะนี้ หวังว่า สว. จะพิจารณาและเห็นด้วยกับผม นี่คือผลที่ผมคิดว่าอยากให้เป็น ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนี้ก็คงไม่ยื่นญัตติเพื่อที่จะได้สื่อสารในสภา”
ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง มาจากโครงสร้างอย่างรัฐธรรมนูญ 60
ทางด้าน นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวกับ Policy Watch ThaiPBS ว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจหน้าที่ของ สว. ในการเห็นชอบบุคคลที่ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ อย่าง กกต. ในวันที่ 26 ก.พ. ที่เราจะลงมติในวันนั้น ซึ่งองค์กรเหล่านี้ก็จะมีอํานาจในการตรวจสอบ วินิจฉัยคดีหรือตัดสินความ ที่เกี่ยวข้องกับ สว. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอํานาจในการรับรองมาเหมือนกัน
“ลักษณะนี้เรียกว่ามันมีวงจรย้อน ถ้าเรียกในหลักวิชาการก็เป็น ‘ผลประโยชน์ในเชิงโครงสร้าง’ อย่างชัดเจน และผลประโยชน์ทับซ้อนก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงคอร์รัปชันขึ้นมาได้ เพราะอาจนำไปสู่การเลี่ยงตรวจสอบหรือใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์โดยอ้อมได้”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีความพยายามขอให้ชะลอการเห็นชอบเหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจชะลอได้ เพราะ เป็นอํานาจหน้าที่ที่ของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ ถ้าสว. ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ อาจถูกฟ้องได้ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่สามารถเอาผิดเจ้าพนักงานรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งเป็นเหตุผลที่ถูกใช้มาตลอด”
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร กล่าวต่อด้วยว่า เพราะรัฐธรรมนูญถูกเขียนมาให้เป็นแบบนี้ ดังนั้นต้องไปแก้ที่โครงสร้างเลย นั่นก็คือรัฐธรรมนูญ เพราะว่าโครงสร้างมันกําหนดมาให้ว่าคนที่ที่มีอํานาจในการรับรององค์กรที่มีอํานาจเข้ามาตรวจสอบตัวเองได้ ตราบใดที่มันจะเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างมันเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงโครงสร้าง ทำให้ถูกตั้งคำถามจากประชาชน
“ต่อให้เราจะชะลอออกไป หรือทําวิธีอื่นใด ประชาชน ก็ต้องยังต้องสงสัยแคลงใจอยู่ดี ทางที่เราจะแก้ได้ก็คือ ต้องไปแก้ที่โครงสร้างที่เขียนที่มาขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องเปลี่ยนวิธีที่มาขององค์กรอิสระ ต้องมีความอิสระจากองค์กรที่ตัวเองจะเข้าไปตรวจสอบด้วย เพราะฉะนั้นมันก็ต้องไปแก้ที่โครงสร้างในรัฐธรรมนูญ ถึงจะเรียกความเชื่อมั้นจากประชาชนกลับคืนมาได้”
ด้วยเหตุนี้ องค์กรอิสระจึงไม่อาจเป็นอิสระได้อย้างแท้จริง จากความสัมพันธ์ในเชิงอํานาจ ความเป็นอิสระในทางจิตวิทยา หรือทางการเมือง ทำให้องค์กรอิสระย่อยต้องถูกตั้งคำถามไปตลอด ต่อให้ใครจะเข้าไปแล้วก็ตั้งใจทํางานอย่างตรงไปตรงมา แต่สังคมก็จะต้องตั้งคําถามไปตลอด เพราะโดยโครงสร้างออกแบบมาให้มันมีผลประโยชน์ซับซ้อนกัน เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญควรบัญญัติให้เกิดการกระจายอํานาจในการแต่งตั้งหรือลงมติเห็นชอบ ไม่ให้ถูกผูกขาดโดยองค์กรใดโดยเฉพาะ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.
- จับตางานร้อน สว. ชุดใหม่
- คดีฮั้วเลือกสว. จะจบแบบไหน หรือ มวยล้มต้มคนดู?




