เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ศาสตราจารย์ กาย บี ปีเตอร์ส (Guy B. Peters) นักวิชาการอาวุโสจากมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก สหรัฐอเมริกา เจ้าของผลงานวิชาการด้านนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่คนทั่วโลกยกย่อง อาทิ American Public Policy และ The Politics of Bureaucracy ได้เขียนบทความเรื่อง “Six Decades of Public Policy: A Personal Reflection” (หกทศวรรษของนโยบายสาธารณะ: บันทึกสะท้อนคิดจากประสบการณ์ส่วนตัว) ซึ่งสรุปรวบยอดมุมมองที่ลึกซึ้งจากประสบการณ์ของตัวเขาเองที่มีต่อการเมืองและนโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกามากว่าครึ่งศตวรรษ
บทความดังกล่าวของปีเตอร์ส ไม่ใช่แค่บทความเล่าประวัติศาสตร์นโยบายสาธารณะของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่เป็นบทความที่ตั้งคำถามกับทั้งวงวิชาการนโยบายสาธารณะทั้งโลกว่า ทฤษฎีและกรอบคิดทางนโยบายสาธารณะที่เราใช้กันมาหลายสิบปีนั้น ยังอธิบายโลกการเมืองทุกวันนี้ได้ดีพอหรือไม่?
ปีเตอร์สเริ่มต้นบทความชิ้นนี้ด้วยน้ำเสียงที่ทั้งหนักใจและเจ็บปวด เพราะสำหรับตัวเขาแล้ว การเขียนถึงนโยบายสาธารณะของสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป นโยบายเปลี่ยนเร็ว บางเรื่องเปลี่ยนวันต่อวัน หรือแทบชั่วโมงต่อชั่วโมง ที่สำคัญกว่านั้นคือ สิ่งที่สังคมอเมริกันเคยสร้างขึ้นมาหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการ ระบบคุ้มครองทางสังคม หรือบทบาทของรัฐในการดูแลคนเปราะบาง ล้วนแล้วแต่กำลังถูกบั่นทอนและรื้อถอนลงอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกนี้มีความหมายมากกว่าเพียงความผิดหวังส่วนตัวของนักวิชาการอาวุโสคนหนึ่ง แต่มันคือคำเตือนว่านโยบายสาธารณะไม่ใช่เส้นทางที่เดินไปข้างหน้าเสมอไป สิ่งที่สังคมเคยคิดว่าได้มาแล้ว เช่น สิทธิ สวัสดิการ ความเสมอภาค หรือกลไกการมีส่วนร่วม อาจถอยหลังได้ หากการเมืองเปลี่ยน หากอำนาจเปลี่ยน หรือหากสถาบันประชาธิปไตยอ่อนแรงลง
เมื่ออ่านสิ่งที่ปีเตอร์สเขียน แล้วหันกลับมามองไทย ก็ชวนให้ฉุกคิดว่า ในสังคมที่การเมืองไม่ได้พัฒนาแบบก้าวหน้าเคลื่อนไปตามเส้นทางเดียวที่แน่นอน อำนาจไม่ได้อยู่เฉพาะกับผู้กำหนดนโยบายในรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และนโยบายจำนวนมากไม่ได้มีหลักฐานทางวิชาการรองรับ เราจะเข้าใจนโยบายสาธารณะไทยท่ามกลางบริบทเช่นนี้อย่างไร?
บทความนี้ชวนมองบทเรียนจากปีเตอร์สแล้วคิดเรื่องเมืองไทยผ่านหลายประเด็นสำคัญ ตั้งแต่ความเชื่อว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาสังคมได้ ข้อจำกัดของทฤษฎีนโยบายที่มองการเมืองแบบเปิดกว้าง การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ค่อยเป็นค่อยไป ความคิดผีดิบที่วนหลอนโต๊ะตัดสินใจ บทบาทของรัฐราชการ การออกแบบนโยบายที่เริ่มจากการฟัง และท้ายที่สุดคือคำถามว่านโยบายที่อ้างประชาชนจะกลายเป็นนโยบายที่ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดได้จริงเพียงใด
ในยุคที่เราเชื่อว่ารัฐสามารถแก้ปัญหาสังคมได้
ในช่วงต้นของบทความ ปีเตอร์สพาเรากลับไปยังช่วงที่เขาเรียกว่าเป็น “ยุคทอง” ของนโยบายสาธารณะอเมริกัน นั่นคือช่วงทศวรรษ 1960 หลังโศกนาฏกรรมการลอบสังหาร จอห์น เอฟ. เคนเนดี (John F. Kennedy) โดยเฉพาะยุค Great Society สมัยประธานาธิบดี ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ได้เกิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” ทางการเมืองขึ้น
รัฐบาลจอห์นสันใช้จังหวะนั้นผลักดันนโยบายขนาดใหญ่เพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เช่น Medicare (โครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา) Medicaid (โครงการประกันสุขภาพเพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง) Food Stamps (โครงการสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้มีรายได้น้อย) และ Head Start (การจัดบริการดูแล พัฒนาการศึกษา และสุขภาพ สำหรับเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ขวบ ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยโดยไม่มีค่าใช้)
การเกิดขึ้นของนโยบายเหล่านี้สะท้อนจินตนาการทางการเมืองของยุคสมัยที่เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐ นั่นคือความเชื่อว่า “รัฐสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาสังคมได้” รัฐไม่ได้เป็นเพียงผู้รักษาความสงบหรือจัดเก็บภาษี แต่สามารถเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และคุ้มครองคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ถ้าลองมาหาช่วงจังหวะคล้าย ๆ กันในไทย เราอาจนึกถึงการเกิดขึ้นของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่คนจำนวนมากรู้จักในชื่อ “30 บาทรักษาทุกโรค” นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงโครงการสุขภาพ แต่เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ นโยบายนี้ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าการเข้าถึงการรักษาพยาบาลไม่ควรขึ้นอยู่กับฐานะ ไม่ควรขึ้นอยู่กับโชค และไม่ควรเป็นเรื่องของความสงสาร แต่ต้องเป็น “สิทธิ” บนความเชื่อว่าไม่ควรมีใครต้องล้มละเลยเพราะการเข้าถึงบริการสุขภาพ
จะกล่าวอย่างนี้ก็ไม่ผิดนัก ว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายไทย เพราะนโยบาย 30 บาททำให้ประชาชนจำนวนมากสัมผัสได้จริงว่านโยบายสาธารณะไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องของเอกสารราชการหรือคำแถลงรัฐบาลเท่านั้น แต่มันเกี่ยวข้องกับการมีชีวิตอยู่ การไม่ล้มละลายเพราะเจ็บป่วย และการรู้สึกว่ารัฐยังเห็นเราอยู่ ยังช่วยแก้ปัญหาให้เราได้
แต่ความแตกต่างระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ก็ชัดเจน ในสหรัฐฯ ยุค Great Society ไม่ได้สร้างแต่นโยบายใหม่ แต่ยังสร้างวัฒนธรรมการประเมินผล การวิจัย และการพัฒนาวิธีคิดทางนโยบาย ปีเตอร์สชี้ว่าเงินจำนวนมากระดับประเทศถูกใช้เพื่อประเมินนโยบายอย่างเป็นระบบ จนทำให้เกิดหน่วยงานประเมินผลในรัฐ มหาวิทยาลัย บริษัทที่ปรึกษา และสถาบันวิจัยต่าง ๆ จำนวนมาก
ส่วนในไทย แม้นโยบายใหญ่จำนวนมากจะมีผลต่อชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล แต่วัฒนธรรมการประเมินผลยังไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เรามักประเมินว่านโยบาย “ทำได้กี่กิจกรรม” “ใช้งบไปเท่าไร” หรือ “มีผู้เข้าร่วมกี่คน” มากกว่าจะถามว่านโยบายเปลี่ยนชีวิตผู้คนจริงหรือไม่ ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ และเราควรเรียนรู้อะไรเพื่อปรับนโยบายต่อไป
พูดให้สั้นลงคือ ไทยเป็นประเทศที่ผลิตนโยบายเก่ง แต่ยังเรียนรู้จากนโยบายได้ไม่ดีพอ
ทฤษฎีนโยบายเชื่อว่าเวทีการเมืองนั้นเปิดกว้าง แต่โลกจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น
แก่นสำคัญประเด็นหนึ่งของบทความปีเตอร์ส คือ การตั้งคำถามกับทฤษฎีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่เกิดในโลกวิชาการอเมริกันและต่อมาได้รับการยอมรับไปใช้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Multiple Streams Framework, Advocacy Coalition Framework หรือ Punctuated Equilibrium Theory ทฤษฎีเหล่านี้ต่างมีคุณูปการมหาศาล เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่าปัญหาสาธารณะเข้าสู่วาระได้อย่างไร แนวร่วมทางนโยบายเกิดขึ้นอย่างไร และทำไมบางนโยบายเปลี่ยนช้า แต่บางครั้งก็เปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ปีเตอร์สชวนให้มองลึกลงไปว่า ทฤษฎีเหล่านี้จำนวนมากมีสมมติฐานแบบ “พหุนิยม” (Pluralism) อยู่เบื้องหลัง กล่าวคือ มองว่าระบบการเมืองเป็นสนามที่กลุ่มองค์กรต่าง ๆ สามารถเข้ามาแข่งขัน ต่อรอง สร้างแนวร่วม และผลักดันนโยบายได้ แม้อำนาจอาจไม่เท่ากัน แต่ก็ยังมีความหวังว่ากลุ่มต่าง ๆ นั้นสามารถเข้าถึงกระบวนการนโยบายได้บ้าง ปัญหาคือ โลกการเมืองจริงอาจไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้น
ในสหรัฐฯ ปีเตอร์สเห็นว่าการเมืองกำลังแตกขั้ว (polarization) รุนแรงขึ้น ความร่วมมือข้ามพรรคที่เคยทำให้นโยบายใหญ่ ๆ เกิดขึ้นได้เริ่มลดลง ศาลและระบบราชการถูกทำให้เป็นการเมือง (politicization) มากขึ้น อำนาจฝ่ายบริหารเข้มแข็งขึ้น และนโยบายจำนวนมากถูกกำหนดโดยชนชั้น (elite) นำมากกว่าประชาชนทั่วไป
ข้อสังเกตนี้ยิ่งสำคัญเมื่อเราหันมามองไทย เพราะสนามนโยบายไทยไม่เคยเป็นสนามเปิดดังเช่นที่สหรัฐฯ นโยบายไทยเกิดขึ้นในระบบที่มีประตูหลายชั้น บางประตูเปิดให้พรรคการเมือง ภาคประชาชน นักวิชาการ หรือสื่อเข้าไปมีบทบาทได้ แต่บางประตูก็ถูกควบคุมโดยระบบราชการ กองทัพ ศาล องค์กรอิสระ กลุ่มทุน และเครือข่ายอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการเลือกตั้งโดยตรง
ดังนั้น หากเราจะใช้ทฤษฎีนโยบายจากตะวันตกมาอธิบายไทย เราต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ประยุกต์ใช้ตามบริบท ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะว่าทฤษฎีเหล่านั้นผิด แต่เพราะว่าหากเรานำมันมามองไทยตรงๆ มันอาจทำให้เรามองไม่เห็นแบบแผนอำนาจบางประการที่ฝังลึกในสังคมไทย
ในฐานะนักวิชาการไทย ทฤษฎีเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ชวนเราตั้งคำถามว่า “ใครเสนอแนวนโยบายได้ดี” แต่ต้องต่อยอดถามด้วยว่า “ใครมีสิทธิทำให้นโยบายเกิดขึ้น” “ใครมีอำนาจทำให้นโยบายไม่เกิด” และ “ใครมีอำนาจกำหนดว่าประเด็นใดพูดได้หรือพูดไม่ได้” ด้วย
นโยบายไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบเป็นลำดับขั้นตายตัว
ปีเตอร์สเน้นย้ำไว้ด้วยว่า ในโลกความเป็นจริง นโยบายสาธารณะนั้นไม่ได้เปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งอย่างทันทีทันใด แต่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (incrementalism)
ในสหรัฐฯ แม้นโยบายสวัสดิการบางเรื่องดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วระบบจำนวนมากถูกสร้างแบบทีละชิ้นทีละอัน เช่น เริ่มจากผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ เด็ก คนทำงานรายได้น้อย แล้วค่อย ๆ ขยายต่อ นโยบายจึงเดินหน้าแบบปะติดปะต่อมากกว่าปฏิรูปทั้งระบบในครั้งเดียว
ในไทย เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปจำนวนมาก บางเรื่องเป็นข้อดี เพราะทำให้นโยบายค่อย ๆ สะสมความชอบธรรมและยืนระยะได้ เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไม่ได้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น แต่ค่อย ๆ ถูกปรับ ปกป้อง และทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน
แต่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบไทย ๆ ก็มีอีกด้านหนึ่งที่น่ากังวล เพราะบางครั้ง “ค่อยเป็นค่อยไป” กลายเป็นคำสุภาพของ “ค่อย ๆ หลีกเลี่ยงปัญหา” เรามักเห็นนโยบายเดินหน้า 1 ก้าว ถอยหลังหรือวกกลับ 3 ก้าว หรือเปลี่ยนรูปไปเลยจากจุดเริ่มต้นตามเงื่อนไขทางอำนาจ สถาบัน และสังคม
เราตั้งคณะกรรมการเพิ่ม ทำแผนแม่บทเพิ่ม เปิดโครงการนำร่องเพิ่ม แต่ไม่แตะโครงสร้างที่ทำให้ปัญหาดำรงอยู่ เช่น ระบบงบประมาณที่แข็งตัว การรวมศูนย์อำนาจ การขาดอิสระของท้องถิ่น หรือการประเมินผลที่ไม่ผูกกับการเรียนรู้จริง
นโยบายจำนวนมากในไทยจึงไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีความคิดดี ๆ แต่ล้มเหลวเพราะระบบไม่ยอมให้ความคิดดี ๆ เติบโตไปไกลพอ
ความคิดผีดิบในนโยบายไทย
แนวคิดที่คมมากในบทความของปีเตอร์ส คือ “Zombie ideas” หรือความคิดแบบผีดิบทางนโยบาย แนวคิดนี้เป็นชื่อเรียกเปรียบเปรยความคิดที่เคยถูกใช้แล้ว ล้มเหลวแล้ว หรือไม่มีหลักฐานสนับสนุนมากพอ แต่ก็ยังกลับมาอยู่บนโต๊ะนโยบายเพื่อนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เปรียเหมือนผีดิบที่ยังคงเดินหลอกหลอนเราอยู่เรื่อยไป
ในสหรัฐฯ ปีเตอร์สยกตัวอย่างความเชื่อหลายๆ อย่างก็ยังถูกนำมาใช้อยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าพอเคยทำแล้วจะไม่เห็นผลตามที่ตั้งไว้ เช่น การลดภาษีให้คนรวยแล้วเศรษฐกิจจะเติบโต การขึ้นภาษีนำเข้าจะช่วยอุตสาหกรรมในประเทศ หรือคนรับสวัสดิการต้องถูกบังคับให้ทำงาน ปีเตอร์สย้ำว่าเรามีหลักฐานทางวิชาการจำนวนมากที่ไม่ได้สนับสนุนความเชื่อเหล่านี้เลย
ที่ไทยเองก็มีความคิดผีดิบแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น ความเชื่อว่าแจกเงินครั้งใหญ่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างยั่งยืน ความเชื่อว่าการตั้งคณะกรรมการระดับชาติเท่ากับการแก้ปัญหา ความเชื่อว่าการรวมศูนย์สั่งการจะจัดการปัญหาซับซ้อนได้ดีกว่าการกระจายอำนาจ หรือความเชื่อว่ากฎหมายที่เข้มขึ้นจะทำให้สังคมสงบขึ้นโดยอัตโนมัติ
อันที่จริง ความคิดเหล่านี้ไม่ได้ผิดเสมอไป แต่ปัญหาคือมันมักกลับมาอยู่ในโต๊ะการตัดสินใจทางนโยบายของผู้มีอำนาจโดยไม่ถูกทบทวนและตรวจสอบอย่างจริงจัง เรามักใช้คำใหม่ที่สวยหรู แพลตฟอร์มใหม่ที่ดูดี เทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย หรือภาพลักษณ์ใหม่ที่น่าดึงดูด เพื่อห่อหุ้มความคิดผีดิบเหล่านั้น แต่แก่นของนโยบายยังเป็นความคิดเดิมที่อาจเคยพิสูจน์แล้วว่าใช้การไม่ได้
นี่คือเหตุผลที่สังคมไทยต้องมีวัฒนธรรมการถามคำถามเชิงนโยบายที่รอบด้านมากขึ้น ไม่สนใจเพียงว่า “นโยบายนี้ฟังดูดีหรือไหม” แต่ต้องสนใจว่า “หลักฐานรองรับคืออะไร” “ทางเลือกอื่นมีอีกหรือไหม” “ต้นทุนอยู่ที่ใคร” “ผลประโยชน์ตกกับใคร” และ “ถ้านโยบายล้มเหลว ใครเป็นผู้รับผิดชอบ”
รัฐ/ราชการ
ที่ผ่านมา ปีเตอร์สให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า Administrative state ซึ่งอาจแปลได้ว่า “รัฐเชิงบริหาร” หรือรัฐที่ขับเคลื่อนโดยระบบราชการและหน่วยงานกำกับที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ในสหรัฐฯ ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างหนัก เพราะฝ่ายการเมืองบางกลุ่มมองว่าระบบราชการเป็นอำนาจแฝง เป็น “รัฐซ้อนรัฐ” (deep state) ที่มีลักษณะของกลไกที่ขัดขวางเจตจำนงของประชาชนส่วนมาก
ในทางหนึ่ง แนวคิดนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ “รัฐราชการ” ในเมืองไทยที่อำนาจการบริหารและกำหนดนโยบายประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากประชาชนหรือนักการเมือง แต่อยู่ในมือของข้าราชการประจำและเครือข่ายชนชั้นนำที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี รัฐราชการไทยก็มีแง่มุมที่ต่างออกไป รัฐราชการไทยไม่ได้เพิ่งเติบโตขึ้นในเร็วๆ นี้ หากแต่เป็นแกนกลางของการปกครองและการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน ก่อนที่การเมืองเลือกตั้งจะเข้มแข็งเสียอีก นโยบายไทยจำนวนมากจึงไม่ได้เกิดจากนักการเมืองฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการต่อรองระหว่างนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มทุน องค์กรระหว่างประเทศ และเครือข่ายวิชาชีพต่าง ๆ
รัฐราชการไทยมีทั้งด้านที่จำเป็นและด้านที่เป็นปัญหา ด้านหนึ่ง รัฐราชการให้ความต่อเนื่อง ความรู้เชิงเทคนิค และความสามารถในการพานโยบายบางเรื่องข้ามรัฐบาลได้ แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐราชการก็มักปิด ไม่ยืดหยุ่น รวมศูนย์ และมองประชาชนเป็น “ผู้รับบริการ” มากกว่า “เจ้าของนโยบาย”
นี่คือโจทย์ใหญ่ของนโยบายไทย เราไม่ควรมองว่าทางออกคือการลดบทบาทรัฐราชการอย่างง่าย ๆ เพราะหลายเรื่องยังต้องอาศัยความสามารถของรัฐ แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ไม่ควรปล่อยให้รัฐราชการเป็นผู้กำหนดชีวิตประชาชนโดยไม่ต้องฟังใคร
งานวิชาการของปีเตอร์สจำนวนมากมุ่งทำความเข้าใจพลังของราชการในกระบวนการนโยบายสาธารณะและการเมืองการปกครองของประเทศ พร้อมกับโจทย์สำคัญว่าจะทำให้รัฐเชิงบริหารไปด้วยกันกับประชาธิปไตยได้อย่างไร? ถ้าปีเตอร์สมาอ่านการเมืองและนโยบายไทย เขาก็คงจะชวนเราตั้งคำถามว่า เราจะทำให้รัฐราชการไทยเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นได้อย่างไร? เปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำของนโยบายได้อย่างไร? และทำให้ความรู้จากชีวิตจริงของผู้คนมีน้ำหนักไม่แพ้ความรู้จากโต๊ะประชุมราชการได้อย่างไร?
การออกแบบนโยบายที่ดีต้องเริ่มจากการฟัง ไม่ใช่เริ่มจากคำตอบ
ปีเตอร์สพูดถึงการออกแบบนโยบายไว้ว่า เดิมทีแนวคิดนี้มักมีลักษณะเชิงเทคนิคและเชื่อในบทบาทของผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก ราวกับว่าหากผู้เชี่ยวชาญเข้าใจปัญหาและเลือกเครื่องมือนโยบายที่เหมาะสม นโยบายก็จะออกมาดีโดยอัตโนมัติ
แต่โลกปัจจุบันทำให้เรารู้ว่าปัญหาสาธารณะจำนวนมากไม่ได้มีคำตอบเดียว และไม่ได้แก้ได้ด้วยความรู้เชิงเทคนิคเท่านั้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สุขภาพจิต สิ่งแวดล้อม เมือง การศึกษา หรือผู้สูงอายุ ล้วนเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณค่า ประสบการณ์ชีวิต ความสัมพันธ์ทางอำนาจ และความไม่เป็นธรรมที่สะสมมาอย่างยาวนาน
ดังนั้น การออกแบบนโยบายที่ดีจึงไม่ควรเริ่มจากคำตอบ แต่ควรเริ่มจากการฟัง
ฟังว่าใครกำลังเจ็บปวด ฟังว่าใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ฟังว่าปัญหาที่รัฐนิยามกับปัญหาที่ประชาชนเผชิญตรงกันหรือไม่ ฟังว่าคนที่อยู่ในพื้นที่เห็นทางออกแบบไหน และฟังด้วยความเข้าใจว่าประชาชนไม่ได้เป็นเพียงแหล่งข้อมูลของรัฐ แต่เป็นเจ้าของประสบการณ์ที่นโยบายต้องเคารพ
ในบริบทไทย นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนโยบายจำนวนมากล้มเหลวตั้งแต่ขั้นตอนการนิยามปัญหา รัฐมักนิยามปัญหาจากส่วนกลาง เช่น มองความยากจนเป็นแค่รายได้ต่ำ มองสุขภาพจิตเป็นแค่จำนวนผู้ป่วย มองการศึกษาเป็นแค่คะแนนสอบ หรือมองเมืองเป็นแค่ถนน รถไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่ชีวิตจริงของผู้คนซับซ้อนกว่านั้นมาก
ถ้านโยบายเริ่มจากนิยามปัญหาที่แคบ คำตอบก็จะแคบตามไปด้วย
ประชานิยมที่ไม่มีประชาชน
ตอนท้ายของบทความ ปีเตอร์สตั้งข้อสังเกตที่รุนแรงขึ้น เขาบอกว่าการเมืองร่วมสมัยจำนวนมากนั้นมีลักษณะแบบ “ประชานิยม” (Populism) ที่ขับเคลื่อนโดยชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ ที่ใช้ภาษาของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง หาใช่โดยประชาชนส่วนใหญ่ไม่
ข้อสังเกตนี้ควรนำมาขบคิดกับบริบทไทยอย่างมาก เพราะการเมืองไทยเต็มไปด้วยนโยบายที่อ้างประชาชน อ้างคนจน อ้างฐานราก อ้างชาวบ้าน อ้างคนรุ่นใหม่ ฯลฯ เอาเข้าใจ คนเหล่านั้นมีบทบาทจริงเพียงใดในกระบวนการกำหนดนโยบาย หรือเป็นเพียงภาพแทนที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การตัดสินใจที่เกิดขึ้นแล้ว
ประชานิยมโดยตัวมันเองคือการทำให้นโยบายตอบสนองต่อความเดือดร้อนจริงของประชาชน แต่ประชานิยมจะกลายเป็นปัญหาเมื่อประชาชนถูกอ้างถึง แต่ไม่ได้ถูกเชิญเข้ามามีอำนาจจริง เมื่อเสียงของประชาชนถูกใช้ในคำปราศรัย แต่ไม่ถูกนับอย่างมีความหมายในกระบวนการตัดสินใจ ประชานิยมก็กลายเป็นเพียงโวหารที่กลวงเปล่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่นโยบายที่อ้างประชาชนเหล่านี้จะกลายนโยบายที่ประชาชนร่วมออกแบบ ร่วมตรวจสอบ และร่วมกำหนดทิศทางได้จริง “ประชานิยมที่มีประชาชน” ดูจะเป็นโจทย์ใหญ่ร่วมกันทั่วโลก
บทเรียนจากปีเตอร์สสำหรับนโยบายไทย
หากจะสรุปบทเรียนการเฝ้ามองนโยบายสาธารณะจากปีเตอร์สเพื่อนำมาอ่านการเมืองและนโยบายไทย เราอาจเห็นอย่างน้อยห้าเรื่องสำคัญ
- นโยบายสาธารณะไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของอำนาจด้วย ทุกนโยบายมีผู้ได้ ผู้เสีย ผู้มีเสียง และผู้ถูกทำให้เงียบ หากเราวิเคราะห์นโยบายโดยไม่วิเคราะห์การเมือง เราจะเห็นแค่เครื่องมือ แต่ไม่เห็นมือที่ถือเครื่องมือนั้น
- นโยบายที่ดีต้องกลายเป็นสถาบัน (Institutionalization) ไม่ใช่เป็นเพียงคำสัญญาของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ได้เพราะมันค่อย ๆ กลายเป็นสิทธิ กลายเป็นความคาดหวังของประชาชน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาทางสังคม
- การมีส่วนร่วมต้องลึกกว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น หากประชาชนถูกเชิญมาเพียงเพื่อรับทราบ หรือเพื่อให้กระบวนการดูครบถ้วนตามระเบียบ นั่นยังไม่ใช่ประชาธิปไตยทางนโยบาย การมีส่วนร่วมที่แท้ต้องมีผลต่อการนิยามปัญหา การเลือกทางออก การตัดสินใจ และการติดตามผล
- ไทยต้องระวังความคิดผีดิบทางนโยบาย ความคิดที่กลับมาซ้ำ ๆ โดยไม่ถูกตรวจสอบอาจทำให้สังคมเสียทั้งงบประมาณ เวลา และโอกาสในการคิดทางเลือกใหม่ เป็นการทิ้งสิ่งปฏิกูลทางนโยบายแก่คนรุ่นต่อไป
- วงวิชานโยบายสาธารณะไทยต้องกล้าพูดเรื่องอำนาจมากขึ้น ไม่ใช่หยุดอยู่ที่การออกแบบเครื่องมือ ตัวชี้วัด หรือกระบวนการบริหาร เพราะในโลกจริง นโยบายจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะออกแบบไม่ดีเท่านั้น แต่ล้มเหลวเพราะโครงสร้างอำนาจไม่ยอมให้มันทำงาน
บทส่งท้าย: นโยบายคือสนามต่อสู้ของอนาคต
ถึงแม้ว่าบทความของปีเตอร์สเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในสังคมอเมริกัน แต่การตั้งคำถามและประเด็นการวิเคราะห์ของเขามีนัยกว้างขวางกว่านั้นมาก สำหรับนักนโยบายสาธารณะไทย บทความของปีเตอร์สชวนให้เรากลับมามองนโยบายสาธารณะอย่างจริงจังอีกครั้ง
นโยบายไม่ได้เป็นเพียงคำตอบของรัฐต่อปัญหาสังคม แต่เป็นสนามต่อสู้ของความหมาย อำนาจ และอนาคตของสังคม นโยบายบอกว่าเรามองคนจนอย่างไร มองผู้ป่วยอย่างไร มองเด็กอย่างไร มองผู้สูงอายุอย่างไร มองคนชายขอบอย่างไร และมองประชาชนในฐานะผู้รับคำสั่งหรือเป็นเจ้าของประเทศ
หากยุค Great Society เคยทำให้คนอเมริกันจำนวนหนึ่งเชื่อว่ารัฐสามารถลดความยากจนและสร้างความเป็นธรรมได้ นโยบาย 30 บาทก็เคยทำให้คนไทยจำนวนมากเชื่อว่าการเจ็บป่วยไม่ควรทำให้คนหมดตัว หากปีเตอร์สกังวลว่าสหรัฐฯ กำลังเคลื่อนจากพหุนิยมไปสู่การเมืองของชนชั้นนำ ไทยก็ต้องถามตนเองเช่นกันว่าเราจะปล่อยให้นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องของคนไม่กี่กลุ่มต่อไป หรือจะทำให้นโยบายกลายเป็นพื้นที่ที่ประชาชนร่วมกำหนดชีวิตของตนเองได้จริง
สุดท้าย บทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเราควรเลือกทฤษฎีนโยบายใดมาใช้ แต่อยู่ที่ว่าเราถามคำถามที่ชัดเจนและเปล่งเสียงดังพอหรือยัง
- นโยบายนี้ดีสำหรับใคร?
- ใครเป็นคนออกแบบ?
- ใครถูกกันออกไป?
- ใครต้องรับผลกระทบ?
- และสังคมแบบใดที่นโยบายนี้กำลังพาเราไป?
ถ้าเรายังถามคำถามเหล่านี้บ่อย ๆ นโยบายสาธารณะก็ยังไม่ตาย มันยังเป็นพื้นที่ที่สังคมใช้คิด ใช้เถียง ใช้ต่อรอง และใช้สร้างอนาคตร่วมกันได้
อ่านเพิ่มเติม
- Peters, B. G. (2026). Six decades of public policy: A personal reflection. International Review of Public Policy, 8(1). https://doi.org/10.4000/15t8w
- Peters, B. G., & Hoornbeek, J. (2025). American public policy: Promise and performance(13th ed.). CQ Press.
- Peters B. G., &Nagel M. L. (2020). Zombie Ideas: Why Failed Policies Persist. Cambridge University Press.
- Peters, B. G., & Pierre, J. (2019). Populism and Public Administration: Confronting the Administrative State. Administration & Society, 51(10), 1521-1545.
- Peters, B.G. (2018). The Politics of Bureaucracy: An Introduction to Comparative Public Administration (7th ed.). Routledge.
- นโยบายที่ใช้ไม่ได้ ยังวนหลอน แนวคิดดี ๆ ไม่ได้เกิด https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-169
- ส่องนโยบายการปฏิรูประบบราชการ ในสมรภูมิการเลือกตั้งไทย โจทย์ที่รัฐบาลยังต้องคิดต่อ https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-299
- เข้าใจแก่นนโยบายสาธารณะ ด้วยแนวคิด Empathetic Policy Design https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-187
บทความที่เกี่ยวข้อง:




