คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา (กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.) จัดประชุมคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชนครั้งที่ 18/2569 เรื่องการพิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนากระบวนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ในวันที่ 15 พ.ค. 69
รายงานจัดทำขึ้นเพื่อศึกษารวบรวมข้อมูล ติดตาม และวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และวิเคราะห์ทบทวนปัญหาอุปสรรคจากการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวข้อง เพื่อมีข้อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมและการพัฒนาการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นบทบาทของ กมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว. เช่นเดียวกับการเลือกตั้ง 66 ที่ผ่านมา
โดยในการประชุมพิจารณารายงานทางกมธ. พัฒนาการเมืองฯ สว.ในวันที่ 15 พ.ค. 69 นี้ได้เชิญนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสำนักงานอัยการสูงสุดมาร่วมพิจารณา ได้แก่ รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา คณะพัฒนาสังคมและยุทธศาสตร์การบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผศ.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ตัวแทนจากภาคประชาสังคม บุณยนุช มัทธุจักร ตัวแทนจาก ILaw พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ตัวแทนจาก We Watch Thailand และ น้ำแท้ มีบุญสล้าง พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายประจำสำนักงานอัยการสูงสุด

ต้นตอปัญหาการเลือกตั้งในมิติกฎหมาย
กระบวนการและการบังคับใช้ทางกฎหมายกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกนำมาพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ชี้ว่าหัวใจของการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ไม่ได้อยู่ที่วันเข้าคูหาหย่อนบัตรเลือกตั้งเพียงวันเดียว หากแต่อยู่ที่สภาพแวดล้อมทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ซึ่งต้องปราศจากการข่มขู่คุกคาม และกติกาต้องบังคับใช้อย่างเสมอภาคกับทุกฝ่าย
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ปรากฏการณ์นิติสงคราม ที่กฎหมายถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อเตะตัดขาคู่แข่ง การตีความกฎหมายอย่างหยุมหยิมที่นำไปสู่การยุบพรรคหรือการตัดสิทธิผู้สมัคร ล้วนทำให้สนามเลือกตั้งกลายเป็นลานประหารทางการเมือง ที่ผู้เล่นแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายไม่ได้ยืนอยู่บนระนาบเดียวกันตั้งแต่แรก
ในมุมมองของ ผศ.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เสนอว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน เปรียบเสมือนเสื้อเกราะที่รัดแน่นจนผู้สวมใส่หายใจไม่ออก และกลไกองค์กรอิสระที่ควรทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้ทรงธรรม กลับมีที่มาและโครงสร้างความรับผิดชอบที่ตัดขาดจากประชาชน
รวมทั้งการออกแบบกติกาที่มุ่งเน้นการ “ควบคุม” มากกว่าการ “ส่งเสริม” การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ทำให้สถาบันพรรคการเมืองเปราะบาง และไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางอุดมการณ์ของประชาชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
หากย้อนกลับมาที่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา น้ำแท้ มีบุญสล้าง กล่าวว่า กฎหมายยังคงมีช่องโหว่ในการเอาผิดผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง รวมทั้งความล่าช้าของกระบวนการสืบสวนสอบสวน การขาดบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และภาระการพิสูจน์ที่ซับซ้อน ที่ส่งผลให้ผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองมักหลุดรอดจากเงื้อมมือของกฎหมายไปได้แทบทุกครั้ง
ขณะเดียวกัน บุณยนุช มัทธุจักร ได้ตอกย้ำถึงความพยายามของภาคประชาชนในการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจนิยมที่ซ่อนตัวอยู่ในตัวบทกฎหมาย โดยชี้ให้เห็นว่าตราบใดที่กติกาสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญรวมถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังคงเป็นผลพวงของการรัฐประหาร และไม่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปร่วมร่างกติกาอย่างแท้จริง การเลือกตั้งก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมที่คอยประทับตราความชอบธรรมให้กับโครงสร้างอำนาจเดิมเท่านั้น
เช่นเดียวกับ ปุรวิชญ์ วัฒนสุข ที่วิเคราะห์ว่า ด้วยการบังคับใช้ทางกฎหมาย ส่งผลให้พรรคการเมืองไทยถูกบีบให้กลายเป็นเพียงเครื่องจักรในการเลือกตั้ง มากกว่าจะเป็นสถาบันที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างยั่งยืน
กติกาที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นพรรคการเมืองขนาดใหญ่และสร้างความแตกแยกในระบบรัฐสภา ส่งผลให้รัฐบาลที่ได้มาหลังการเลือกตั้งมักมีเสถียรภาพต่ำ และไม่สามารถผลักดันนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับประชาชนได้จริง
สิ่งนี้คือภาพสะท้อนของการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่ “หวาดระแวงเสียงของประชาชน” มากกว่าจะเชื่อมั่นในวิจารณญาณของพวกเขา

การผูกขาดอำนาจที่หยั่งรากลึกในท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เสนอว่า การจะทำให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมได้นั้นไม่อาจแก้ได้ด้วยการแก้กฎหมายเพียงอย่างเดียว โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองไทยว่า การเลือกตั้งของไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนผูกขาดและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกในระดับท้องถิ่น ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องลงมือผ่าตัดที่การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อทลายโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ที่ดูดเอาทรัพยากรและอำนาจตัดสินใจไปจากท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
สำหรับการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนั้น ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ ตัวแทนจากภาคประชาสังคม ได้ฉายภาพให้เห็นความทุกข์ยากของ “คนตัวเล็กตัวน้อย” ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรและคุณภาพชีวิตที่ดี ที่วิถีชีวิตต้องพึ่งพิงและผูกติดอยู่กับเครือข่ายหัวคะแนนและผู้อุปถัมภ์ในพื้นที่
การซื้อสิทธิขายเสียงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคลที่จะตัดสินด้วยศีลธรรมอย่างเดียว หากแต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องเอาชีวิตรอดในแต่ละวัน
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งสำหรับพวกเขาจึงไม่ใช่การกำหนดอนาคตประเทศ หากเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่พอจะต่อรองเอาผลประโยชน์กลับคืนมาได้บ้าง ก่อนที่อำนาจรัฐและทุนจะกลับไปสู่สถานะเดิมในอีก 4 ปีถัดไป
การมีส่วนร่วมถูกกดทับด้วยความหวาดกลัว
ในมุมมองของกลุ่มอาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้ง และการตรวจสอบทุจริตการจัดการเลือกตั้ง พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ได้เล่าถึงความยากลำบากของการทำงานในพื้นที่จริงว่า อาสาสมัครหลายคนต้องเผชิญหน้ากับการข่มขู่ ความไม่โปร่งใสในการนับคะแนน และการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐที่หลายครั้งเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจในพื้นที่
“เราเจอตลอดเวลาไปตามหน่วยเลือกตั้ง อาสาสมัครของเราโดนไล่อย่างกับหมูหมา ถามว่า คุณเป็นใคร คุณมาทำอะไร ใครใช้คุณมาอะไร ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ถ้าคุณมาช่วยเป็นหูเป็นตา ช่วยให้การเลือกตั้งมันโกงยาก มันก็ควรที่จะส่งเสริม และมันก็เป็นหลักการอยู่แล้ว” พงษ์ศักดิ์ กล่าว
ประสบการณ์ตรงเหล่านี้ตอกย้ำว่ากระบวนการปกป้องสิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้งยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค ดังนั้นในการทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมส่วนหนึ่งต้องมีกลไกคุ้มครองภาคประชาสังคมให้สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
อำนาจนิยมซ่อนตัวในคูหา
ในประชุมคณะอนุกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้เห็นพ้องกันว่า โครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “แช่แข็งอำนาจ” ของชนชั้นนำเอาไว้ ทั้งกฎหมายที่ซับซ้อนเกินเหตุ ประกอบกับการบังคับใช้ที่เลือกปฏิบัติ ได้กีดกันไม่ให้คนหน้าใหม่หรืออุดมการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม ๆ ได้โดยง่าย
การยุบพรรคการเมือง การตัดสิทธิผู้แทนราษฎร หรือการคำนวณคะแนนเสียงด้วยสูตรพิสดาร ล้วนเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ผันผวนไปจากผลลัพธ์ที่ควรจะเป็น
การเลือกตั้งซึ่งโดยปรัชญาแล้วควรเป็นกลไกในการลดความขัดแย้งและจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม กลับถูกแปรสภาพให้กลายเป็นเครื่องมือผลิตซ้ำความเหลื่อมล้ำเสียเอง คนรากหญ้ายังคงไร้ปากเสียงในกระบวนการตัดสินใจระดับชาติ ในขณะที่กลุ่มทุนและเครือข่ายผู้มีอำนาจสามารถปั้นแต่งผลลัพธ์ทางการเมืองผ่านกลไกที่พวกเขามีส่วนเขียนขึ้นเอง
เลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมได้ ต้องเริ่มต้นแก้ที่ กกต.
แนวทางที่จะยกระดับความเป็นธรรมและเสรีของการเลือกตั้งไทย ในวงประชุมได้เน้นถึงการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่และการทำงานของ กกต. ในฐานะต้นตอการเลือกตั้งไทย
ผศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต กล่าวว่า กกต. กำลังเผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมขององค์กร
“วิกฤตของ กกต. เป็นวิกฤตความชอบธรรมเชิงประชาธิปไตย ซึ่งมันเกิดมาจากการออกแบบของรัฐธรรมนูญปี 60 ที่มอบอำนาจกึ่งตุลาการให้อย่างกว้างขวาง แต่ตัดขาดการยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชน”
ทำให้ กกต. เป็นชนชั้นนำ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและกลายเป็นชนชั้นนำครอบงำกระบวนการทางการเมืองผ่านองค์กรอิสระ
เช่นเดียวกับ น้ำแท้ มีบุญสล้าง ที่มองว่าปัญหาการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาจากความอยุติธรรมที่ครอบกติกาไว้ อันเป็นผลพวงจากการรัฐประหารที่ยังคงอยู่
“สำหรับรัฐประหารในสายตาผม มันก็คือการปิดประเทศปล้นล่ะนะครับ ปล้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ความชอบธรรม หรือว่าระบบกฎหมาย ความยุติธรรม มันถูกปล้นไปหมดแล้ว”
ทางด้าน ปุรวิชญ์ วัฒนสุข เสนอว่าวิสัยทัศน์ที่ควรเป็นของ กกต. คือมองตัวเองเป็นพาร์ทเนอร์ ในการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ มากกว่าผูกขาดอำนาจการจัดการเลือกตั้ง โดยมีข้อเสนอว่า กกต. ต้องเปิดเผยข้อมูลการทำงานอย่างครบถ้วน ในเวปไซต์ข้อมูลเปิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง opendata.ect.go.th ด้วย เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินผลการทำงาน เพราะถ้าไม่มีการประเมินมันก็ไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นจึงต้องมีการเปิดเผยการทำงานของ กกต. ด้วย เพื่อที่จะสามารถประเมินได้
ในการเปิดเผย ประเมิน และปรับปรุงการทำงานของ กกต. ถือว่าส่วนหนึ่งของความรับผิดรับชอบ (Accountability) ขององค์กรจัดการเลือกตั้ง ซึ่ง รศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มองว่า
“ปัญหาสำคัญของ กกต. คือไม่มี accountability ต่อกฎหมาย แล้วต่อประชาชน ซึ่งเรายังขาดเครื่องมือในการคุมให้ กกต. อยู่ใต้กฎหมาย พอไม่เป็นไปตาม พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนก็ไม่รู้จะไปฟ้องศาลอะไร”
อีกทั้งในการประเมินการทำงาน ของ กกต. รศ.ปริญญา เสนอให้ใช้การประเมินผลโดยประชาชนมาถ่วงดุล โดยยกตัวอย่างการจัดการเลือกตั้งในญี่ปุ่นว่า
“ศาลสูงสุดคือ Supreme Court ของญี่ปุ่น มี 15 คน ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งทั่วไป ทั้ง 15 คนจะถูกประเมินโดยประชาชน ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีศาลสูงญี่ปุ่นถูกปลดไปแล้วกี่คน 0 คนครับ เพราะพอทุกคนรู้ตัวว่า ตัวเองจะถูกประเมิน ถูกเอาออกได้ด้วยประชาชน ทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ให้อย่างถูกต้องเหมาะสม อันนี้คือเครื่องมือที่ทรงพลังมากที่เราไม่เคยเอาเข้ามาใช้”
สำหรับข้อเสนอในการปฏิรูป กกต. บุณยนุช มัทธุจักร ได้เสนอโจทย์ใหญ่ดังนี้
- กกต. ควรมาจากคณะกรรมการสรรหาหรือไม่ หากเห็นสมควร คณะกรรมการสรรหาควรมีองค์ประกอบอย่างไร?
- สัดส่วน กกต. ทั้ง 7 คน ควรมาจากการคัดเลือกรูปแบบเดียวหรือคงที่มาตามสัดส่วนเช่นเดิม?
- กกต. แต่ละคน ควรมีความเชี่ยวชาญในด้านใดบ้าง?
- องค์กรที่จะมีอำนาจลงมติเห็นชอบให้ถอดถอน กกต. และส่งคำร้องถอดถอนของประชาชนไปยังรัฐสภาควรเป็นอำนาจของ ป.ป.ช. หรือไม่?
- ประชาชนควรมีส่วนร่วมอย่างไรในการบริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง?
ในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็น กกต. นั้น เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง เสนอว่า ไม่ควรมีบุคลากรทางด้านตุลาการมาเป็น กกต. โดยให้เหตุผลว่า
“อย่าไปกำหนดเอาบุคลากรฝ่ายตุลาการมาเป็น กกต. เพราะบุคลากรฝ่ายตุลาการขาดทางเรื่องของการบริการ ชีวิตคนเป็นผู้พิพากษา เขาไม่เคยต้องทำงานในลักษณะต้องบริการผู้คนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในการตัดสินใจตีความ ก็จะตีความกฎหมายอย่างเดียว คือคนลำบากคนเดือดร้อน เขาก็ไม่ได้สนใจ”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ถอดรหัสเลือกตั้ง 69 ชนวนวิกฤตศรัทธา สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล
- ทำความรู้จักโครงสร้างการทำงาน กกต.
- ปฏิรูป กกต. ฟื้นวิกฤตความเชื่อมั่น




