แต่ทว่าทุกครั้งที่เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาการเลือกตั้งไปจนถึงหลังเลือกตั้งเสร็จ กลับพบปัญหาการจัดการของ กกต. ตลอดมา เช่นเดียวกับการเลือกตั้งและลงประชามติ 69 ที่ใช้งบประมาณถึง 7,824,040,100 บาท แต่เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดใหญ่หลวง จนนำไปสู่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความรับผิดชอบของ กกต. รวมถึงความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณแผ่นดิน
เสียงสะท้อนต่อความผิดพลาดของ กกต.
ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นในเลือกตั้ง 69 เช่น กกต. กําหนดการลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพียง 3 วันเท่านั้น (3-5 ม.ค. 69) ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าน้อยไป อีกทั้งการประชาสัมพันธ์กระชั้นชิดและไม่ทั่วถึง ระบบการลงทะเบียนก็ไม่สามารถรองรับการลงทะเบียนจํานวนมากพร้อมกันได้ ทำให้ประชาชนลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้
ทำให้มีประชาชนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขต มากถึง 812,369 คน (คิดเป็น ร้อยละ 33.7 ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด) นำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
อย่างไรก็ตาม 3 ก.พ. 69 ศาลปกครองยกฟ้อง กรณีเปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตกระชั้นชิด จนเว็บล่ม เป็นผลให้ประชาชนลงทะเบียนไม่ทัน เสียสิทธิกว่า 8 แสนคน ชี้ กกต. ปฏิบัติตามระเบียบ และยังมีช่องทางลงทะเบียนถึง 3 ช่องทาง และเป็นการกระทําที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
นอกจากนี้ แต่ละครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้ง มักพบปัญหาความผิดพลาดเดิม ๆ เช่นการเลือกตั้งที่ผ่านมาพบว่า การประกาศผลการเลือกตั้งมีความล่าช้า ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน
เช่นเดียวกับการเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขต 1 ก.พ. 69 ที่พบว่ามีข้อร้องเรียนถึงความผิดพลาดอยู่หลายกรณี
- กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเขียนรหัสหน้าซองที่ใช้ใส่บัตรเลือกตั้งก่อนหย่อนลงหีบผิดพลาดหลายหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งความผิดพลาดนี้อาจส่งผลต่อการจัดส่งบัตรไปยังเขตเลือกตั้งผิด นำไปสู่การนับคะแนนที่ผิดและบัตรเสียจำนวนมาก บางเขตพบว่าเจ้าหน้าที่ไม่เซ็นชื่อบนรอยต่อซอง ไม่ปิดเทปใส และแจกบัตรเลือกตั้งผิดเขต
- หน่วยเลือกตั้งหลายหน่วยไม่มีกระดานให้ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิ ไม่แนะนำผู้สมัครหรือพรรค หรือแนะนำแบบผิด ๆ บ้างไม่มีรูปผู้สมัคร บ้างรายชื่อไม่ครบ ไม่ติดรายชื่อของผู้สมัครบางคน หรือยังแสดงชื่อผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว บางเขตติด QR Code รายชื่อข้อมูลผู้สมัคร สส. ในการเลือกตั้งปี 66 แทน
- ผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า-นอกเขตแล้ว เมื่อไปใช้สิทธิกลับไม่พบชื่อตนเองบนกระดานรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิได้ เพราะไม่สามารถกลับไปใช้สิทธิตามภูมิลำเนาตนเองในวันที่ 8 ก.พ. มากไปกว่านั้น ยังพบรายชื่อคนแปลกหน้าในทะเบียนบ้าน หรือมีชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว
ความผิดเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคะแนนเสียงเลือกตั้ง และอาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างสุจริตเป็นธรรม แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอีก และอาจจะเกิดขึ้นต่อ หาก กกต. ไม่ถอดบทเรียน ปรับปรุงการทำงาน แม้จะเปลี่ยนคณะกรรมการ กกต. มาแล้ว 6 ชุด แต่ก็ยังผิดพลาดเหมือนเดิม
นอกจากนี้ ยังนำไปสู่การตั้งคำถามว่า ประชาชนจะสามารถทำอะไรได้บ้างให้ กกต. รับผิดรับชอบกับความผิดพลาดซ้ำซากนี้ได้บ้าง
คำตอบคือ มิอาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ได้ตัดบทบัญญัติสิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง กกต. เช่นเดียวกับ ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกาประธานศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ กกต. ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน และประชาชนไม่สามารถทำหน้าที่ตววจสอบ กกต. ได้โดยตรง
คำชี้แจงจาก กกต. หลังเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. 69
หลังการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เต็มไปด้วยปัญหาความผิดพลาด จนนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นของประชาชนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะโปร่งใสและเป็นธรรม แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” วันที่ 4 ก.พ. 69 ตอบโตประชาชนในลักษณะที่ว่า “หากประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง”
ทางด้าน บุญเรือน ไทยวัฒนธรรม ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ กกต. กล่าวกับ Policy Watch ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 69 ถึงข้อผิดพลาดในการจัดการการเลือกตั้งล่วงหน้าว่า
“ในขณะนี้ ในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นของกรรมการหน่วยที่มีกับเกือบแสนหน่วยที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ทางสำนักงานกกต. ได้เน้นย้ำและกำชับไปทางทุกจังหวัดในการปฏิบัติงานของกปน. (กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง) ทุกหน่วยเลือกตั้ง ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย แล้วปฏิบัติหน้าที่ให้ด้วยถูกต้อง เพื่อป้องกันเหตุการณ์ร้องเรียนที่จะมีขึ้นในเรื่องของการกระบวนการลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง”
สำหรับความรับผิดรับชอบและการถอดบทเรียนจากปัญหาที่ผ่านมา บุญเรือน กล่าวว่า
“เราก็ต้องยอมรับว่า มันมีข้อผิดพลาดขึ้นจริง แต่ในการทำงานของคนที่ปฏิบัติหน้าที่ภายในหน่วยเลือกตั้งหรือ กปน.ที่จะมีการเลือกตั้งจำนวนแสนหน่วย ในข้อผิดพลาดของ กปน. อาจจะมีบ้าง
ถ้าประชาชนเห็นข้อผิดพลาดสามารถทักท้วงได้หรือสามารถสอบถามได้ ซึ่ง กปน. ทุกคนพยายาม ถ้ามีการทักท้วงจะมีการแก้ไขโดยทันที ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็จะทำไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าวที่เกิดขึ้นอีก
แต่ละหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยจะมีป้ายไวนิล ที่เป็นข้อมูลของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อติดอยู่ที่ด้านในหน่วยเลือกตั้งหรือด้านหลังคูหาขึ้นอยู่กับหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ ที่จะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ดูว่า ท่านจะเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขตท่านไหน หรือพรรคการเมืองใดได้ เพื่อจัดการกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งทั้งสองประเภทไม่ผิดพลาด แล้วก็ไปใช้สิทธิ์ในการออกเสียงประชามติภายในหน่วยเลือกตั้งเดียวกัน”
กกต. ถูกประเมินให้สอบตก
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ผู้อำนวยการมูลนิธิวีวอทช์ (WE WATCH FOUNDATION) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ที่จับตาการเลือกตั้งทุกระดับให้โปร่งใส ยุติธรรม ได้เผยถึงปัญหาของ กกต. ว่า
กกต. มักอ้างว่าได้ดำเนินการตามระเบียบกฎหมาย และทำบางเรื่องไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายบอกให้ทำแต่ กกต.มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานเสนอต่อรัฐสภาทุกปี
และหาก กกต.พบว่ามีช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเกิดปัญหา กกต.มีหน้าที่ต้องระบุไว้ในรายงานและเสนอแนะแนวทางแก้ไขต่อรัฐสภา
เท่าที่ทราบในชั้น กมธ. ทาง กกต. ไม่ค่อยให้ความร่วมมือ ไม่ค่อยจะมาร่วมประชุม หรือมักส่งคนไม่มีอำนาจตัดสินใจ มาร่วมรับฟัง บางครั้งกมธ. การพัฒนาการเมืองฯ ของทั้งฝั่ง สส.และ สว. ต้องเดินทางกันไปที่สำนักงาน กกต. เอง เพื่อหารือแทนที่ กกต.จะมาหารือร่วมกันที่สภา
ทั้ง ๆ ที่จริงเเล้ว หน้าที่หลักของ กกต. คือการคุ้มครองและอำนวยการใช้สิทธิ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามติของประชาชน ความผิดพลาดของการจัดการการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนที่มาใช้สิทธิ เสียสิทธิ์ เข้าไม่ถึงสิทธิ์ และสิทธิ์เขาไม่ถูกนับ ถือเป็นการทำลายเจตจำนงของประชาชน ผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย
และในกรณีที่ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ที่ว่า “หากประชาชนไม่มั่นใจในกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” ถือการผลักภาระความล้มเหลวให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์
ทั้งนี้ พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน ย้ำว่า ตามมาตรฐานสากลขององค์กรจัดการเลือกตั้งทั่วโลกได้กำหนดตัวชี้วัดเรื่อง Voter Education ที่กำหนดให้จำนวนบัตรเสียควรมีแค่ 3.5% เท่านั้น ถ้ามีบัตรเสียมากกว่า 3.5% แสดงว่าประเทศนั้น ๆ มีปัญหาการให้ความรู้ความเข้าใจกับโหวตเตอร์ แต่ผลปรากฏว่าประเทศไทยบัตรเสียมากถึง 7.51% เลวร้ายเกือบที่สุดแล้วในภูมิภาค แต่ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรจัดการเลือกตั้งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
นอกจากนี้ การอำนวยความสะดวกให้กลุ่มผู้พิการของกกต. ยังพบว่า ผู้พิการประสบปัญหาการเลือกตั้งทุกครั้ง แต่ กกต. มักอ้างว่ามีการจัดหน่วยพิเศษแล้ว ซึ่งมีเพียงไม่กี่แห่ง จึงไม่ตอบโจทย์คนพิการทั่วประเทศ
แม้จะมีคู่มือการจัดหน่วยสำหรับคนพิการที่ กกต. ทำร่วมกับภาคประชาชนแล้ว แต่ กกต. ไม่เคยนำไปบรรจุในการอบรม กปน. อย่างจริงจัง ทำให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิ์ผู้พิการ เช่น กรณีประธานหน่วยเลือกตั้งใช้ดุลพินิจ ไม่ให้ญาติช่วยกากบาทในคูหาเลือกตั้ง จนผู้พิการเสียสิทธิ์
เช่นเดียวกับ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง กกต. ว่า
โหวตเตอร์และประชาชนมีความคลางแคลงหรือไม่ไว้ใจการเลือกตั้ง ถือว่าเป็นจุดอ่อนของระบบของ กกต. และที่ผ่านมา กกต. ก็ไม่ได้ศึกษาหรือถอดบทเรียนอย่างจริงจัง จำนวนผู้ไม่ใช้สิทธิเลือกตั้งก็สะท้อนถึงการทำงานของ กกต. ซึ่ง กกต. ก็ไม่ได้ศึกษาหรือถอดบทเรียนถึงเรื่องคนไปเลือกตั้งเพียง 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
คนไม่ไปเลือกตั้งเพราะไม่อยากเลือกตั้งก็แล้วไป แต่ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่มีอะไรบางอย่างที่เขาเข้าไม่ถึงหรือไปไม่ถึงคูหาเลือกตั้ง เพราะเรามีช่องงดออกเสียง และปัจจุบันมีกฎหมายบังคับให้การเลือกตั้งเพราะเป็นหน้าที่ แต่ตัวเลขการใช้สิทธิ์ก็เพิ่มขึ้นมาไม่มาก จาก 70 % เพิ่มเป็น 75 %
แล้วการบังคับให้เลือกตั้งยุ่งกว่าอีกเพราะเราต้องคอยมาแจ้งเหตุที่ไม่ไป ต้องมาคอยตัดสิทธิ์ประชาชน ทำบัญชีผู้มีสิทธิ์ไม่มีสิทธิ์ วุ่นวายนะครับ ผมว่ามาลงทุนอีกแบบดีกว่านะครับ มาลงทุนวิธีการวิจัยดีกว่าว่า 25 % ที่เหลือที่เขาไม่ไปเลือกตั้ง เพราะอะไรผมเชื่อว่าคนไทยตื่นตัวถึง 80 %
อย่าเพิ่งรณรงค์เชิญชวนให้ไปเลือกตั้งเยอะ ๆ แต่ต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า คนไปเลือกตั้งน้อย เกิดจากอะไร วิจัยเลย แล้วค่อยมาแก้ปัญหาตามที่ได้ผลการวิจัยหรือถอดบทเรียน
อำนาจที่มากล้นของ กกต.
เนื่องจากหน้าที่และอำนาจหลัก กกต. มีทั้ง
- จัดการเลือกตั้งและประชามติ ควบคุม ดำเนินการ และดูแลการเลือกตั้งทุกระดับให้เป็นไปตามกฎหมายทั้งการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติ รวมทั้งประกาศผลอย่างเป็นทางการ
- ออกกฎระเบียบ ออกกฎหมาย คำสั่ง และประกาศที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง
- สืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัย กกต. มีอำนาจสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียน วินิจฉัยชี้ขาด สั่งนับคะแนนใหม่ หรือสั่งเลือกตั้งใหม่ หากพบการทุจริต
- สั่งระงับสิทธิ/เพิกถอนสิทธิ กกต. มีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครที่กระทำผิดกฎหมาย โดยมีเครื่องมือลงโทษได้แก่
ใบเหลือง คือ อำนาจการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยยังไม่พบชัดเจนว่ามีผู้ใดกระทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
ใบส้ม เป็นการใช้อำนาจดึงผู้สมัครที่ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามออกจากการเลือกตั้งชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามายุ่งเหยิงกับการเลือกตั้งครั้งนั้น หรือการเลือกตั้งใหม่ที่จะจัดขึ้น ในกรณีที่ผู้สมัครนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้ กกต. สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
ใบแดง หลังจากประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต. สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น เป็นเวลา 10 ปี และหากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ศาลจะต้องสั่งให้ผู้นั้นต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่เป็นเหตุให้มีคำสั่ง
ใบดำ เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นไม่มีกำหนด ซึ่งเสมือนกับโทษประหารชีวิตทางการเมือง ถ้าผู้สมัครคนไหนได้ ใบดำ จะไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกเป็น สส. สว. สมาชิกท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ตลอดไป
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน มองว่าด้วยบทบาทหน้าที่นี้ เท่ากับว่า กกต. มีอำนาจมากที่ทั้งจัดการการเลือกตั้งเอง ตรวจสอบเอง ตัดสินเอง ทั้งสามเสาหลักของการปกครอง คือ บริหาร(จัดการควบคุมการเลือกตั้ง) นิติบัญญัติ (ออกกฎระเบียบ ควบคุมการเลือกตั้ง และผู้สมัคร)ตุลาการ (สืบสวน สอบสวน ตัดสินคดี ข้อเรียกร้อง ให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ) ถือว่ามีอำนาจมากเกินไป
ถือว่ามีอำนาจมากเกินไป และอาจทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะ สว. เป็นผู้เห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต. และ กกต. ก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดและยื่นคำร้องต่อศาลฏีกา เช่นคดีทุจริตการเลือก สว.ปี2567 ว่าเห็นควรสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่
ปฏิรูป กกต. กู้วิกฤตประสิทธิภาพและความไว้ใจจากประชาชน
พงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน แนะนำทางออกว่า เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ประชาชนยังไม่สามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบ กกต. ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ได้ตัดบทบัญญัติสิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ป.ป.ช. ประธานศาลฎีกาประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ที่ระบุที่มาที่ไป อำนาจหน้าที่และการตรวจสอบ กกต. อย่างชัดเจนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม และควรมีคณะกรรมการสรรหา กกต. ที่มาจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ประชาชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค เพราะการเลือกตั้งเป็นเรื่องเทคนิค และผู้ที่จะเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็น กกต. และตรวจสอบการทำงาน ต้องเป็น สส. ไม่ใช่ สว.
และควรจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบการเลือกตั้ง ประกอบด้วยองค์กรภาคประชาชนหรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ให้ข้าราชการมาเป็นคนควบคุมดูแล และไม่ใช่ กกต. เป็นผู้ตรวจสอบกันเองอย่างที่เป็นอยู่
อีกทั้ง ในการจัดระเบียบ กกต. นั้น พงษ์ศักดิ์ เสนอให้ดูโมเดลอินโดนีเซีย ซึ่งมีองค์กรลักษณะเดียวกับ กกต. คือองค์กรที่ชื่อ The General Elections Commission (Komisi Pemilihan Umum : KPU) ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




