ความเคลื่อนไหวล่าสุด
6 ม.ค. 69 ข่าวประชาสัมพันธ์ กกต. เผยแพร่ตัวเลขผู้ลงทะเบียน ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่ 20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 จำนวน 2,410,425 คน และผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกอาณาจักร ตั้งแต่ 3-5 ม.ค.69 จำนวน 1,598,056 คน
3 ม.ค. 69 กกต. เผยแพร่เอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทางข่าวประชาสัมพันธ์ในเวปไซต์ สำหรับเอกสารรูปเล่มอยู่ระหว่างดำเนินการจัดส่งให้เจ้าบ้านทุกครัวเรือน
2 ม.ค. 69 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69 พร้อมกำหนดประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
30 ธ.ค. 69 ครม.เห็นชอบตามที่ กกต. เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง-ประชามติ โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. 6 ประเด็น ดังนี้
- ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
- สนับสนุนสถานที่ราชการเพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ ให้เพียงพอและเหมาะสม
- ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมรองรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
- ให้หน่วยงานสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่าง ๆ ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ
- กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ให้หน่วยงานรัฐ จัดยานพาหนะไป-กลับ และอำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง
28 ธ.ค. 69 กกต. เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เตรียมเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ภายในวันที่ 3-5 ม.ค. 69 เพื่อไปใช้สิทธิในวันที่ 8 ก.พ. 69 วันเดียวเท่านั้น ตามเขตที่ได้ลงทะเบียนไว้
25 ธ.ค. 68 กกต. วางแนวทางจัดการเลือกตั้งและประชามติพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชา 7 จังหวัด รองรับสถานการณ์ไม่สงบ อำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพ และปรับเปลี่ยนหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ไม่ปลอดภัย
24 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษาประกาศระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ และ หลักเกณฑ์และวิธีการการจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จะต้องจัดทำประชามติ
23 ธ.ค. 68 ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงาน กกต. ตั้งดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 8,978,267,690 บาท ประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเอง จำนวน 7,276,423,790 บาท
2. ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานสนับสนุนที่ร่วมดำเนินการ จำนวน 1,701,843,900 บาท
23 ธ.ค. 68 กกต. ชี้แจงว่า สื่อมวลชน ประชาชน ชุมชน หรือคณะบุคคลใดก็ตาม สามารถแสดงความเห็นได้ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจประกอบการออกเสียงประชามติ ตาม พ.ร.บ.ประชามติ 2564 ฯ มาตรา 17
22 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
20 ธ.ค. 68 กกต. เผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ระบุว่า การออกเสียงประชามติ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการเลือกตั้ง สส. ให้กำหนดเป็นวันเดียวกันได้และกำลังเตรียมประกาศระเบียบฯ ในราชกิจจานุเบกษา
15 ธ.ค. 68 ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง กำหนดวันและเวลาการออกเสียงลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลาง ลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ประกาศฉบับดังกล่าวระบุว่า ด้วยได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นวันเลือกตั้ง
12 ธ.ค.68 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกายุบสภา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า จะมีคำถามประชามติ 2 ข้อ คือ
- เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยพิจารณาเลือกจากคำถามที่รัฐสภาลงมติทั้งสิ้น 4 คำถาม
- เห็นชอบกับการยกเลิก MOU ปีใด หรือไม่
และการกำหนดวันออกเสียงประชามตินั้นไม่จำเป็นต้องมีกรอบ 60 วัน เพราะ ตาม พ.ร.บ. ประชามติฯ มาตรา 11 ระบุว่า ครม. สามารถกำหนดวันออกเสียงประชามติใหม่ได้ ถ้ามีความจำเป็น
11 ธ.ค.68 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไป
ทั้งนี้ที่ประชุมรัฐสภาเลื่อนพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเห็นชอบส่งแนวคำถามประชามติ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ไปยัง ครม.
10 ธ.ค. 68 การประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ.. ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง มีมติเห็นชอบสูตร 20 หยิบ 1 เลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญโดยได้เข้าสู่ร่างมาตราสำคัญ ว่าด้วยวิธีการได้มาของกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้รัฐสภาคัดเลือก ด้วยสูตร 20 หยิบ 1 ที่ให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่มกันกลุ่มละ 20 คนเลือกกมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ 1 คนเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งการเสนอดังกล่าวจะถือว่าได้รับเลือกโดยไม่มีการลงมติ.
28 พ.ย. 68 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.2568
25 พ.ย. 68 ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภา 10-11 ธ.ค. เปิดทางแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จวาระ 3 ก่อนสิ้นปี
คำแถลงนโยบายระบุว่า “สิ่งที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อแรกคือ จะไม่ไปแตะหมวด 1 และหมวด 2 และพระราชอำนาจที่อยู่ในมาตราต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องหลัก และตั้งใจจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จบภายใน 4 ปี ตามวาระรัฐบาล”
รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะให้เสร็จสิ้นพร้อมมีกฎหมายลูกประกอบ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่สามารถทำได้เลย และตั้งมั่นที่จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เพื่อนำมาใช้ให้ได้ ซึ่งก็ต้องพยายามรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด สามารถที่จะลดความขัดแย้ง ไม่อยากให้การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการสร้างความขัดแย้งใหม่ให้เกิดขึ้นและไม่ให้มีข้อถกเถียงที่แตกต่างกัน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ และคิดว่าการทำรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย จำเป็นต้องมีวิวัฒนาการและเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือกตั้งที่ดี
ข้อแตกต่างระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ เพื่อไทย-ก้าวไกล
พรรคเพื่อไทย มีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายผลักดันให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย ขจัดการสืบทอดอำนาจเผด็จการ สร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน
- • จัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยคงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและผ่านขั้นตอนการออกเสียงลงประชามติโดยประชาชน
- • “ปฏิรูประบบราชการทั้งระบบ” ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว และมีความโปร่งใส
- • ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เพื่อความโปร่งใส คำนึงถึงหลักนิติธรรม “สร้างกระบวนการยุติธรรมที่ซื้อไม่ได้”
- • ปรับปรุงยกเลิกกฎหมายทั้งหมดตามความจำเป็นลดกฎหมาย ลดขั้นตอน ลดการใช้ดุลยพินิจ
- • กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระ มีการคานอำนาจและมีความโปร่งใส
- • ปฏิรูปกองทัพเป็นทหารมืออาชีพ ป้องกันการก้าวก่ายแทรกแซงทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีความเป็นทหารอาชีพ และแก้ไขกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้เข้ารับราชการทหารโดยสมัครใจ
- • เสนอกฎหมายป้องกันต่อต้านการรัฐประหาร
- • กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดนำร่อง
ส่วนพรรคก้าวไกล ระบุถึงเหตุผลในการแก้ไขรัฐบาลว่ารัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 เป็นต้นตอของปัญหาการเมืองไทย เพราะมีที่มา กระบวนการ และเนื้อหา ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากแต่ออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารและระบอบประยุทธ์ อีกทั้งยังถูกเขียนโดยคนไม่กี่คนที่ คสช. แต่งตั้งอันเป็นผลให้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2560 มีการขยายอำนาจของสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่ยึดโยงกับ คสช. และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ
นอกจากนั้นแล้วกระบวนการประชามติในปี 2559 ไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานประชาธิปไตย เพราะไม่ได้เปิดให้ทั้งสองฝ่ายรณรงค์ได้อย่างเท่าเทียมกัน มีคำถามพ่วงที่กำกวมและชี้นำ และเกิดขึ้นในสภาวะที่ประชาชนถูกบีบว่าหากไม่รับร่าง คณะรัฐประหารจะอยู่ในอำนาจต่อและจะไม่มีการเลือกตั้ง
ข้อเสนอ
- ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยมีเนื้อหาที่ครอบคลุมอย่างน้อย 3 ด้าน
- ปิดช่องรัฐประหาร เพื่อไม่ให้รัฐธรรมนูญถูกฉีกได้ง่าย
- เพิ่มสิทธิของประชาชนในการต่อต้านรัฐประหาร และ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะรัฐประหาร
- ห้ามศาลทั้งปวงรับรองรัฐประหาร และกำหนดให้ทุกสถาบันทางการเมืองมีหน้าที่ร่วมกันในการปกป้องประชาธิปไตย
- ห้ามนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร และ เปิดช่องให้ประชาชนดำเนินคดีกับผู้ก่อรัฐประหารในความผิดฐานกบฎได้
- ปกป้องเสียงของประชาชน ผ่านการรื้อกลไกที่ถูกใช้ในการสืบทอดอำนาจ
- ยกเลิกวุฒิสภาของ คสช. ทำให้รัฐสภาเป็นของประชาชน อำนาจ-ที่มามีความชอบธรรม
- ยกเครื่องศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระ ทำให้เป็นกลาง มีระบบตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชน
- ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้นโยบายเท่าทันโลก และกำจัดข้ออ้างในการไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
- ปลดล็อกท้องถิ่น เพื่อให้อำนาจในการกำหนดอนาคตของทุกพื้นที่ทุกจังหวัด อยู่ในมือของประชาชนผู้เกิด-ผู้อาศัย-ผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่ ไม่ใช่ส่วนกลาง
เมื่นที่ 25 ธ.ค. 2566 ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 แถลงผลประชุมฯ ว่า
- จะถามคำถามเดียวว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำ รธน. ฉบับใหม่ โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”
- ทำประชามติ 3 รอบ
- 1. การทำประชามติถามประชาชนว่าเห็นด้วยกับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ (ก่อนแก้ไข)
- 2. การทำประชามติตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256
- 3. การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (หลังยกร่างฉบับใหม่ ก่อนทูลเกล้าฯ ถวาย)
- คณะกรรมการจะนำข้อสรุปที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ม.ค. 2567 หรือภายในไตรมาศแรกของปี 2567 ต่อไป
- ที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) การออกแบบที่มาของสสร. ขึ้นอยู่กับกระบวนการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในรัฐสภา
- งบประมาณ คาดว่าการทำประชามติแต่ละครั้งใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท