หรือถ้าผลประชามติออกมาคะแนน “ไม่เห็นชอบ” มากกว่า ก็จะเท่ากับปิดประตูเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประเทศไทยอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มรดกคณะรัฐประหารกันต่อไปอีกยาว
ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้พูดถึงการ “กระจายอำนาจ” แม้แต่ครั้งเดียว และยังรัฐธรรมนูญที่ลดทอนสิทธิประชาชนทั้งการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชุมชน สิทธิในการแสดงความเห็นต่อโครงการที่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน
การออกเสียงประชามติ 2569
เนื่องจากประชามติสามารถทำได้เพียงวันเดียวเท่านั้นคือวันที่ 8 ก.พ. 69 ไม่มีประชามติล่วงหน้า ซึ่ง กกต. ได้แจงว่า เป็นเพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ แต่มีสิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกอาณาจักร ซึ่งจะต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิ ภายในวันที่ 3 – 5 ม.ค. 69 เท่านั้น
การออกเสียงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการทำประชามติรอบแรกใน 3 ครั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 68 ที่กำหนดว่า
- รอบที่ 1ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
- รอบที่ 2ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า มีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร
- รอบที่ 3 ภายหลังรัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
โดยการลงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
สำหรับคำถามประชามติครั้งที่ 1 นั้น เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีส่งคำถามไปยัง กกต. เมื่อ 16 ธ.ค. 2568 ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
และการทำประชามติครั้งนี้ เป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมจาก กฎหมายเดิม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ประหยัดงบประมาณ ลดภาระของหน่วยงานรัฐ และปรับปรุงขั้นตอนการออกเสียงประชามติให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อการลงประชามติวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งกฎหมายประชามติฉบับใหม่ มีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้
- ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority) คือ ประชามติจะมีข้อยุติตามเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็น “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” แต่คะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามติ จากเดิมที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) หรือเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิออกเสียง ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
- ทำประชามติพร้อมเลือกตั้งทั่วไป-เลือกตั้งท้องถิ่นได้หากมีวันใกล้เคียงกัน โดยคำนึงถึงในความจำเป็นเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ
- วิธีการออกเสียงสามารถกระทำได้โดยวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีหรือช่องทางสมัยใหม่เพื่อให้ประชาชนสะดวกและเข้าถึงการออกเสียงได้มากขึ้น แทนการออกเสียงโดยใช้บัตรออกเสียงที่เป็นกระดาษเท่านั้น
- จากที่ไม่อนุญาตให้เสนอคำถามประชามติออนไลน์ เปลี่ยนเป็นประชาชน 50,000 คน สามารถเข้าชื่อออนไลน์เพื่อเสนอคำถามประชามติได้
- กกต. ต้องเผยแพร่ข้อมูล ขั้นตอนการลงคะแนนประชามติอย่างรอบด้าน เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายทั้งที่เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือเห็นต่างกับประชามติ แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระและเท่าเทียมกัน
กว่าจะถึงวันได้ลงประชามติ
สำหรับประชามติที่จะมาถึงวันที่ 8 ก.พ. 69 พร้อมกับเลือกตั้งทั่วไป มีที่มาที่ไปและเส้นทางย้อนกลับไปดังนี้
- ภายใน 9 เม.ย. 69 ประกาศผลลงเลือกตั้ง
- 11 ก.พ. 69 วันที่ กกต. คาดว่าจะประกาศผลประชามติ
- 8 ก.พ. 69 ลงประชามติวันเดียวพร้อมเลือกตั้ง ไม่มีประชามติล่วงหน้า มีเพียงการออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร
- 1 ก.พ. 69 เลือกตั้งล่วงหน้า แต่ลงประชามติล่วงหน้าไม่ได้
- 2 ม.ค. 69 ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69 พร้อมกำหนดประเด็นคำถามว่า“ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
- 30 ธ.ค. 69 ครม.เห็นชอบตามที่ กกต. เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง-ประชามติ ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมรองรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ และกรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ให้หน่วยงานรัฐ จัดยานพาหนะไป-กลับ และอำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง
- 28 ธ.ค. 69 กกต. ประชาสัมพันธ์ว่า จะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ภายในวันที่ 3-5 ม.ค. 69 เพื่อไปใช้สิทธิในวันที่ 8 ก.พ. 69 วันเดียวเท่านั้น ตามเขตที่ได้ลงทะเบียนไว้
- 23 ธ.ค. 68 กกต. ชี้แจงว่า สื่อมวลชน ประชาชน ชุมชน หรือคณะบุคคลใดก็ตาม สามารถแสดงความเห็นได้ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจประกอบการออกเสียงประชามติ
- 22 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
- 16 ธ.ค. 68 ครม. ส่งคำถามในการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 ไปยัง กกต. 2 แนวคำถาม จากทั้งมติของรัฐสภาและของครม. เอง
- 15 ธ.ค. 68 กกต. กำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นวันเลือกตั้ง
- 12 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกายุบสภา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน
- 11 ธ.ค. 68รัฐสภาส่งแนวคำถามประชามติ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ไปยัง ครม.ในช่วงเวลาที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กำลังจะยุบสภา
- 21 ต.ค. 68 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปิดทางให้การออกเสียงประชามติตรงกับวันเลือกตั้งได้ และอำนวยความสะดวกในการลงประชามติมากขึ้น
- 10 ก.ย. 68 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ให้รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ซึ่งการออกเสียงประชามติต้องมี 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจรวมเป็นครั้งเดียวกันได้
ประวัติศาสตร์ประชามติ
การทำประชามติครั้งนี้เป็นการทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่นเดียวกับประชามติที่ผ่านมา ดังนี้
1. ประชามติ วันที่ 19 สิงหาคม 2550 เพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
มี 1 คำถาม คือ การถามความเห็นชอบและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมีตัวเลือกทั้งหมดให้เลือก 2 ตัวเลือก คือ 1. เห็นชอบ และ 2. ไม่เห็นชอบ
จำนวนหน่วยออกเสียง 87,908 หน่วย จำนวนประชากร 62,828,706 คน
ผลการออกเสียงประชามติรวมทั้งประเทศ
- เห็นชอบ 14,727,306 เสียง (57.81%)
- ไม่เห็นชอบ 10,747,441 เสียง (42.19%)
การใช้สิทธิออกเสียงประชามติรวมทั้งประเทศ
- จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 45,092,955 คน
- จำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 25,978,954 คน (57.61%)
- จำนวนบัตรที่นับเป็นคะแนน 25,474,747 บัตร (96.06%)
- จำนวนบัตรที่ไม่นับเป็นคะแนน 504,207 บัตร (1.94%)
2. ประชามติ วันที่ 7 สิงหาคม 2559 เพื่อรับรองร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560
มี 2 คำถาม ดังนี้
คำถามที่ 1 “ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช … ทั้งฉบับ”
มีตัวเลือกทั้งหมด 2 ตัวเลือก คือ 1. เห็นชอบ และ 2. ไม่เห็นชอบ
คำถามที่ 2 เป็นคำถามที่อนุญาตให้มีบทเฉพาะกาล ที่ ส.ว. มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีคำถามว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”
มีตัวเลือกทั้งหมด 2 ตัวเลือก คือ 1. เห็นชอบ และ 2. ไม่เห็นชอบ
จำนวนหน่วยออกเสียง 94,260 หน่วย จำนวนประชากร 64,930,085 คน
ผลการออกเสียงประชามติรวมทั้งประเทศ
ประเด็นที่ 1 ร่างรัฐธรรมนูญ
- เห็นชอบ 16,820,402 เสียง (61.35%)
- ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%)
ประเด็นที่ 2 คำถามเพิ่มเติม
- เห็นชอบ 15,132,050 เสียง (58.07%)
- ไม่เห็นชอบ 10,926,648 เสียง (41.93%)
การใช้สิทธิออกเสียงประชามติรวมทั้งประเทศ จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียง 50,071,589 คน
- จำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง 29,740,677 คน (40%)
- จำนวนบัตรที่นับเป็นคะแนน 28,804,432 บัตร (85%)
- จำนวนบัตรเสีย 936,209 บัตร (15%)
เหตุผลที่ต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แม้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะผ่านประชามติก็จริง แต่เป็นการทำประชามติภายใต้อำนาจ คสช. ในบรรยากาศปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูล เห็นได้จากมีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นต่อการลงประชามติ กว่า 212 ราย
ในจำนวนนี้เป็นผู้แจกใบปลิวและแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ 36 ราย และ เผยแพร่จดหมายวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ 20 รายการ ดังนั้นการรับรู้เนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญก่อนลงประชามติจึงไม่รอบด้าน มากไปกว่านั้น หลังจากผ่านประชามติแล้ว ยังมีการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญต่อไปอีก
ด้วยเหตุนี้ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งแต่งตั้งมาจาก คสช. โดยตรง จึงไม่ชอบธรรม ซ้ำยังได้พรากสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา เช่น
- สิทธิผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองในการรับข้อมูลที่เป็นความจริง
- สิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- สิทธิการมีทนายความที่รัฐจัดให้เมื่อถูกฟ้องคดี
- สิทธิการได้รับการบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง
- สิทธิในการเข้าชื่อยื่นถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. กกต. ปปช. ประธานศาลฎีกาประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญต้องกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประกันว่าจะเข้าถึงสิทธิและบริการต่าง ๆ ของรัฐ




