ภายในวันที่ 19 ม.ค.69 พรรคการเมืองทั้ง 57 พรรคที่ลงสมัครรับการเลือกตั้งต้องส่งนโยบายพรรคให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ
หลัง กกต.ออกประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ที่ใช้ในการประกาศโฆษณา 2568 เพื่อกำหนดแนวทางให้พรรคการเมืองต้องยื่นนโยบายที่ใช้งบประมาณ พร้อมรายละเอียดด้านวงเงิน แหล่งที่มา ความคุ้มค่า และผลกระทบที่เกิดขึ้น ก่อนวันเลือกตั้งล่วงหน้า 20 วัน
สาระสำคัญหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายของ กกต.ออกแบบมาเพื่อเป็นด่านหน้า สแกนนโยบายพรรคการเมือง ไม่ให้เป็น นโยบาย”ขายฝัน” “ประชานิยม” ที่หาเสียงเลือกตั้งไปแล้ว พอเป็นรัฐบาลบริหารประเทศไม่สามารถทำได้ตามที่ประกาศเอาไว้ได้
ดังนั้นหลักเกณฑ์กำหนดนโยบายของพรรคการเมือง จึงต้องมีการระบุถึงวงเงินที่จะใช้ ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ความคุ้มค่าประโยชน์ในการดำเนินนโยบายผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายตามที่มาตรา 57 ของ พรป. ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560
กกต.ตั้งกรรมการ 21 คน ตรวจสอบโยบายหาเสียง
พรรคการเมืองต้องส่งชุดรายละเอียดนโยบายตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อนการเลือกตั้ง 20 วัน หรือ ภายในวันที่ 19 ม.ค.69 ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ 69 โดย กกต.จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นชุดหนึ่ง
ซึ่ง กกต.ได้มีคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 7/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา โดยมีกรรมการ ทั้งหมด 21 คน มี นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ
กรรมการมีอำนาจหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1. ตรวจสอบรายการนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาตามที่พรรคการเมืองรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ามีรายการครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ ดังนี้
1.1 วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ดำเนินการ
1.2 ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินการนโยบาย
1.3 ผลกระทบและความเสียงในการดำเนินนโยบาย
คณะกรรมการฯมีหน้าที่ตรวจสอบนโยบาย เรียกเอกสารหลักฐาน หรือให้พรรคการเมืองชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ และกรณีที่พรรคการเมืองยังดำเนินการไม่ครบถ้วนถูกต้อง
คณะกรรมการตรวจสอบก็สามารถเสนอต่อกกต.ให้สั่งพรรคการเมืองดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งเมื่อตรวจสอบแล้ว สามารถมีข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.
ทั้งนี้ตามแบบฟอร์มแนบท้ายประกาศซึ่งเป็นเอกสารที่พรรคการเมืองต้องกรอกรายละเอียดเพื่อยื่นต่อกกต.นั้นยังมีการระบุด้วยว่า การหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครและพรรคการเมืองต้องไม่ขัดหรือแย้งกับแนวทางที่กำหนดเป็นนโยบายของพรรคการเมืองตามมาตรา 74 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560
รวมถึงบทกำหนดโทษกรณีพรรคการเมืองใดไม่ทำรายการให้ครบถ้วน กกต.จะสั่งให้ดำเนินการจัดทำรายการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดหากไม่ดำเนินการต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาทและปรับอีกวันละ 10,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามมาตรา121ของกฎหมายเดียวกัน


กกต.ไร้น้ำยา กำกับนโยบายพรรคการเมือง
อย่างไรก็ตาม หลายคนคาดหวังว่า ประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง สามารถตรวจสอบนโยบายประชานิยม หรือ นโยบายขายฝันได้จริงหรือไม่
“ Policy Watch Thai PBS ” ได้ “สมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า การกำกับตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง สามารถกำกับดูแลนโยบายที่ขาดฝันเกินจริงได้หรือไม่
“สมชัย” ให้ความเห็นว่าเนื้อหาของประกาศดังกล่าว ไม่ได้มีความแตกต่างจากหลักเกณฑ์เดิมตามกฎหมายพรรคการเมือง และที่สำคัญคือ ยังขาดกลไกบังคับใช้ที่แท้จริง ทำให้การกำกับนโยบายพรรคการเมืองของ กกต.เป็นเพียงพิธีกรรมที่อาจจะไม่สามารถตรวจสอบนโยบายที่สามารถทำได้จริง หรือตรวจสอบที่มาของงบประมาณ และประเมินความคุ้มค่าของการทำนโยบายได้จริง
“สมชัย” บอกว่า หลักเกณฑ์ที่ กกต. กำหนด ระบุชื่อโครงการ วงเงินงบประมาณ แหล่งที่มาของเงิน รวมถึงการวิเคราะห์ประโยชน์ ความเสี่ยง และผลกระทบ ล้วนเป็นสิ่งที่กฎหมายพรรคการเมืองบัญญัติไว้แล้ว
“ทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายเดิม ไม่ได้มีอะไรใหม่ เพียงแต่ กกต. สร้างกลไกเพิ่มขึ้นมาว่าต้องยื่นก่อนเลือกตั้ง 20 วัน แล้วจะนำไปวิเคราะห์” สมชัยกล่าว
วิเคราะห์ นโยบายพรรคการเมือง แค่เป็นพิธี
คำถามสำคัญต่อบทบาทของ กกต. ในการตรวจสอบนโยบายครั้งนี้จะสามารถตรวจสอบได้จริงหรือไม่ แม้กกต.จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ วิเคราะห์นโยบายแต่พรรคการเมืองยื่นนโยบายล่วงหน้า 20 วัน ซึ่งระยะอาจจะสั้นเกินไปในการตรวจสอบนโยบายเพื่อให้ประชาชน ได้ประเมินก่อนที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้ง
ดังนั้นคณะกรรมการที่กกต. ตั้งจะใช้เวลากี่วันในการวิเคราะห์ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ผลการวิเคราะห์จะมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่
เพราะที่ผ่านมาผู้บริหาร กกต. บางรายเคยระบุชัดว่า แม้นโยบายพรรคการเมืองที่ส่งเข้ามาให้ กกต.พิจารณาและวิเคราะห์ พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงขัดกฎหมาย แต่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ยังสามารถนำไปใช้หาเสียงได้โดยไม่มีผลทางกฎหมาย
“ถ้า กกต.วิเคราะห์แล้วไม่มีผลอะไร ไม่สามารถสั่งระงับ ไม่สามารถห้ามพรรคการเมืองหาเสียง คำถามคือจะกำหนดให้พรรคการเมืองส่งนโยบาย และวิเคราะห์นโยบาย ไปทำไม” สมชัยตั้งข้อสังเกต
20 วันก่อนเลือกตั้ง “วิเคราะห์ไม่ทัน–ไม่มีผลบังคับ”
ด้วยระยะเวลาที่สั้นในการส่งนโยบายพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองส่วนใหญ่หาเสียงไปก่อนที่จะส่งนโยบาบพรรคให้ กกต.ตรวจสอบ ไม่ต่างจากพิธีกรรมทางกฎหมายที่ต้องทำตามระเบียบ กกต. เนื่องจากในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองส่วนใหญ่เริ่มหาเสียงไปเกือบหมดแล้ว ก่อนถึงกำหนดยื่นนโยบาย
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากจำนวนพรรคการเมืองกว่า 57 พรรคการเมือง และแต่ละพรรคมีนโยบายหลักมากกว่า 100 รายการ ย่อมหมายถึง คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายของ กกต.จะต้องพิจารณานโยบายจำนวน กว่าหมื่น ขณะที่เวลาในการพิจารณาจำกัด เนื่องจากให้เวลายื่น กกต. 20 วันก่อนเลือกตั้ง
“ถามว่ากกต.จะเอากำลังคน เอาปัญญาที่ไหนไปวิเคราะห์นโยบายเป็นหมื่นนโยบาย แม้จะตั้งทีมตรวจสอบนโยบาย และสุดท้ายการวิเคราะห์ดังกล่าวก็ไม่มีผลบังคับ และไม่ได้ประกาศเผยแพร่ผลวิเคราะห์นโยบายดังกล่าวให้ประชาชนได้ตรวจสอบก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง”
“ผ่าน กกต.” ไม่ได้แปลว่านโยบายทำได้จริง
สมชัย บอกว่า นโยบาย “ผ่านการตรวจของ กกต.” แล้วไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเครื่องรับประกันความเป็นไปได้ของนโยบาย เพราะ กกต. ไม่ได้มีกลไกหรือศักยภาพเพียงพอในการกลั่นกรองเชิงลึก
เขายกตัวอย่าง นโยบายในอดีต ที่เป็นนโยบายประชานิยม แจกเงินจำนวนมาก แม้จะดำเนินนโยบายไม่ตรงปก แต่อำนาจ กกต. ก็ไม่สามารถทีจะเอาผิดผู้ดำเนินนยาบดังกล่าวได้
“การตรวจของ กกต. ไม่ใช่การรับรองว่าเป็นนโยบายที่ทำได้จริง หรือการวิเคราะห์ความเสี่ยงผลกระทบ หากบอกว่านโยบายเหล่านี้มีความเสี่ยงและมีผลกระทบก็ไม่สามารถสั่งหยุดดำเนินนโยบาย หรือ ห้ามหาเสียงจากนโยบายเหล่านี้ได้ การตรวจสอบนโยบายของ กกต.จึงเป็นแค่พิธีเท่านั้นไม่ได้ผลทางกฎหมาย”
ประชาชน ต้องตรวจสอบนโยบายด้วยตัวเอง
การตรวจสอบนโยบาย ของ กกต.ที่ไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ทำให้ภาระในการตรวจสอบนโยบายก่อนการลงคะแนนเสียงตั้งจึงตกอยู่กับประชาชนโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ประชาชนต้องคิดเองว่านโยบายเป็นไปได้หรือไม่ สมมุติยกหนี้ทั้งประเทศ ต้องใช้เงินกี่แสนล้าน กี่ล้านล้าน เอาเงินจากไหนมา พรรคการเมืองในฤดูหาเสียงพูดได้ทุกอย่าง แต่สุดท้ายก็อ้างข้อจำกัดแล้วไม่ทำ พรรคการเมืองแบบนี้”
เขาย้ำว่า หากประชาชนไม่เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็อาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แนะแก้ระเบียบกำกับ “นโยบายพรรคการเมือง”
สมชัย อธิบายว่า เหตุผลที่มีกติกาให้ พรรคการเมืองส่งนโยบายพรรคการเมืองเพื่อบอกที่มาที่ไปของงบประมาณในการนำมาใช้กับนโยบาย และเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ สแกนนโยบายที่นำงบประมาณมาแจกแบบประชานิยม แต่ปัญหาคือ เขียนไว้แต่ไม่มีกลไกกำกับดูแล และไม่เคยเอาผิดจริงจัง
อีกทั้ง กกต. ยังไม่กล้าเปิดเผยผลการประเมินนโยบายต่อสาธารณะ ด้วยเกรงว่าจะถูกมองว่าไม่เป็นกลาง
“กลายเป็นว่า วิเคราะห์ก็ไม่กล้าแถลง ไม่กล้าห้าม ไม่กล้าบอกว่านโยบายไหนมีปัญหา”
เสนอให้ต้องยื่นนโยบายพรรคฯ “พร้อมสมัคร”เลือกตั้ง
“สมชัย” เสนอว่า หากต้องการให้การกำกับนโยบายมีความหมายจริง กกต. ต้องปรับโครงสร้างทั้งระบบ โดยให้พรรคการเมือง ยื่นนโยบายพร้อมการสมัครรับเลือกตั้ง
จากนั้น กกต. ควรใช้กรอบเวลาชัดเจน เช่น 7 วัน ในการตรวจสอบ และต้องมีอำนาจ อนุญาตหรือปฏิเสธ นโยบายพรรคการเมืองที่อาจจะขายฝัน เกินจริงทำไม่ได้ ให้เหมือนกับการตรวจคุณสมบัติผู้สมัคร ส.ส.
“ก่อนรู้ผลตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองก็ไม่ควรให้มีการหาเสียงเชิงนโยบาย แต่ให้ หาเสียงเชิงตัวบุคคลได้ พอผลออกแล้ว ค่อยบอกว่า นโยบายไหนทำได้ และนโยบายไหนทำไม่ได้ เพื่อให้ชัดเจนก่อนที่ประชาชนจะลงคะแนนเลือกตั้ง”
เขาย้ำว่า หาก กกต. ยังต้องจริงจังกับการตรวจสอบวิเคราะห์นโยบาย ไม่ให้เป็นเพียงเอกสาร ตามธรรมเนียม และไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองขายฝัน หรือ แจกงบประชานิยม
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




