ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การพลิกโฉมระบบราชการครั้งสำคัญ หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นการยกระดับกฎหมายเดิมปี 2558 เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ลดภาระการติดต่อราชการของประชาชน
กฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหา 6 หมวด รวม 40 มาตรา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้การให้บริการของรัฐมีความโปร่งใส รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ผ่านการลดขั้นตอน ลดเอกสาร และจำกัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
หัวใจสำคัญ “จำกัดดุลพินิจ” ลดช่องว่างทุจริต
หนึ่งในสาระสำคัญของกฎหมาย คือ การกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อลดภาระของประชาชน ลดต้นทุนการประกอบธุรกิจ และป้องกันการใช้ดุลพินิจโดยไม่มีมาตรฐาน ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญที่อาจนำไปสู่การทุจริตหรือการเรียกรับผลประโยชน์
นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานต้องจัดทำ คู่มือสำหรับประชาชน (Citizen Service Manual) โดยระบุรายละเอียดอย่างชัดเจน ทั้งขั้นตอน ระยะเวลาดำเนินการ เอกสารที่ต้องใช้ ค่าธรรมเนียม และที่สำคัญต้องระบุหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ล่วงหน้า
หากคู่มือกำหนดเงื่อนไขหรือขั้นตอนที่สร้างภาระเกินสมควร สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีอำนาจสั่งให้หน่วยงานปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล
ยกเลิกการขอสำเนาเอกสาร เชื่อมข้อมูลรัฐแทน
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ หน่วยงานของรัฐจะไม่สามารถเรียกสำเนาเอกสารที่หน่วยงานราชการออกให้เอง หรือข้อมูลที่มีอยู่ในระบบดิจิทัลของภาครัฐได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานแทน
มาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระของประชาชนที่ต้องจัดเตรียมเอกสารซ้ำซ้อน และเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม
ล่าช้าเกินกำหนด อาจถือว่า “อนุญาตโดยปริยาย”
เนื้อหาสำคัญอีกประเด็น คือ การนำหลัก “อนุญาตโดยปริยาย” (Implied Permission) มาใช้กับกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ หากหน่วยงานไม่สามารถพิจารณาคำขอได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และไม่ได้แจ้งขยายเวลาอย่างถูกต้อง จะถือว่าได้อนุญาตตามคำขอโดยอัตโนมัติ
มาตรการนี้มีเป้าหมายลดปัญหาการประวิงเวลา ลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และปิดช่องทางการเรียกรับผลประโยชน์จากความล่าช้าของระบบราชการ
One Stop Service และ Super License ลดขั้นตอนขออนุญาต
กฎหมายกำหนดให้มีการพัฒนาระบบ One Stop Service หรือศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอ ชำระค่าธรรมเนียม และดำเนินธุรกรรมกับหลายหน่วยงานได้ในจุดเดียว
ขณะเดียวกัน ยังรองรับการพัฒนาระบบ Super License ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูประบบอนุญาต โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอเพียงครั้งเดียว ระบบจะเชื่อมโยงการออกใบอนุญาตหลักและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน ช่วยลดเอกสาร ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้มีระบบต่ออายุใบอนุญาตด้วยการชำระค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องยื่นคำขอใหม่สำหรับกิจการบางประเภท รวมถึงสามารถจัดให้มีช่องทางบริการเร่งด่วน (Express Lane หรือ Fast Track) สำหรับผู้ที่ต้องการรับบริการรวดเร็วเป็นพิเศษตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนการอนุญาตดังนี้
- ศูนย์รับคำขอกลาง จัดตั้งระบบดิจิทัลจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่อให้ประชาชนยื่นคำขอและจ่ายค่าธรรมเนียมได้ ณ จุดเดียว แม้จะเป็นการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน
- ต่ออายุใบอนุญาตแค่จ่ายเงิน กิจการที่มีลักษณะต่อเนื่อง ประชาชนสามารถชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุแทนการยื่นคำขอใหม่ได้ โดยให้ถือว่าได้รับการต่ออายุทันทีเมื่อชำระเงิน
- ช่องทางพิเศษ (Express Lane) สำหรับผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน สามารถเลือกใช้บริการที่รวดเร็วกว่าปกติได้โดยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
รัฐบาลเร่งเดินหน้าปฏิรูประบบราชการ
ภายหลังการประกาศใช้กฎหมาย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทุกหน่วยงานของรัฐต้องเร่งเตรียมความพร้อม ปรับปรุงคู่มือประชาชนและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายฉบับใหม่ เพื่อรองรับการบังคับใช้เต็มรูปแบบ
รัฐบาลมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากระบบราชการที่เน้นการควบคุมก่อนอนุญาต (Pre-audit) ไปสู่แนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลภายหลัง (Post-audit) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐ ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เริ่มใช้ 4 ม.ค.70
พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 8 ก.ค. 69 โดยมีผลบังคับใช้ทั่วไปเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน หรือประมาณ 4 ม.ค. 70 ขณะที่บทบัญญัติบางส่วน เช่น การจัดทำคู่มือประชาชนและการเตรียมความพร้อมของหน่วยงาน มีผลใช้บังคับทันที เพื่อให้ทุกหน่วยงานเร่งปรับตัวก่อนกฎหมายมีผลเต็มรูปแบบ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




