งาน PEACE FESTIVAL WEEK 2026 ได้ประชุมโต๊ะกลมเชิงนโยบาย (Policy Roundtable) หัวข้อ “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สู่การปรองดองและการเฝ้าระวังทางสังคม” เพื่อถอดบทเรียน และออกแบบนโยบายเพื่อความปรองดองป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำ และสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดความรุนแรงซ้ำอีก ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา
นโยบายนี้ ทั้งนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ผู้ได้รับผลกระทบ และผู้มีประสบการณ์ในโต๊ะกลม มีข้อเสนอให้ ค้นหาข้อเท็จจริง เยียวยาเหยื่อและครอบครัว ฟื้นฟูจิตใจ คืนศักดิ์ศรีแก่ผู้ได้รับผลกระทบ มีกระบวนการรับผิดรับโทษผู้ก่อความรุนแรง ให้ก้าวข้ามวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด (Impunity) แล้วออกแบบระบบกลไกกระบวนการยุติธรรมใหม่ และนำไปสู่การปรองดอง
ถอดบทเรียนความรุนแรง ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมสร้างการปรองดอง
ผศ.พัทธ์ธีรา นาดอุไรรัตน์ รักษาการแทนรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ระบุว่า หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสันติภาพและความยุติธรรม เริ่มต้นจากการสะท้อนให้เห็นว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการสั่งให้สังคม “ลืมความขัดแย้ง” หรือการกวาดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ไว้ใต้พรม แต่อยู่ที่การกล้าเผชิญหน้ากับความจริงในอดีตอย่างตรงไปตรงมา
โดยยกตัวอย่าง การล้อมปราบสลายการชุมนุมขบวนการประชาธิปไตยที่ควังจู เกาหลีใต้ ค.ศ. 1980 ที่ต่อมาภาครัฐเกาหลีได้ถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงและโศกนาฏกรรมซ้ำอีก และได้กลายเป็จุดสิ้นสุดของความรุนแรงทางการเมืองของเกาหลีใต้ และหลังจากนั้นก็สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้
ขณะที่ประเทศไทยหากรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่กำลังจะครบรอบ 50 ปี ยังไม่มีการถอดบทเรียนหรือกระบวนการใด ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก มีแต่เพียงอภัยโทษโดยรัฐ บังคับให้ลืมเท่านั้น
จากกรณี 6 ตุลาคม 2519 ผศ.เนตรนภา ขุมทอง อดีตนักศึกษา ม.มหิดล ช่วง 6 ตุลา 19 ชี้ให้เห็นว่าการสร้างความสมานฉันท์และความยุติธรรม ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยหากปราศจากการทำความเข้าใจรากเหง้าของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างและการยอมรับความจริงในอดีตอย่างรอบด้าน
ด้วยการชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญว่า สังคมไทยมักตกอยู่ในหลุมพรางของการพยายามแสวงหา “ความสงบเรียบร้อยอย่างเร่งด่วน” จนละเลยขั้นตอนการชำระสะสางความอยุติธรรม ส่งผลให้บาดแผลและความอยุติธรรมที่ถูกซุกซ่อนไว้กลายเป็นเชื้อไฟที่ปะทุขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แก่นแท้ของกระบวนการสันติภาพและการปรองดองไม่ใช่การกดทับความขัดแย้งหรือการสั่งให้ทุกคนลืมความจริง แต่คือการเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกฝ่ายได้เปล่งเสียง รับฟังความเจ็บปวดซึ่งกันและกัน และสร้างความยุติธรรมที่ทุกคนในสังคมยอมรับได้
เพราะกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบ จะไม่สามารถนำไปสู่ความไว้วางใจที่แท้จริงได้
ผศ.เนตรนภา ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคใหญ่ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านในสังคมไทยคือการติดยึดอยู่กับกรอบคิดความมั่นคงแบบดั้งเดิมของรัฐที่มองความเห็นต่างเป็นภัยคุกคาม พร้อมทั้งสะท้อนว่า
หากรัฐยังมองว่าการเรียกร้องความจริงและความยุติธรรมเป็นการสร้างความแตกแยก เราจะไม่มีวันหลุดพ้นจากวงจรความขัดแย้งเดิม ๆ ได้ การปฏิรูปวิธีคิดของสถาบันรัฐจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญที่สุด
ทำอย่างไรไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย 6 ตุลา
ศ.ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตั้งขึ้นเมื่อปี 2548 เพื่อเสนอแนะนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยสันติวิธี ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาควิชาการและภาคประชาสังคมในการเป็นกลไกตรวจสอบ ทัดทาน และเฝ้าระวังทางสังคม
เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการสร้างความปรองดอง ถูกลดทอนกลายเป็นเพียงเครื่องมือฟอกขาวทางการเมืองของโครงสร้างอำนาจรัฐ
โดยย้ำว่า หัวใจของความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ไม่ได้จบลงเพียงแค่การตั้งคณะกรรมการหรือการจัดทำรายงานสรุปเหตุการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การพูดถึงอดีต แต่คือการสร้างกลไกเชิงสถาบันที่ทำให้สังคมมีภูมิคุ้มกัน มีพื้นที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ และรับประกันว่าจะไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางการเมืองซ้ำอีก ซึ่งการเรียนรู้จากบทเรียน 6 ตุลา 2519 จะต้องแปรเปลี่ยนเป็นพลังของพลเมืองที่เข้มแข็ง
รศ.โคทม อารียา ที่ปรึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเคยเป็น กอส. เช่นกัน ย้ำว่า การก้าวข้ามความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทยต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมความรุนแรงและอำนาจนิยม ไปสู่วัฒนธรรมแห่งสันติภาพและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
จากประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองไทยนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 มาจนถึงความขัดแย้งร่วมสมัย สะท้อนถึงความล้มเหลวในการสร้างความสมานฉันท์ที่ผ่านมา ที่ทั้งสังคมและโครงสร้างอำนาจรัฐมักเลือกใช้ “ความเงียบ” หรือการซุกความจริงไว้ใต้พรม เพื่อแลกกับความสงบชั่วคราว
สันติภาพและความสมานฉันท์เกิดขึ้นจากความจริงใจในการรับฟังผู้ที่ได้รับผลกระทบ การปรองดองไม่ใช่เรื่องของการยอมจำนนต่ออำนาจ แต่คือการสร้างพื้นที่ให้เกิดความเมตตา ความเข้าใจ และการร่วมกันเยียวยาบาดแผลทางใจของทุกคนในสังคม เพราะการเยียวยาจิตวิญญาณและความรู้สึกของมนุษย์มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการทางกฎหมาย
เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะไม่เกิดความรุนแรงซ้ำรอย รศ.โคทม ได้เสนอแนะว่า ภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นต้องมีความกล้าหาญในการเปิดรับกระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) โดยไม่มองเป็นภัยคุกคาม พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดการเจรจาพูดคุยอย่างเปิดกว้างในระดับนโยบาย และปรับเปลี่ยนบทบาทของสถาบันการศึกษาให้เป็นพื้นที่แห่งปัญญาและสันติประชาธรรม
หากเราต้องการให้ 50 ปี 6 ตุลา หรือบทเรียนอย่างควังจูเป็นบทเรียนสุดท้าย เราต้องเปลี่ยนความเจ็บปวดในอดีตให้กลายเป็นพลังแห่งสติปัญญาและสันติวิธี เพื่อส่งต่อสังคมที่ปลอดภัยและเป็นธรรมให้แก่คนรุ่นต่อไป
จากมุมมองฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ
ทางด้าน ดนัย มู่สา อดีตรองเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ยอมรับว่าโจทย์ความขัดแย้งในสังคมไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กฎหมายความมั่นคงแบบดั้งเดิมหรือการใช้มาตรการทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความมั่นคงในมิติของความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) ที่ประชาชนต้องรู้สึกปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และได้รับความเป็นธรรมจากรัฐอย่างแท้จริง
ในมิติของการขับเคลื่อนกระบวนการสร้างความไว้วางใจนั้น ต้องมี “การสื่อสารเชิงนโยบายที่จริงใจ” ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน โดยระบุว่าความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับผู้เห็นต่างทางการเมืองถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการสร้างความปรองดอง
โจทย์ใหญ่ของความมั่นคงในปัจจุบันไม่ใช่การกำราบผู้เห็นต่าง แต่คือการที่รัฐต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เกิดการรับฟัง และพร้อมที่จะทบทวน ปรับปรุงกลไกที่ไม่เป็นธรรม เพื่อสร้างความไว้วางใจร่วมกันในสังคม ฝ่ายความมั่นคงจำเป็นต้องเปิดกว้างและมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ ในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อฝ่ายบริหารและรัฐสภา ต้องมีการทบทวนกฎหมายพิเศษและการปรับแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ควบคู่กับการค้นหาความจริงและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม
พล.ต.ท. ธีรวัตร์ ปัญญาณ์ธรรมกุล อนุกรรมาธิการพิจารณาปัญหากระบวนการยุติธรรมฯ ได้สะท้อนมุมมองจากกลไกฝ่ายนิติบัญญัติและการบังคับใช้กฎหมายว่า การป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองซ้ำรอย และการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน การใช้ดุลพินิจทางกฎหมาย ไปจนถึงการกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมสากล
และได้เน้นย้ำถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งมักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการควบคุมและจำกัดการแสดงออกของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่างทางการเมืองและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ด้วยกฎหมายต่าง ๆ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.ชุมนุม, พ.ร.บ.ความสะอาด และ พ.ร.บ.จราจร
หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งที่เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง ความไว้วางใจในสังคมก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การปฏิรูปกฎหมายและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดเดียวของสังคมในการหยุดยั้งวงจรความขัดแย้ง
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เนื่องจากความปรองดองไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการสร้างความยุติธรรม และ ความปรองดองไม่ใช่การลืมอดีต ไม่ใช่การประนีประนอม หรือการซ่อนความขัดแย้ง แต่เป็นผลลัพธ์ของการสะสางความที่อยุติธรรมในอดีต และการสร้างหลักประกันว่าจะไม่เกิดความรุนแรงซ้ำอีก
ทั้งนักสันติวิธี นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน และเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบ ได้ร่วมกันออกแบบนโยบาย นำไปสู่ข้อเสนอที่มีขั้นตอนดังนี้
1. สร้างหลักประกันเพื่อคุ้มครองระบอบประชาธิปไตยและป้องกันการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนอกวิถีทางประชาธิปไตย
โดยระบุในกฎหมายรัฐธรรมนูญให้สามารถเอาผิดย้อนหลังได้ ไม่มีอายุความต่อผู้ที่พยายามหรือกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและ
การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยทุกรูปแบบ
2. จัดตั้งกลไกในการเปลี่ยนผ่านความยุติธรรมและป้องกันโศกนาฏกรรมความรุนแรงโดยรัฐ
โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงและจัดทำบันทึกสาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีตที่ผ่านมาทุกกรณีอย่างละเอียด โดยให้มีคณะกรรมการอิสระที่มีองค์ประกอบที่เป็นอิสระ มีความหลากหลาย และมีตัวแทนของฝ่ายผู้ได้รับผลกระทบเพื่อดำเนินการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชน และคณะกรรมการอิสระต้องยึดโยงโดยตรงกับประชาชน มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใสตรวจสอบได้และเข้าถึงได้ง่าย
3. การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังเพื่อป้องกันการกระทำความผิดซ้ำและยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด
ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงเพียงพอว่าการดำเนินการของรัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน จำเป็นต้องให้มีกระบวนการดำเนินการเอาผิดอย่างไม่ชักช้า
4. การจัดตั้งกลไกคืนความยุติธรรมและการฟื้นฟูเยียวยาผู้เสียหาย
รัฐต้องปรับแนวทางการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทางการเมืองและ การดำเนินการของรัฐให้มีลักษณะแบบองค์รวม โดยนำหลักความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูหรือความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาประยุกต์ใช้ โดยจัดให้มีการกล่าวคำขอโทษอย่างจริงจังและเป็นทางการของรัฐ (Official Acknowledgement and State Apology) ในพื้นที่สาธารณะ
5. ปฏิรูปกองทัพและภาคความมั่นคงให้อยู่ภายใต้หลักการควบคุมโดยฝ่ายพลเรือน
รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปภาคความมั่นคง (Security Sector Reform: SSR) อย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักว่า กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงทุกประเภทต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือนที่เป็นประชาธิปไตย (Civilian Supremacy) ที่มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน
รัฐต้องปฏิรูปองค์กรตำรวจ เพื่อให้องค์กรตำรวจทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชน โดยการปฏิรูปนี้จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งภายในองค์กรเองในด้านโครงสร้างและ ระบบบริหารบุคคล ปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรที่บริหารจัดการบนหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ทั้งในเรื่องสวัสดิการ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องปฏิรูปในเรื่องความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ยึดหลักการความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ เคารพสิทธิมนุษยชน เพื่อให้กระบวนการความยุติธรรมกลับมาอยู่ในหลักการความยุติธรรมที่เชื่อถือได้ตั้งแต่ต้นทาง
6. จัดให้มีพื้นที่รำลึกความทรงจำสาธารณะและการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์การเมืองเพื่อการป้องกันความรุนแรงและโศกนาฏกรรมมิให้เกิดซ้ำ
รัฐต้องจัดให้มีพื้นที่รำลึกความทรงจำสาธารณะ เพื่อเป็นกลไกในการเรียนรู้เพื่อป้องกันและต้องส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความรุนแรงทางการเมือง ประวัติศาสตร์บาดแผลจากกรณีต่าง ๆ เพื่อเป็นกลไกในการเฝ้าระวังมิให้หลงลืม ทั้งต้องเก็บรักษาพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ไว้เพื่อเป็น อนุสรณ์สถานเตือนใจให้ระมัดระวังอย่าให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นอีก ทั้งต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการเคารพสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยของผู้คิดต่าง สนับสนุนการสร้างพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยเพื่อให้ประชาชนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างอิสระเพื่อเป็นการพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มุ่งเน้นใช้เหตุผลในการแลกเปลี่ยนถกเถียงอย่างเคารพเพื่อลดเงื่อนไขการใช้ความรุนแรงทุกชนิด
7. รัฐต้องส่งเสริมการกระจายอำนาจใหองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อให้เป็นกลไกในระดับพื้นที่สำหรับสร้างระบบป้องกันความรุนแรง ทั้งต้องมีการส่งเสริมศักยภาพใน การแปลงเปลี่ยนคลี่คลายความขัดแย้ง และจัดให้มีระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยทางสังคม (Surveillance and Early Warning System) เพื่อตรวจพบปัจจัยเสี่ยงก่อนที่จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรง ให้มีพื้นที่นำร่องในการใช้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
8. การพัฒนาการศึกษาเพื่อสรางวัฒนธรรมสันติภาพ ประชาธิปไตย และการเคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อป้องกันความรุนแรง
รัฐต้องทบทวนและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐ และเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเหตุการณ์ในมิติเชิงประวัติศาสตร์ โครงสร้าง และผลกระทบต่อสังคมได้อย่างรอบด้าน ทั้งจำเป็นต้องจัดให้มีการจัดการเรียนการสอนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาในกรณีความรุนแรงทางการเมืองกรณีต่าง ๆ เพื่อการป้องกัน
9. การปฏิรูปความรับผิดชอบของสื่อภาครัฐ สื่อมวลชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล
รัฐและสังคมไทยตลอดจนวงวิชาชีพสื่อต้องทบทวนและพัฒนาระบบตรวจสอบการบิดเบือนข้อมูล ปฏิบัติการสร้างข้อมูลเท็จเพื่อโจมตีบุคคล (IO) อันนำไปสู่การปลุกระดมสร้างความเกลียดชัง ความขัดแย้ง อันนำไปสู่ความรุนแรง โดยอาจเพิ่มระบบการกลั่นกรองร้องเรียนเนื้อหาของแพลตฟอร์ม และความรับผิดชอบทางกฎหมายของแพลตฟอร์ม
กระบวนการทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บน 5 หลักการสำคัญ ได้แก่
- การยึดความจริงและความยุติธรรมเป็นฐาน
- การยึดเหยื่อเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม
- กระบวนการต่อเนื่องที่ต้องอาศัยความพยายามร่วมกัน
- การมุ่งสู่สันติภาพเชิงบวกที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายคือ “การปรองดอง” ที่แท้จริง ที่สร้างความสัมพันธ์ใหม่ภายใต้ความไว้วางใจ
ผศ.พัทธ์ธีรา กล่าวว่า ในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ขับเคลื่อนนโยบายทางภาครัฐด้วย และต้องสร้างแนวคิดเรื่องของ Empathetic Policy หรือ นโยบายที่มีหัวใจ
การออกแบบนโยบายที่มีหัวใจคือ แนวทางการออกแบบนโยบายสาธารณะที่มีหัวใจและความเข้าอกเข้าใจ โดยนำความรู้สึก ความหวัง และความกลัวของประชาชนมาเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะพึ่งพาเพียงมุมมองของผู้เชี่ยวชาญหรือคำสั่งจากภาครัฐ เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงจุดและลดความเหลื่อมล้ำ
Empathetic Policy คือนโยบายที่รู้ร้อนรู้หนาว ที่มีหัวใจ ที่เห็นคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เข้าอกเข้าใจคนที่อยู่ข้างล่าง ที่อาจจะเป็นเหยื่อของกระบวนการพัฒนา หรืออาจจะเป็นเหยื่อของความรุนแรงใด ๆ
สะท้อนให้เห็นว่าการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายในครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่มิติตัวบทกฎหมาย แต่ต้องการวางรากฐานนโยบายที่มองเห็นมนุษย์เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- 2 ปี กมธ.สันติภาพชายแดนใต้ : ข้อค้นพบ ข้อเสนอ “ดับไฟใต้” บนความท้าทาย
- วิกฤตความมั่นคงแก้ได้ด้วย ‘สันติภาพ’
- ‘พวงทอง’ แนะ ท้าทายลอยนวลพ้นผิด 6 ตุลาฯ ด้วยเรื่องเล่า จากพลังของประชาชน





