คณะทำงาน Zero Corruption ของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จัด Dinner Talk “Zero Corruption : From Policy to Action” เพื่อเป็นเวทีเชื่อมโยงแนวนโยบายด้านการป้องกันและต่อต้านการทุจริตไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและแข่งขันได้โดยงานเป็น dinner talk จัดเลี้ยงโต๊ะจีน ในราคาโต๊ะละ 50,000 บาท มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน ทั้งภาครัฐ ราชการ เอกชน และประชาสังคม เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 69
ทั้งนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Zero Corruption และการเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นย้ำถึงการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาล และต้องขับเคลื่อนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง โดยชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางกฎหมายหรือทางเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ผู้ประกอบการ และนักลงทุนต่อกติกาของประเทศ ซึ่งถือเป็น “ทุนความเชื่อมั่น” ที่ต้องสร้างจากการทำงานอย่างโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
รัฐบาลจึงวางหลักสำคัญในการแก้ปัญหาไว้ 3 ประการ คือ “ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางช่วยคนผิด” โดยมุ่งลดช่องว่างจากการใช้อำนาจและดุลพินิจของรัฐ เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น และดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามพฤติการณ์และหลักฐานโดยไม่คำนึงถึงชื่อ ตำแหน่ง หรือความสัมพันธ์
นอกจากนี้อนุทินได้กล่าวว่า ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบอนุมัติอนุญาตและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความชัดเจน โปร่งใส และแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพื่อลดการวิ่งเต้น การกำหนดเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ และช่องทางการทุจริต พร้อมสนับสนุนให้ประชาชน ภาคธุรกิจ สื่อมวลชน และผู้แจ้งเบาะแสเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
โดยรัฐต้องให้ความคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูลอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ได้ยืนยันว่า หลักความโปร่งใสและการตรวจสอบต้องใช้กับทุกฝ่าย รวมถึงรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี หากมีผลประโยชน์ทับซ้อนต้องถอนตัวจากการตัดสินใจ และต้องยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกัน เป้าหมายคือทำให้คอร์รัปชันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างระบบภาครัฐที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นพื้นฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ
โกงสอบราชการท้องถิ่น
ในกรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ดำเนินการเพิกถอนรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้และยกเลิกการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นรอบปี 2568 ที่พบการทุจริตรวม 3,868 ราย เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 69 หลังจากสืบสวนเบื้องต้นที่พบพิรุธเกือบ 6,000 ราย พร้อมเตรียมเรียกตัวผู้สอบผ่านตัวจริงบรรจุแทนภายในเดือนตุลาคม 69
และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงอดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องในขบวนการ มศว. และเครือข่ายอื่น ๆ และให้ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องและข้าราชการระดับสูง รวมถึงกลุ่มนายหน้า ทางด้าน อนุทิน กล่าวว่า
“เรื่องนี้เป็นการทุจริตในสเกลที่ใหญ่ที่สุด ผมไม่ทราบเรื่องหรอกครับว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ไม่มีใครมารายงาน เพราะการสอบข้าราชการทำในแค่ระดับกรมไม่ถึงรัฐมนตรี ซึ่งทำตอนเกิดช่องว่างของการบริหารประเทศ คือตอนที่ผมประกาศยุบสภา เป็นรัฐบาลรักษาการ ในช่วงท้าย ๆ เดือนธันวาคมปีที่แล้ว พวกเค้าคงคิดว่ารัฐบาล รักษาการนี้มีลักษณะเป็น เป็ดง่อย เพราะฉะนั้น นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด ที่เค้าจะดำเนินการ
แล้วผมก็เชื่อว่า ในขณะนั้น เค้าก็คงคิดว่าผมไม่ได้กลับมาครับ เพราะผมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ในช่วงเวลานั้น เค้าให้อยู่ 4 เดือนแล้วยุบสภา ผมยังไม่มีปัญญาอยู่ถึงเลยครับ 2 เดือนเศษๆ ก็ต้องยุบสภาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีทาง ที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย มาบริหารราชการแผ่นดิน เพียง 2 เดือนเศษ ๆ มี สส. ในมือ ในพรรคตัวเอง เพียง 70 เสียง
แต่ความฝันร้ายของพวกเค้าก็มาถึงจนได้ เพราะรัฐบาลของผมได้กลับมา แล้วเมื่อได้กลับมา”
เมื่อคนโกงเหล่านี้มาเป็นข้าราชการ จำนวนเป็นแสน ๆ คน เข้ามาดูแลบ้านเมือง ดูแลสวัสดิภาพ บริการประชาชนในฐานะตัวแทนจากองค์กรภาครัฐ ผู้เสียหาย ผู้แบกรับความเสี่ยงต่าง ๆ จากการที่ได้คนเหล่านี้ มาให้บริการประชาชน ก็คือประชาชน รัฐบาลจึงต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเด็ดขาด
นโยบาย ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางช่วยคนผิด
อนุทิน กล่าวถึงหลักการปราบการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลคือ ปิดโอกาสโกง เปิดโอกาสตรวจสอบ และปิดทางที่จะใช้อำนาจช่วยให้พ้นผิดได้ ดังนี้
- ปิดโอกาสโกง: ลดการรวมศูนย์อำนาจ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิรูประบบการออกใบอนุญาต และสร้างความโปร่งใสในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (e-Auction) เพื่อขจัดการล็อกสเปก (TOR) และการเรียกรับผลประโยชน์
เมื่อมีระบบจัดซื้อจัดจ้าง แบบอิเล็กทรอนิกส์ e-Auction ต้องทำให้ระบบเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่ทำให้เกิดการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันได้ ต้องทำทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เผยแพร่ข้อมูล สู่สาธารณชนให้มากที่สุด เปิดกว้างที่สุด ให้คนที่ต้องการมาทำสัญญาธุรกรรมต่าๆ กับภาครัฐสามารถเข้ามายื่นข้อเสนอ ยื่นราคา ประมูล เสนอราคาที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์กับภาครัฐ
- เปิดโอกาสตรวจสอบ: เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ให้ภาคประชาชน ธุรกิจ ข้าราชการประจำและรัฐบาลต้องพร้อมเปิดเผย ผลประโยชน์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชนเป็น “แสงสว่าง” ร่วมตรวจสอบ พร้อมสร้างกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพ
- ปิดทางช่วยคนผิด: บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค รวมถึงระดับผู้บริหารประเทศ หากมีผลประโยชน์ทับซ้อนต้องถอนตัวจากการตัดสินใจ ต้องยอมรับการตรวจสอบตามมาตรฐานเดียวกัน สำหรับหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดทำคดีมุ่งเน้นไปที่หลักฐาน ข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ความผิดเป็นหลัก โดยไม่ต้องสนใจว่าเป็นใคร มาจากตระกูลใหญ่ หรือมีความสนิทสนมใด ๆ เพื่อไม่มีการช่วยเหลือคนผิดอย่างเด็ดขาด
รวมทั้ง มีกระบวนการเร่งรัดกระบวนการยึดทรัพย์ อายัดทรัพย์สิน ตลอดจนการเนรเทศชาวต่างชาติที่กระทำความผิด เช่น ทุนจีนเทา สแกมเมอร์ ออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ จะต้องมีกลไกเสริมสร้างความเชื่อมั่นและให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานเกรงกลัวต่อการถูกข่มขู่หรือฟ้องปิดปาก
“ในฐานะที่เป็นนายกฯควบรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ได้มีการแก้ไขปัญหานอมินี เพราะกระทรวงมหาดไทยมีรายได้จากวีซ่าให้คนอยู่ในประเทศ ให้สัญชาติ ซึ่งตนได้ลงนามยึดสัญชาติ เนรเทศชาวต่างชาติที่ทุจริตออก เพื่อตัดวงจรทุนเทา ไม่ได้เพียงดำเนินคดี เมื่อพ้นโทษก็ยังให้อยู่ในประเทศต่อ” อนุทินย้ำ
ไม่ให้-ไม่จ่าย ไม่เรียก-ไม่รับ สร้างการแข่งขันธุรกิจที่โปร่งใส
เพื่อยกระดับการแข่งขันทางเศรษฐกิจด้วยการตัดวงจรคอร์รัปชัน อนุทิน กล่าวว่าตนเคยอยู่ในภาคเอกชนมาก่อน เคยเป็นนายจ้างมาก่อน เคยต้องดีลกับภาครัฐมาก่อน วันนี้เมื่อมาอยู่ในตำแหน่งน่ยกรัฐมนตรี จึงมีการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้อย่างเฉียบขาด เด็ดขาด รุนแรง และรวดเร็ว ปัจจุบันสามารถติดตามทรัพย์สินคืนแล้วโดย ปปง. ได้ 320 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของการคาดการณ์ความสูญเสียจากคอร์รัปชัน จึงยังต้องติดตามขยายผลต่อ
อนุทิน ยืนยันว่า ถ้ารัฐบาลคิดจะทุจริตคอร์รัปชัน จะไม่เชิญ เอกนิติ เอกนิติทัณฑ์ประภาศ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไม่ยอมให้ วิทัย รัตนากร มาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะไม่เชิญรอง ปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และให้กำกับดูแลเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันและการตรวจสอบ หรือเชิญ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี
การขจัดคอร์รัปชันทั้งวงจรจำเป็นต้องทำงานประสานกันเป็นพหุภาคี ทั้งผู้นำระดับสูงของภาครัฐ เช่นฝ่ายบริหารและองค์กรตรวจสอบ ภาคธุรกิจเอกชน เช่น กกร. และเครือข่ายองค์กรธุรกิจ สถาบันการเงิน และภาคประชาสังคม โดยยึดหลักการลดแรงจูงใจในการทุจริต ทั้งฝั่ง “ไม่ให้-ไม่จ่าย” ของภาคเอกชน และฝั่ง “ไม่เรียก-ไม่รับ” ของภาครัฐ
เช่นเดียวกับ พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)
ในนามประธานคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน กล่าวว่า การต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องก้าวจากการพูดถึงปัญหาไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ ใบอนุญาต และขั้นตอนที่เปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ขณะเดียวกัน กกร. มองว่า แนวคิดสำคัญของการขับเคลื่อนในระยะต่อไป คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือแนวทาง “ฟ้อง–จับ–จบ” ไปสู่การ “ป้องกันไม่ให้ช่องทางการทุจริตเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น พร้อมผลักดันหลักคิด “ไม่จ่าย”
โดยภาครัฐต้องลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น ทำให้กระบวนการต่าง ๆ มีความชัดเจน โปร่งใส และมีระบบคุ้มครองผู้ที่ปฏิเสธการจ่าย ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับธรรมาภิบาลและระบบควบคุมภายในขององค์กร ไม่ปล่อยให้การจ่ายสินบนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ปัญหาการทุจริตของไทยในมุมมอง OECD
- คะแนนผิดปกติ 5,000 ราย จาก 15,520 ราย ส่อโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น
- คดี ฮั้ว สว. สู่การครอบงำเชิงโครงสร้าง คอร์รัปชันที่เรื้อรังจนเริ่มชินชา ?




