State Capture หรือ การครอบงำรัฐเชิงโครงสร้าง หรือการยึดกุมรัฐ ไม่ใช่เพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐรายบุคคล แต่หมายถึง กลุ่มผลประโยชน์นอกภาครัฐ ที่สามารถเข้ามาควบคุมสถาบันของรัฐ มีอำนาจในการกำหนดกติกา กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ เพื่อให้กลไกภาครัฐทั้งหมดเอื้อประโยชน์ของกลุ่มตนเอง แทนที่จะเอื้อสาธารณะประโยชน์ของประชาชน
มากไปกว่านั้นกลุ่มผลประโยชน์นี้ยังได้ทำลายการตรวจสอบ ทำให้องค์กรอิสระ หน่วยงานตรวจสอบ และกระบวนการยุติธรรมอ่อนแอ ขณะเดียวกันก็ทำให้กลไกตรวจสอบอิสระและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญต้องเผชิญหน้ากับคำถามเรื่องประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ
กระบวนการนี้ไม่เพียงดำเนินไปอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป กว่าประชาชนจะรู้ตัวอีกที ระบบรัฐก็ถูกยึดไปแล้ว แต่ State Capture ที่เกิดจากการคอร์รัปชันนี้ก็ได้กำลังแปรสภาพความผิดปกติเฉพาะกรณี ให้กลายไปเป็นสภาวะความคุ้นชินของสังคม
ปรากฏการณ์ที่ประชาชนลุกขึ้นมาส่งเสียงและเผชิญหน้ากับอุปสรรคทางกฎหมาย นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการส่งสัญญาณปฏิเสธความคุ้นชิน และเป็นแรงผลักดันให้ต้องมีการรื้อฟื้นและปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในระดับฐานรากต่อไป
วิกฤตเชิงโครงสร้างและภาวะการยึดกุมรัฐ (State Capture)
เพื่อไม่ให้คอร์รัปชันเป็นความคุ้นชิน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ Corruptopia Forum “เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับคอร์รัปชันอีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?” ในงานนิทรรศการ “ประชาชิน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” เมื่อ วันที่ 16 ก.ย. 69

โดย มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้สะท้อนมุมมองต่อปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระ โดยชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของระบอบการเมือง
การส่งเสียงของประชาชนและการไม่ยอมจำนนและจับตาดูผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในคดีฮั้วเลือกสว. และผลสืบเนื่องทางกฎหมายต่อพรรคการเมืองใหญ่และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังคงเป็นมาตรวัดสำคัญต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม
มานะ กล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชันในไทยที่เรื้อรังจนคนชินชาว่า มาจากระบบภาครัฐเอง โดยเฉพาะระบบของกลไกการรับเรื่องร้องเรียนและการปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้ประชาชนตกอยู่ในสภาวะ “คุ้นชิน” กับการโกงซ้ำซาก ทั้งกรณีพระสงฆ์โกงเงินวัด การโกงสอบบรรจุข้าราชการ หรือการทุจริตนมโรงเรียนและอาหารกลางวันเด็ก
ปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนหน่วยงาน เนื่องจากประเทศไทยมีหน่วยงานปราบปรามโดยตรงอย่างน้อย 5 แห่ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) แต่ปัญหาอยู่ที่การขาดการประสานงานและการบูรณาการข้อมูล โดยแต่ละหน่วยงานทำงานแบบต่างคนต่างทำ ส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต้องเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนนับ 10 แห่ง
ซ้ำยังมีการส่งเรื่องโยนไปมาระหว่างหน่วยงาน เช่น ศูนย์บริการประชาชน 1111 ทำเนียบรัฐบาล และศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย อีกทั้ง กระบวนการส่งต่อเรื่องร้องเรียนยังคงยึดติดกับตัวชี้วัด (KPI) ด้านปริมาณงาน มากกว่าผลสัมฤทธิ์ในการคลี่คลายคดี ทำให้เกิดความล่าช้า ข้อมูลตกค้าง และสูญเปล่าในเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ประชาชนหมดศรัทธาต่อช่องทางของรัฐในที่สุด
นอกจากนี้ รัฐบาลเองที่ทำให้คอร์รัปชันเรื้อรัง เห็นได้จากช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเมื่อเกิดกรณีการทุจริตขนาดใหญ่ เช่น การทุจริตสอบข้าราชการหรือปัญหาในหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย ผู้นำมักรีบสรุปบทเรียนทันทีว่าเป็นเพียงความประพฤติมิชอบของ “ตัวบุคคล” ไม่ใช่ “ปัญหาเชิงระบบ”
ทั้งที่ในความเป็นจริง การทุจริตที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเกิดจากช่องโหว่ของระบบที่เปิดทางให้เกิดการโกง การปฏิเสธความจริงเช่นนี้ทำให้ขาดการแก้ไขที่ต้นตอ
ทางด้าน นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวถึง State Capture ว่า
“ผมคิดว่าศัพท์นี้ทุกคนอาจจะได้ยินกันบ่อยมากขึ้นในระยะหลังคือ คำว่า State Capture หรือการยึดรัฐ มันก็ทำให้ผมคิดว่า ปัญหาการแก้ไขเรื่องคอร์รัปชันปัจจุบัน มันแค่ออกกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ออกกฎหมายอีก 10 ฉบับก็แก้ไม่ได้ ถ้าไม่ไม่ได้ไปแก้ที่ต้นตอของโครงสร้างอำนาจที่ทำให้เกิดการคิดค้นสิ่งนี้ขึ้นมา”
โดย นรเศรษฐ์ เน้นย้ำว่า การกลายพันธุ์ของการทุจริตไปสู่สภาวะ “การยึดรัฐ” (State Capture) ทำให้การแก้ปัญหาด้วยวิธีทางเทคนิคทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวไร้ประสิทธิผล หากปราศจากการปฏิรูปโครงสร้างการกระจายและการถ่วงดุลอำนาจอย่างแท้จริง
ปัญหาการคอร์รัปชันในปัจจุบันได้ยกระดับสู่ภาวะการยึดรัฐ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มกฎหมาย แต่ต้องแก้ที่ต้นตอของโครงสร้างอำนาจไปจนถึงการแก้ไขระดับรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความผิดปกติในกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐ ใน State Capture ว่า สภาวะที่ประชาชนไม่รู้สึกแปลกใจต่อความล้มเหลวขององค์กรตรวจสอบ สะท้อนถึงการตกอยู่ในหลุมพรางของความคุ้นชินที่อันตราย พร้อมยกกรณีตัวอย่างความย้อนแย้งระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการตรวจสอบทรัพย์สินของนักการเมือง รวมถึงความล่าช้าในการส่งเรื่องตรวจสอบ ป.ป.ช. ผ่านประธานรัฐสภา
คอร์รัปชันกับสิทธิในสิ่งแวดล้อม
ปัญหาที่เป็นผลพวงจากคอร์รัปชันอีกประการหนึ่งคือเรื่อง ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งได้รับแรงต้านจากฝ่าย สว. ที่พยายามปรับแก้โครงสร้างคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด จากเดิมที่ภาคประชาชนเสนอให้มีตัวแทนท้องถิ่นเป็นประธาน กลับไปสู่การให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน เปิดช่องให้กลุ่มผลประโยชน์ภาคอุตสาหกรรมและหอการค้าเข้ามามีสัดส่วนในการตัดสินใจมากขึ้น
นอกจากนี้ สว. ยังให้ตัดมาตรการเรียกเก็บเงินประกันสินค้าเสี่ยงมลพิษออกทั้งหมด รวมทั้งลดโทษปรับผู้ปล่อยมลพิษจากสูงสุด 50 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 5 ล้านบาท
ปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้นำเสนอมุมมองจากพื้นที่จริง ว่าความหวังของประชาชนในภูมิภาคต่อการแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมยังคง “ลุ่ม ๆ ดอน ๆ” ประชาชนและภาคประชาสังคมตระหนักดีว่ารากเหง้าของปัญหาฝุ่นควันและสิทธิในสิ่งแวดล้อมผูกโยงอยู่กับการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ
การต่อสู้ของคนเชียงใหม่จึงมุ่งไปที่การผลักดันการปฏิรูประบบและการกระจายอำนาจ เช่น ความพยายามในการผลักดันให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่โดยตรง เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ แม้การเลือกตั้งท้องถิ่นอาจสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต แต่ยังอยู่ในระยะที่ประชาชนใกล้ชิดและตรวจสอบได้ง่ายกว่า
อย่างไรก็ดี ในการปฏิบัติงานจริง ภาคประชาชนต้องเผชิญกับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งแบบระบบ Single Command ซึ่งต้องคอยระมัดระวังเรื่องสถานะตำแหน่งและสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับฝ่ายบริหารระดับประเทศ ทำให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาของผู้ว่าฯ ให้กับประชาชนทำได้จำกัด
การแก้ไขปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งคอร์รัปชันสัมพันธ์กันและการแก้ไขปัญหาก็มีทิศทางเดียวกันคือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม
ปริศนาได้เปรียบเทียบสภาวะความคุ้นชินกับคอร์รัปชันกับการ “ฉายหนังซ้ำ ๆ” ในสังคมไทย โดยสะท้อนบทเรียนจากการทำงานภาคสนามและการประสานงานกับเจ้าหน้าที่องค์กรตรวจสอบ
เช่น ป.ป.ช. ซึ่งชี้ให้เห็นข้อจำกัดในการดำเนินคดีเมื่อการทุจริตฝังรากลึกตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับฝ่ายบริหารระดับสูง ทางออกของการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องรื้อถอนและแก้ไขไปจนถึงระดับรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างกลไกที่สร้างความหวังใหม่ให้แก่สังคม
ถอดบทเรียนกรณีโกงสอบท้องถิ่นในมิติสิทธิมนุษยชน
จุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่า ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องเดียวกันที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้ หากไม่มีการเปิดโปง การทุจริตมักจะถูกซ่อนไว้ใต้พรมจนประชาชนไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานไป โดยยกกรณีตัวอย่างการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นมา จำแนกผลกระทบทางสิทธิมนุษยชนออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- ระดับที่ 1: การละเมิดสิทธิโดยตรงของผู้เข้าสอบและความเสมอภาค เกิดขึ้นกับผู้เข้าสอบที่ไม่ได้จ่ายเงินสินบน ซึ่งถูกลิดรอนสิทธิและโอกาสในการเข้าทำงาน ทั้งที่ควรได้รับความเป็นธรรมตามหลักความเสมอภาค แต่กลับถูกรัฐและระบบคัดเลือกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
- ระดับที่ 2: วงจรถอนทุนที่เบียดบังงบประมาณและสิทธิของประชาชน ผู้ที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่งเข้ามาในระบบราชการย่อมต้องหาทางถอนทุนคืน ผลกระทบนี้ทำให้งบประมาณแผ่นดินที่ควรนำไปสร้างสวัสดิการ ถนน โรงเรียน และโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ต้องรั่วไหลและถูกเบียดบังไป
- ระดับที่ 3: วิกฤตศรัทธาต่อรัฐและการสูญเสียคนเก่งในระบบราชการ เมื่อประชาชนสูญเสียความเชื่อถือและไม่ศรัทธาต่อกระบวนการของรัฐ คนที่มีความรู้ ความสามารถ และความซื่อสัตย์สุจริตจะหมดแรงจูงใจในการทุ่มเทพัฒนาตนเองเพื่อเข้าสู่ระบบราชการ ส่งผลให้คุณภาพของระบบการบริหารราชการแผ่นดินถดถอยลงในระยะยาว
ดังนั้นการโกงสอบบรรจุท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงความผิดทางอาญาเฉพาะจุด แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่การทำลายหลักความเสมอภาค การพรากงบประมาณพัฒนาคุณภาพชีวิตผ่านวงจรถอนทุน ไปจนถึงการบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลของรัฐ
คอร์รัปชันทุจริตคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน
พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงคอร์รัปชันในฐานะอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนที่ควรต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อถูกโกงไป ไม่ใช่แค่เงินที่หาย แต่คือสิทธิของใครบางคนที่หายไปพร้อมกันด้วย
คอร์รัปชัน ถือเป็นรากเหง้าหรือเครื่องมือที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตรงทำให้ประชาชนสูญเสียสิทธิที่ควรจะได้รับจากรัฐบาล เสียสิทธิด้านสาธารณสุข เงินสร้างโรงพยาบาลหรือจัดซื้อยาถูกยักยอก ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย งบประมาณถนน ไฟฟ้า ถูกตัดทอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง
การทุจริตที่พรากสิทธิมากที่สุด คือการทุจริตในการเลือกตั้ง การเลือกผู้ที่ทำหน้าที่แทนประชาชนทางด้านนิติบัญญัติและด้านบริหาร ที่ผู้ลงทุนซื้อเสียงจะถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ จึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายพวกพ้องแทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนงบประมาณจะถูกจัดสรร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในวันนี้อาจไม่ใช่การโกง แต่คือ “ความชิน” ต่อการทุจริตคอร์รัปชันที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- สำรวจช่องโหว่กฎหมาย สู่ คดี ฮั้ว สว
- ปัญหาการทุจริตของไทยในมุมมอง OECD
- อันดับ CPI ดัชนีการรับรู้ทุจริตไทย ยังตกต่อเนื่อง




