จากคดีนี้ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26) มีข้อสรุปสำคัญเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ให้สั่งฟ้อง 229 คน ได้แก่
- สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบันจำนวน 138 คน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็น สว. รวม 50 จังหวัด ซึ่ง สว. จากจังหวัดบุรีรัมย์มากที่สุด 14 คน
- รัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย จำนวน 21 คน ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี (12 คน) เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ, ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี, ศุภมาส อิศรภักดี รมต. ประจำสำนักนายกฯ รองลงมาคือ สส.พรรคภูมิใจไทย (8 คน) เช่น กรวีร์ ปริศนานันทกุล และเลขาธิการนายกฯ (1 คน) ซึ่งมีบทบาทในรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
- เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย จำนวน 20 คน เช่น เนวิน ชิดชอบ และ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม และอดีตรองประธานสภาฯ
- สว. สำรอง และผู้สมัคร สว. อีกจำนวน 50 คน
โดยมี 7 ข้อกล่าวหา ตาม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ดังนี้
- กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
- ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
- ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่
- มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่
- มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่
- มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่
- ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่
ผลการลงมติ กกต.
อย่างไรก็ตาม จากคำแถลงอย่างเป็นทางการถึงผลการพิจารณาสำนวนการไต่สวนของ กกต. โดยมี ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. และ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. เป็นผู้แถลง และเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เลขที่ 445/2569 ระบุว่าคดีนี้มีผู้ร้อง 67 ราย ผู้ถูกร้อง 427 ราย และมีเอกสารในสำนวนรวม 75,722 หน้า โดยมีข้อมูลดังนี้
มีผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีนี้มี 427 คน ไม่ใช่ 229 รายตามที่ปรากฏในรายงานข่าวก่อนหน้านี้ และ กกต. ได้มีมติส่งศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาจำนวน 77 คน ได้แก่
- มีสว. (ดำรงตำแหน่งขณะถูกร้อง) จำนวน 26 คน
- ผู้มีสิทธิเลือกสว. ที่ไม่ใช่ บุคคลในลำดับ (1)- (2) จำนวน 36 คน
- บุคคลอื่น 15 คน
- ไม่สั่งฟ้อง สว. สำรอง
- ไม่สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หากแบ่งตามข้อกล่าวหา สามารถแบ่งได้ดังนี้
ข้อกล่าวหาที่ 1 มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ใด
ข้อกล่าวหาที่ 2 กกต. มีมติไม่ยื่นคำร้องและไม่ดำเนินคดีอาญาผู้ใด
ข้อกล่าวหาที่ 3 มีผู้ถูกดำเนินคดี 36 ราย ได้แก่ สว. 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 1 ราย และบุคคลอื่น 9 ราย
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 4-7 กกต. มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 ราย โดยมีรายละเอียดดังนี้
- สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) จำนวน 26 คน
- ผู้มีสิทธิเลือก สว. ที่ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ (1)-(2)) จำนวน 36 คน
- บุคคลอื่น จำนวน 15 คน
ทั้งนี้ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ แจ้งว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่า กกต. แต่ละคนลงมติอย่างไร
สำหรับรายชื่อผู้ที่ กกต. ยื่นคำร้องฟ้องต่อศาลฎีกา 77 คน ตามเอกสารเผยแพร่ข่าวเลขที่ 446/2569 ปรากฏชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก เช่น สมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ บิดาของวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย, ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาฯ, สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย, วาริน ชิณวงศ์ นายก อบจ.นครศรีธรรมราช, ชีวะภาพ ชีวธรรม สว., อลงกต วรกี สว., พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. เป็นต้น
สำหรับ สว. คน ที่ถูกส่งฟ้องนี้ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ กล่าวว่า บางคนมีพฤติการณ์จูงใจหรือให้ทรัพย์สินเงินทองกับผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อลงคะแนนให้ตัวเอง ซึ่งมีพยานบุคคลและพยานหลักฐานต่าง ๆ ที่พบความเชื่อมโยงและเส้นเงิน เป็นความผิดตามข้อกล่าวหามาตรา 77 คือจูงใจหรือเรียกว่าจ้างให้ผู้สมัครมาเลือกตัวเอง
พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ต้นตอปัญหา?
ทางด้าน เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอยู่ในกลุ่ม สว. อิสระที่มีบทบาทในการตรวจสอบและถ่วงดุลกับกลุ่มเสียงข้างมากในสภา ได้ตั้งข้อสังเกตต้นตอของคดีฮั้ว สว. ว่า การ “ฮั้ว” คือการรวมหัวกันกระทำการเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องหรือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันโดยไม่เปิดเผย แต่ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567) และที่เกี่ยวข้อง ก็กำหนดให้เลือกตามคุณสมบัติ ประวัติ ความรู้ ความสามารถ
“ผมได้เคยฟ้องศาลปกครองตอนนั้นว่า ข้อมูลเท่านี้มันสะท้อนความเป็นตัวแทนไม่ได้ การเป็นตัวแทนมันต้องสามารถบอกได้ว่า หากเราเป็น สว. เราจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร และศาลปกครองเองก็เห็นพ้องว่า ‘แนวคิด’ ของผู้สมัครก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เลือกได้
ดังนั้นผมจึงคิดว่าการชูว่าตัวเราจะผลักดันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ สว. จึงเป็นเรื่องที่นำมาเสนอเพื่อรับการเลือกได้
การเลือก สว. 67 นี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ ทุกคนก็คลำทางกันหมด ไม่ว่าจะกรรมการ หรือ กกต.และผู้เล่น ดังนั้นเราควรพิจารณาบนฐานพฤติกรรมทั่วไปที่ใกล้เคียงกันอย่างการเลือกตั้ง สส. หากไม่ไปถึงเรื่องอามิสสินจ้าง การข่มขู่หลอกลวง ผมว่าโดยพฤติกรรมก็ควรยังมองว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 เป็นอีกต้นตอของช่องโหว่ในการจัดตั้งและฮั้วเลือก สว. จากรูปแบบการเลือกกันเองหลายระดับ
ขณะเดียวกัน สว. เองก็มีอำนาจหน้าที่เห็นชอบองค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่จะมาดำเนินคดี ฮั้ว สว.ด้วย ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ 60 ที่ได้บัญญัติอำนาจหน้าที่ สว. ในการเห็นชอบบุคคลที่ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ อย่าง กกต.
ขั้นตอนการลงมติของ กกต.
กกต. ทั้ง 7 คน ประกอบไปด้วย
- ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สว. ชุดปี 67
- ณรงค์ รักร้อย กรรมการการเลือกตั้ง โดยผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดปี 67
- อนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สว. ชุดปี 67
- ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สว. ชุดปี 62
- สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สว. ชุดปี 62
- เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สนช. ปี 61
- ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง แต่งตั้งโดย สนช. ปี 61
ทั้งนี้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (พ.ร.ป.กกต.) กำหนดไว้ว่า หลังการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมเป็น กกต. แล้ว ต้องส่งให้ สว. ตรวจสอบประวัติและลงมติเห็นชอบให้เข้าสู่ตำแหน่งทั้ง 7 คน และได้รับเลือกให้เป็นประธาน กกต. 1 คน
โดยขั้นตอนการลงมติคดีฮั้วเลือกสว. นั้น กกต. แต่ละคนจะส่งใบลงมติของตนเองที่มีต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน ใน 7 ข้อกล่าวหา ซึ่งใบลงมติดังกล่าว กกต. แต่ละคนได้รับไปนับตั้งแต่เสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเมื่อวันที่ 28 ส.ค.
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักการประชุมจะรวบรวมผลและทำการขานมติอย่างเป็นทางการ โดย กกต. ได้มีการประชุมทำความเข้าใจในขั้นตอนการลงมติไปแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.ย.
ภายหลังจากที่ กกต. มีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนของสำนักงาน กกต. ในการรวบรวมความเห็นของกรรมการแต่ละคนที่เป็นเสียงข้างมากหรือมติเอกฉันท์ เพื่อจัดทำเป็นคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกฎหมายจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน และหากมีมติให้ส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณา ก็จะใช้ระยะเวลาในการจัดทำคำร้อง 60 วันเช่นเดียวกัน
กกต. มีหน้าที่กลั่นกรองคดี แสวงหาพยานหลักฐาน
ในเวลา 17.30 น. ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) แถลงหลังผลมติ กกต.ลงมติคดีฮั้วสว. ว่าได้ติดตามกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่ปี 67 และสังเกตการณ์ทั้งระดับอำเภอ จังหวัด และได้พบว่ามีความผิดปรกติในการเลือก สว.
พบว่ามีการทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่จัดตั้งและจัดการอยู่เบื้องหลังจำนวนมาก พบเห็นทั้งโพยที่ระบุหมายเลขและรายชื่อ
และพิจารณาแล้วว่ามีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายในหลายจังหวัด และสืบสวนแล้ว เจอหลักฐานที่แวดล้อมวนอยู่พรรคภูมิใจไทยทั้งนั้น เช่นบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งญาติพี่น้อง ครอบครัว ของ สส. อดีตผู้ช่วย สส. และผู้ช่วย สส. รวมทั้งเส้นทางการเงินในการจ่ายค่าตอบแทน
ผลคำแถลงของกกต.ในวันนี้ ยิ่งชีพ กล่าวว่า ไม่แปลกใจและไม่เกินความคาดหมาย เพราะ กกต. บางคนรวมทั้งประธานมาจากการเห็นชอบกับ สว. และเคยมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สว. มาก่อน
นอกจากนี้ยังกล่าวว่า กกต.มีคำสั่งฟ้อง 77 คน ถือว่าเป็นจำนวนส่วนน้อย เพราะตัวเลขจริง ๆ ที่ต้องสั่งฟ้องจะต้องเป็น 229 คน ยังเหลืออีก 152 คนที่ต้องสั่งฟ้องแต่ก็ถือว่ามีการโกงเลือกสว. 67 จริง ๆ มีสว. ที่มาจากการโกง
มติของ กกต. ในวันนี้ ถือว่า กกต. เลือกฟ้องเฉพาะคนตัวเล็ก ๆ ที่ทำพลาดในขบวนการเท่านั้น แต่ยังไม่สาวไปถึงขบวนการขนาดใหญ่ และไม่ตรวจสอบสั่งฟ้องผู้ที่อยู่เบื้องหลัง
ทั้งนี้ ทาง iLaw ยังได้วิพากษ์การลงมติของ กกต. ในครั้งนี้ว่า กกต. กำลัง “ล้ำเส้น” หน้าที่ของตนเอง เพราะตามกฎหมาย ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือ รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
หน้าที่ของ กกต. เมื่อไม่พบหลักฐาน คือ ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าขบวนการตระเตรียมการโกงเลือก สว. ที่พยานกล่าวอ้างนั้น มี “หลักฐานอันควรเชื่อ” หรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินไปก่อนว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” และยุติการแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ขณะที่บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา องค์กรตุลาการที่มีที่มา “เป็นกลาง” กว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
บทบาทในการตัดสินชี้ถูกชี้ผิด ชั่งนำหนักว่าพยานหลักฐานใดน่าเชื่อถือหรือไม่ เป็นหน้าที่ของศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรตุลาการที่มีที่มา “เป็นกลาง” มากกว่า กกต. ที่มาจากความเห็นชอบโดยวุฒิสภา
การที่ กกต. ตัดสินใจไม่ส่งให้ศาลฎีกาแผนกพิจารณากรณีของผู้ถูกกล่าวหาที่ไม่ส่งฟ้องไป จึงเป็นการ “ปิดโอกาส” ไม่ให้ศาลฎีกาที่มีกระบวนการพิจารณาคดีแบบไต่สวน ได้เรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ได้กำหนดว่า เมื่อ กกต. รวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนไต่สวนแล้ว ปรากฏว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เกิดความไม่สุจริต กกต. มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ทางด้าน เทวฤทธิ์ มองว่า กกต. มีหน้าที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงในทุกคดี กลั่นกรองก่อนส่งต่อให้ศาล ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดการร้องกลั่นแกล้งได้ ดังนั้นมันต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อ” ให้บทบาทของ กกต. ในการกลั่นกรองระดับหนึ่ง
แต่หลักฐานสำคัญคือผลการลงคะแนนที่มันเป็นแพทเทิร์นที่มากเกินกว่าความน่าจะเป็นปกติ เรียกว่ามากจนล้นกระดานที่ กกต.เองก็คาดหมายไว้ในวันเลือกตอนนับคะแนนด้วยซ้ำ แม้ความเป็นไปได้ดังกล่าวจะเป็น 1 ใน 1.5 พันล้านล้านล้าน แต่จำนวนขนาดนี้ก็คิดว่ามันมีเหตุอันควรเชื่ออยู่ไหม
หรืออาจจะยืนยันได้ว่า เพราะว่าคนเหล่านั้นที่เลือกเพราะมีอุดมการณ์ความคิดความเชื่อหรือเป้าหมายในการขับเคลื่อนเดียวกัน เราก็ไม่เห็นการออกมาพูดถึงประเด็นนี้ เหมือนกลุ่มที่รณรงค์ให้มาสมัครเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ กกต. ควรสงสัยหรือควรเชื่อก็น่าจะหาน้ำหนักว่าคนเหล่านั้นเขาเลือกกันเพราะอะไรด้วย หากหาไม่ได้เป็นอื่นก็น่าจะควรเชื่อว่ามีความผิดปกติหรือไม่
บทบาทของ สว. หลัง มติ กกต. ส่งสำนวนให้ศาลฎีกา
หลังมีมติในวันที่ 14 ก.ย. 69 นี้ กกต. ต้องจัดทำคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาภายใน 60 วัน ระหว่างนี้ สว. ที่ถูกดำเนินคดียังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
กระทั่งศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา สว. กลุ่มนี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวทันที จนกว่าจะมีคำพิพากษาว่าไม่มีความผิด
หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด ให้ถือว่าสมาชิกภาพ สว. สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สำหรับ สว.ที่เหลืออยู่ยังสามารถเปิดประชุมได้ปรกติ ทั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- พลวัตของวุฒิสภาในโลกและไทย
- จับตาคดีฮั้ว สว. เสี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน เห็นชอบ กกต.
- คดีฮั้วเลือกสว. จะจบแบบไหน หรือ มวยล้มต้มคนดู?




