สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมออก “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” หรือ แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมในกิจการแพลตฟอร์มที่ให้บริการขนส่งสาธารณะ หลังพบว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ที่มีอยู่จำนวนมาก ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่เรียกว่า “การค้าไม่เป็นธรรม”
อ่านเพิ่มเติม:
- แพลตฟอร์ม ค้าไม่เป็นธรรม (1) รายใหญ่ฮุบตลาด “ไรเดอร์-ส่งอาหาร”
- แพลตฟอร์ม ค้าไม่เป็นธรรม (2) พฤติกรรมการค้า-อำนาจเหนือตลาด
ผลจาก “การค้าไม่เป็นธรรม” โครงสร้างการเติบโตและการกระจุกตัวของระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์มได้สร้างความท้าทายเชิงลึกในมิติสวัสดิการแรงงาน ความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานในประเทศไทย

ประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญและมีรายละเอียด ดังนี้
ความเสี่ยงเชิงระบบและการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
ไรเดอร์ (Rider) และผู้ขับขี่อิสระส่วนใหญ่ในประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งไม่มีสัญญาจ้างแรงงานและไม่มีสิทธิประโยชน์สวัสดิการขั้นต่ำตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จากผลการสำรวจเชิงลึกพบว่า Rider ประมาณ 87% ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครัวเรือน พร้อมทั้งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 500-1,000 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม Rider ต้องรับภาระความเสี่ยงทางเศรษฐกิจทั้งหมดและเผชิญกับความไม่แน่นอนเชิงรายได้จากการปรับลดค่ารอบของแอปพลิเคชันฝ่ายเดียว
ปัญหาอุบัติเหตุเป็นอีกหนึ่งความเปราะบางที่รุนแรงเชิงโครงสร้าง ข้อมูลสถิติชี้ว่า Rider ประมาณ 11.98% เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงในขณะทำงานส่งมอบสินค้าหรือผู้โดยสารในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราเฉลี่ยอุบัติเหตุสูงถึง 1.69 ครั้งต่อปีต่อคน
ในขณะที่ระบบสวัสดิการการคุ้มครองของแพลตฟอร์มหลักในปัจจุบันมีความแตกต่างเชิงนโยบายและมาพร้อมเงื่อนไขบังคับที่ค่อนข้างสูง

ความต้องการสวัสดิการระหว่างกลุ่มผู้ขับขี่มีความแตกต่างกันตามพฤติกรรมการรับงาน โดย Rider ที่ทำงานเต็มเวลา (Full-time) จะให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดมาตรฐานค่าจ้างขั้นต่ำและการรับรองสิทธิประโยชน์ประกันการขาดรายได้หากเจ็บป่วยจากการทำงาน
ในขณะที่กลุ่ม Rider แบบพาร์ทไทม์ (Part-time) จะให้ความสำคัญต่อการมีระบบประกันภัยอุบัติเหตุพื้นฐานในขณะขับขี่เป็นสำคัญ
ความท้าทายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและผู้บริโภค
สภาวะความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูล (Data Asymmetry) ระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ใช้บริการก่อให้เกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว แพลตฟอร์มดิจิทัลเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค พิกัดแผนที่ Geolocation และข้อมูลทางการเงินจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่นำไปวิเคราะห์เพื่อจัดส่งสื่อโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Profiling & Targeting Ads) โดยขาดการชี้แจงรายละเอียดที่เข้าใจง่ายแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ การโอนย้ายข้อมูลลูกค้าข้ามพรมแดนไปยังบริษัทร่วมทุนภายนอกประเทศ (Cross-border Data Transfer) และมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ได้ทำให้เกิดเหตุการณ์ข้อมูลลูกค้ารั่วไหลจำนวนหลายล้านราย ซึ่งสร้างความเสียหายเชิงการเงินและสุ่มเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ขั้นรุนแรงแก่ผู้บริโภคในประเทศไทย
บทบาทการกำกับดูแลเชิงรุกและการปฏิรูปเชิงนโยบายของรัฐ
ภายใต้ข้อร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นของไรเดอร์และกลุ่มธุรกิจร้านค้าเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมทางการค้า ภาครัฐของไทยได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแลเชิงรุกโดยเน้นการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลขึ้นเป็นนัดแรกเมื่อ 23 ก.ค. 69 เพื่อตรวจสอบตลาดเชิงรุกโดยไม่รอให้เกิดการร้องเรียน
ทั้งนี้ ในปี 69 มีคดีร้องเรียนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กขค. ทั้งสิ้น 68 เรื่อง โดยในจำนวนนี้มี 17 เรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมี 7 คดีถูกส่งเข้าพิจารณาตัดสินอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ การร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับตลาดบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาทางคดีการแข่งขันทางการค้าอยู่จำนวน 1 เรื่อง
มาตรการปฏิรูปทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะช่วยในการกำกับการแข่งขันได้ คือการประกาศบังคับใช้ “ประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ” หรือ “ไกด์ไลน์ E-Commerce เมื่อ 25 มี.ค. 69 เพื่อคุมเข้มพฤติกรรมการใช้อำนาจตลาดที่ไม่เป็นธรรม
- พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior): ควบคุมและกำหนดโทษทางปกครองและอาญาต่อการใช้อัลกอริทึมแบ่งแยกราคา การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราลอกเลียนคู่แข่ง (Parallel Pricing) และการเก็บค่าคอมมิชชันที่เป็นภาระเกินสมควรแก่ร้านค้าโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
- พฤติกรรมที่มิใช่ราคา (Non-Price Behavior): ห้ามปรามพฤติกรรมการปิดกั้นการแสดงผลสินค้าเพื่อบังคับซื้อโฆษณา การให้สิทธิประโยชน์เฉพาะบริการในเครือของตนเอง (Self-preferencing) และการกำหนดข้อสัญญาบังคับให้ผู้ขายจำต้องใช้เฉพาะบริษัทขนส่งที่ทางแพลตฟอร์มระบุไว้โดยตัดสิทธิผู้ให้บริการขนส่งอิสระภายนอก
นอกจากนี้ การควบคุมเชิงระบบนิเวศยังได้รับการเกื้อหนุนจากกฎหมายการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 (กฎหมาย DPS) ของ ETDA ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบตัวตนแพลตฟอร์ม กำหนดมาตรฐานความโปร่งใสเชิงอัลกอริทึม และการจัดทำช่องทางร้องเรียนอุทธรณ์ที่เป็นอิสระสำหรับไรเดอร์และผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ควรช่วยกันวิเคราะห์และตอบคือ ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการกำกับการแข่งขันที่กล่าวมานี้ ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาหรือปรับปรุงประกาศแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าเพื่อยกระดับการกำกับการแข่งขันในตลาดบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์อีกหรือไม่และอย่างไร
บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงรุกเพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน
โครงสร้างตลาดบริการเรียกรถโดยสารและบริการจัดส่งออนดีมานด์ในประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ลักษณะของตลาดแข่งขันสองรายเชิงพฤติกรรมอย่างถาวรภายหลังสมรภูมิราคาและการปิดตัวลงของผู้เล่นข้ามชาติบางราย แม้ว่าสภาวะผู้ขายน้อยรายจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์เชิงข้อมูลตามหลักการประหยัดจากขนาดและขอบเขต
ระบบนี้ก็สร้างความเสี่ยงสูงจากการเกิดพฤติกรรมการปิดกั้นการแข่งขันและการโอนถ่ายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มไรเดอร์และร้านค้าขนาดเล็กที่จำยอมพึ่งพิงระบบ
เพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างทางออกเชิงนโยบายที่เท่าทันต่อยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สำนักงาน กขค. ขอเสนอมาตรการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจำนวน 4 มาตรการหลัก ดังนี้
- การกำกับดูแลเชิงป้องปรามล่วงหน้า (Ex-ante Regulatory Oversight): สำนักงาน กขค. และ ETDA ควรยกระดับกฎหมายแข่งขันทางการค้าปัจจุบันจากการตั้งรับและแก้ไขหลังจากเหตุการณ์เสร็จสิ้น (Ex-post) ไปสู่การกำหนดหลักเกณฑ์เชิงรุกล่วงหน้า โดยการระบุและติดตามแพลตฟอร์มที่มีฐานะเป็น “ผู้คุมตลาดระดับประเทศ” (Gatekeepers) และห้ามมิให้จัดทำข้อตกลงจำกัดราคาข้ามแพลตฟอร์ม (Price Parity) รวมถึงการบังคับใช้กลยุทธ์ช่องทางขนส่งเดียวเชิงผูกขาดโดยเด็ดขาด!
- การกำหนดแนวทางพิสูจน์สถานะแรงงานตามลักษณะแท้จริง (Universal Platform Labor Classification): ควรจัดทำหลักเกณฑ์ตรวจสอบประเมินสถานะการทำงาน (Classification Test) ที่เป็นมาตรฐานสากล โดยหากแพลตฟอร์มควบคุมกระบวนการตัดสินใจ อัตราค่าจ้าง เส้นทางวิ่งงาน และมีมาตรการลงโทษระงับสัญญาณเมื่อปฏิเสธงาน ให้ตีความว่าความสัมพันธ์ทางสัญญานั้นคือ “สัญญาจ้างแรงงาน (ลูกจ้าง)” ซึ่งแพลตฟอร์มจะต้องจัดให้มีระบบความปลอดภัยและค่าแรงขั้นต่ำภาคบังคับตามกฎหมาย สำหรับกรณีแรงงานรายสะดวกรัฐควรกำหนดสัดส่วนร่วมทุนระหว่างแพลตฟอร์มในการจ่ายเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุพื้นฐานและระบบประกันสังคมมาตรา 40 เพื่อร่วมกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม
- การเปิดเสรีข้อมูลและความโปร่งใสเชิงอัลกอริทึม (Data Portability and Algorithmic Audits): ควรกำหนดข้อบังคับที่ให้อำนาจร้านค้าในการโอนย้ายข้อมูลคะแนนรีวิว ประวัติการขาย และฐานลูกค้าข้ามแพลตฟอร์มได้อย่างเสรี (Data Portability) เพื่อลดต้นทุนในการสลับและลดสภาวะการล็อกอินในแพลตฟอร์มเดียว พร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานตรวจสอบกลไกการกระจายงานและกลไกการตั้งราคา Dynamic Pricing เพื่อป้องกันพฤติกรรมกีดกันและเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
- การจัดตั้งเครือข่ายภาคประชาสังคมสากลเพื่อการตรวจสอบระบบ (Trusted Flaggers Network): สนับสนุนการจัดตั้งกลุ่มหรือองค์กรประชาสังคมคุ้มครองผู้บริโภคและตัวแทนผู้ค้าออฟไลน์ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการทำหน้าที่ตรวจสอบและคัดกรองพฤติกรรมฝ่าฝืนเงื่อนไข ราคา หรือระบบโฆษณาหลอกลวง และสามารถแจ้งเตือน (Notice-and-Action) ตรงไปยังระบบของแอปพลิเคชันเพื่อถอนคำสั่งซื้อที่ไม่ปลอดภัยและสินค้าปลอมแปลงออกจากระบบนิเวศโดยทันที
แนวทางกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform)
ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Digital Platform) โดยเฉพาะแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเป็นช่องทางหลักที่เชื่อมโยงระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มในการเข้าถึงตลาดและผู้บริโภค
ธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป ทั้งในด้านการได้รับประโยชน์จากผลแห่งเครือข่าย (Network Effects) การสะสมและการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Advantage) รวมถึงการควบคุมระบบอัลกอริทึมในการจัดอันดับและการมองเห็นสินค้า ประกอบกับแพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นทั้ง “ผู้ให้บริการตลาดกลาง (Marketplace)” และ “ผู้ประกอบธุรกิจแข่งกับผู้ขายบนแพลตฟอร์มของตนเอง”
โครงสร้างดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น การเลือกปฏิบัติ การให้สิทธิพิเศษแก่สินค้าตนเอง (Self-preferencing) การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขหรือค่าธรรมเนียมฝ่ายเดียว ตลอดจนการนำข้อมูลเชิงพาณิชย์ของผู้ใช้บริการไปใช้ประโยชน์ในการแข่งขันกับผู้ประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มเดียวกัน
สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยยึดหลัก ความแน่นอนชัดเจน (Certainty) ความโปร่งใส(Transparency) และความได้สัดส่วน (Proportionality) เพื่อกำหนด “กติกาการแข่งขันที่เป็นธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจ ลดความไม่แน่นอนในการประกอบธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าสู่ตลาดและเติบโตได้ ตลอดจนสนับสนุนให้นวัตกรรมดิจิทัลเติบโตควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบธุรกิจ ผู้บริโภค และระบบเศรษฐกิจโดยรวม
ข้อเสนอรูปแบบการกำกับธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล
เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างการแข่งขันอย่างครอบคลุม สำนักงาน กขค. ขอเสนอแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยจัดกลุ่มเป็น 6 หมวดสำคัญ ดังนี้
หมวดที่ 1: เกณฑ์กำกับดูแลแพลตฟอร์มและการกำหนดหน้าที่
- การกำหนดหลักเกณฑ์จำแนกแพลตฟอร์มโดยพิจารณาจากรายได้ จำนวนผู้ใช้งาน มูลค่าธุรกรรมและระดับการพึ่งพาของผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมและได้สัดส่วนกับผลกระทบต่อการแข่งขัน
- การกำหนดหน้าที่ให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการเข้าถึงตลาด (Gatekeepers) จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการรักษาความเป็นธรรม ความโปร่งใส และการไม่เลือกปฏิบัติ
หมวดที่ 2: ความโปร่งใสของสัญญาและค่าธรรมเนียม
- การกำกับข้อตกลงและเงื่อนไขทางการค้า (Terms and Conditions) ให้เงื่อนไขค่าธรรมเนียม และภาระต่าง ๆ ของผู้ประกอบธุรกิจ เป็นลายลักษณ์อักษร มีความชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และสามารถตรวจสอบได้
- การกำกับค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่กำหนดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องแก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ขายในแพลตฟอร์ม
- การห้ามเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้าฝ่ายเดียวอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่แจ้งล่วงหน้าภายในระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมระบุเหตุผลอย่างชัดเจน
- การห้ามบังคับหรือผลักภาระค่าใช้จ่ายในการจัดรายการส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโดยปราศจากความยินยอม
หมวดที่ 3: การป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- การห้ามเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม (Unfair Discrimination) แพลตฟอร์มต้องไม่กำหนดเงื่อนไข การเข้าถึงบริการ หรือการปฏิบัติต่อผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ขายในแพลตฟอร์มที่แตกต่างกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- การห้ามให้สิทธิพิเศษแก่ธุรกิจของแพลตฟอร์มตนเอง (Self-preferencing) อันจะเอื้อประโยชน์แก่สินค้าหรือบริการของตนเองจนส่งผลกระทบต่อผู้ขายรายอื่นอย่างไม่เป็นธรรม
- การห้ามผูกมัดบริการ (Tying & Bundling) โดยแพลตฟอร์มต้องไม่บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องใช้บริการอื่นของแพลตฟอร์ม เช่น ระบบชำระเงิน โลจิสติกส์ โฆษณา หรือบริการทางการเงิน เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงหรือใช้บริการหลัก เว้นแต่มีเหตุผลอันสมควรทางธุรกิจ
- การคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจในการใช้บริการหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน (Cross-platform) ตลอดจนสามารถนำข้อมูลที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจของตนไปใช้กับแพลตฟอร์มอื่นได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
หมวดที่ 4: ธรรมาภิบาลในระบบอัลกอริทึม
- การกำกับให้มีความโปร่งใสของระบบจัดอันดับ (Ranking Transparency) โดยเปิดเผยหลักเกณฑ์และปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการแสดงผลหรือกำหนดการมองเห็นสินค้าในระดับที่เพียงพอต่อการวางแผนธุรกิจ โดยไม่กระทบต่อความลับทางการค้า
- การกำกับกระบวนการภายในสำหรับระบบอัลกอริทึมที่มีผลต่อการจัดอันดับการกำหนดราคา การแนะนำสินค้า หรือการเข้าถึงผู้บริโภค เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- การห้ามการลดการมองเห็น การถอดสินค้า หรือการปิดบัญชี โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยแพลตฟอร์มต้องมีเหตุผลและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน พร้อมแจ้งเหตุผลให้ผู้ประกอบธุรกิจทราบ และต้องจัดให้มีช่องทางอุทธรณ์หรือขอทบทวนคำสั่งที่รวดเร็วชัดเจน
- การคุ้มครองจากการตอบโต้ (Anti-Retaliation) โดยห้ามแพลตฟอร์มดำเนินมาตรการตอบโต้ผู้ประกอบธุรกิจที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือให้ข้อมูลแก่หน่วยงานรัฐ
หมวดที่ 5: การกำกับดูแลการใช้ข้อมูล
- การคุ้มครองข้อมูลเชิงพาณิชย์ของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น ข้อมูลยอดขาย ราคา ต้นทุน พฤติกรรมลูกค้า หรือแผนการตลาด โดยนำไปใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันหรือพัฒนาสินค้าของตนเองมาแข่งกับผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ขายบนแพลตฟอร์ม
หมวดที่ 6: กลไกภายในและการระงับข้อพิพาท
- การกำกับให้มีแนวปฏิบัติที่มีธรรมาภิบาลด้านการแข่งขันภายในองค์กร (Competition Compliance) เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า
- การกำกับให้มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสรวดเร็ว สามารถตรวจสอบได้ และมีกระบวนการส่งต่อเรื่องไปยังหน่วยงานภายนอกกรณีไม่สามารถหาข้อสรุปได้เป้าหมายของการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล
การกำหนดแนวทางการกำกับดูแลข้างต้น มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ระบบนิเวศการแข่งขันทางการค้าที่เสรี เป็นธรรม และยั่งยืน” โดยมุ่งรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลกับการคุ้มครองการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจ
นอกจากนี้ ป้องกันมิให้เกิดการใช้อำนาจตลาดหรืออำนาจในการควบคุมแพลตฟอร์มในลักษณะที่เอาเปรียบแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถเติบโตได้ ผู้ประกอบธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ทุกรายสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม และผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดจากการแข่งขันภายใต้กติกาทางการค้าที่เป็นธรรม
บทความที่เกี่ยวข้อง:




