การบรรยายวิชาการของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” โดยวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเป็นการบรรยายหลังหมดวาระประธานศาลรัฐธรรมนูญ และให้มุมมองต่อสถานการณ์การเมืองว่าสังคมไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤต” ความไว้วางใจต่อสถาบันการเมือง
“Policy Watch ThaiPBS”ได้นำคำบรรยายแบบคำต่อคำอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนมุมมองทางความคิดในการมองภาพการเมืองไทยในอนาคต โดย นครินทร์ เริ่มบรรยายจากการอธิบายถึงเรื่องการเมืองกับสังคมไทยในอนาคต หรือ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต”
“ผมเองก็อาจจะเหมือนกับพวกเราเกือบทุกคนที่มองอนาคตแล้ว ยังไม่ชัดเจนเท่าไร ยังมีความพร่ามัวอยู่อีกมาก ในฐานะที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมา 30 ปี สอนหนังสือตั้งแต่ปี 2528-2558 แล้วอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ 10 ปีกับ 8 เดือน ตั้งแต่ปี 2558 และเพิ่งพ้นตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา” นครินทร์ กล่าวเริ่มต้น
ย้อนการเมืองไทยในแต่ละยุค
นครินทร์ ย้อนการเมืองไทยโดยเริ่มจากความเป็นมา สังคมการเมืองไทยเป็นมาอย่างไร ใน 25 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2475 ถึง 2500 การเมืองไทยเป็นการเมืองที่คณะราษฎรมีบทบาทนำและมีบทบาทชี้นำ หากลงไปในรายละเอียดจะตอบได้เลยว่า นายกรัฐมนตรีทุกคนใน 25 ปีแรกเป็นสมาชิกคณะราษฎรทั้งหมด มี 2 คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา กับหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชแต่ก็เป็นบุคคลที่คณะราษฎรไปเชิญมา เพราะฉะนั้น คณะราษฎรจึงแทบจะครอบงำและชี้นำทิศทางทางการเมืองตลอดระยะเวลา 25 ปีแรก
“พวกเขาทะเลาะกัน มีความขัดแย้งกันภายในคณะราษฎร และมีความเห็นต่างกันหลายเรื่อง แต่ก็มีกลไกบางอย่างที่จะประคับประคองทุกอย่างให้ไปในทิศทางของพวกเขาได้ นั่นคือระบบกึ่งประชาธิปไตย คำว่า “กึ่งประชาธิปไตย” เป็นคำที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เรียกเอง ไม่ใช่ผมตั้งขึ้นมา”
ถัดมาอีก 16 ปี ตั้งแต่ปี 2500 ถึง 2516 การเมืองและสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้การชี้นำของคณะปฏิวัติ ต้องไม่ลืมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นยุคสมัยที่แน่นอนว่ามีความผันผวนภายในอยู่บ้าง แต่ตลอด 16 ปีนี้ คณะปฏิวัติเรียกตัวเองว่า คณะปฏิวัติ ไม่ใช่คณะรัฐประหาร
“ปฏิวัติ” เป็นศัพท์เฉพาะ ท่านจอมพลสฤษดิ์พอใจที่จะใช้คำว่า “คณะปฏิวัติ” และเรียกยุคสมัยของท่านว่าเป็นสมัยปฏิวัติ เพราะฉะนั้น การเมืองและสังคมไทยจึงอยู่ในสมัยของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” หรือที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ” กล่าวคือ ไม่มีการเลือกตั้ง ใช้อำนาจเด็ดขาดตามมาตรา 17
อย่างไรก็ตาม มีการพัฒนาประเทศอย่างมาก ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล มีการตั้งมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด มีการสร้างถนนหนทาง และเราเข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงสงครามกับคอมมิวนิสต์
อีก 24 ปีถัดมา ตั้งแต่ปี 2516 ถึง 2540 การเมืองและสังคมไทย ขอเรียกว่าเป็นยุคสมัยของ “การแบ่งปันอำนาจ” เป็นการ sharing อำนาจกัน อำนาจไม่ได้ผูกขาดหรือชี้นำโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างชัดเจนเหมือนกับสองสมัยแรก
24 ปีนี้เป็นสมัยที่มีการแบ่งปันอำนาจกันในหลายฝ่ายและหลายมิติ ระหว่างข้าราชการกับประชาชน ผู้นำเหล่าทัพกับพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลผสม
ที่สำคัญคือ ผู้นำส่วนกลางก็ต้องจับมือกับผู้นำในเขตต่างจังหวัด คนเหล่านี้เป็น ส.ส. เป็นผู้มีอิทธิพล ผู้มีบารมี บางท่านเรียกว่าเป็น “เจ้าพ่อ” ที่มาจากภูมิภาค แล้วเราก็จะเห็นเจ้าพ่อขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่าง ๆ นี่เป็นยุคสมัยแบบนี้ บ้านเมืองก็อยู่กันได้ พออยู่กันได้ มีความขลุกขลักและขัดแย้งกันภายในเป็นระยะ ๆ แต่พอถึงปี 2540 การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทางไป

2540 การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทาง
ความฝันและความหวังที่จะปฏิรูปการเมือง คือการต้องการให้การเมืองมีฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง เราต้องการให้รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีความเข้มแข็ง จึงมีการปฏิรูประบบรัฐสภาและระบบการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตั้งขึ้นมาโดยรัฐธรรมนูญปี 2540 รวมถึงการกระจายอำนาจและการเลือกตั้ง อบจ. และ อบต. เต็มพื้นที่ แต่ปัญหาของเราคืออะไร เข้าใจว่าหลังยุคสมัยนี้เป็นอิทธิพลของการปฏิรูปตั้งแต่ปี 2540 เรามีการออกแบบการเมืองใหม่อยู่ตลอดเวลา
“ขอให้ดูนิดหนึ่งนะครับ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบันอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญปี 2540 มีรัฐธรรมนูญปี 2549 ท่านเตือนความจำนี้นะครับ มีรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย แล้วมีรัฐธรรมนูญปี 2557”
“เรามีรัฐธรรมนูญ 5 ฉบับ แล้วก็มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ผมมีส่วนเข้าไปร่วมร่างในการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ผมเข้าไปในโควตาของคณะมนตรี แต่รัฐธรรมนูญปี 2558 เป็นการร่างธรรมนูญที่ไม่มีการใช้ เพราะถูกคว่ำโดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติถัดมาเรามีรัฐธรรมนูญปี 2560 ปรากฏการณ์นี้แสดงอะไรครับ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องกติกาการปกครองประเทศ”
นครินทร์ บอกว่า เราสร้างบ้านแล้วเราไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างกันไปโดยตลอด มีการรีโนเวตบ้านอยู่ตลอดเวลา หรือไม่ก็รีโนเวตด้วยความอำเภอใจ ต้องการต่อเติมห้องนอนก็ทำ ไม่พอใจก็เปลี่ยนห้องน้ำ ไม่พอใจก็ต้องการทำห้องรับแขกใหม่
ปัจจุบันเราอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 10 และทุกสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทยมีลักษณะพิเศษอยู่ตลอดเวลา หากท่านสนใจประวัติศาสตร์ รัชกาลที่ 10 ไม่เหมือนรัชกาลที่ 9 รัชกาลที่ 9 ไม่เหมือนรัชกาลที่ 8 รัชกาลที่ 8 ไม่เหมือนรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 6 ทุกสมัยมีลักษณะพิเศษ
เรามีรัฐบาลท่านประยุทธ์ 1 ท่านประยุทธ์ 2 มีรัฐบาลคุณเศรษฐา มีรัฐบาลคุณแพทองธาร และมีรัฐบาลท่านอนุทิน เรามีการเลือกตั้งหลายครั้ง ทั้งการเลือกตั้งปี 2562 การเลือกตั้งปี 2566 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 รวมถึงมีการสรรหา ส.ว. ในปี 2569 และมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม
อนุทิน ชาญวีรกูล นากรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภา

ต่างประเทศไม่เข้าใจการเมืองไทย
การเปลี่ยนแปลงการจัดตั้งรัฐบาล การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยในปัจจุบัน ผมเข้าใจว่า หากเป็นผม พอจะอธิบายให้พวกเรากันเองฟังได้ เพราะเข้าใจได้ และคนไทยจำนวนมากก็ทึกทักว่าเข้าใจได้ จึงไม่อยากจะอธิบายอะไรมาก
รัฐบาลเศรษฐา ขึ้นมาอย่างไร พอจะอธิบายได้ สิ้นสุดอย่างไร ก็พออธิบายได้ รัฐบาลคุณแพทองธารขึ้นมาอย่างไร พอจะอธิบายได้ และสิ้นสุดอย่างไร ก็พออธิบายได้ รัฐบาลคุณอนุทินขึ้นมาอย่างไร ก็พออธิบายได้ แต่ท่านลองนึกดูนะครับว่า หากต้องอธิบายให้คนต่างชาติหรือนักวิชาการต่างประเทศเข้าใจ เรื่องนี้ยากมาก
“ผมต้องตอบคำถามมากมายเวลาเจอกับประธานศาลของอินโดนีเซีย หรือเวลาเจอกับประธานศาลรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ เพราะเขาสนใจเรื่องของเราว่า เราตั้งรัฐบาลแล้วล้มรัฐบาลกันอย่างไร ผมก็พออธิบายได้ ถ้าอธิบายกับพวกเราไม่มีปัญหา ทุกคนพยักหน้าและเข้าใจ เพราะสามารถอธิบายให้คนไทยพอเข้าใจได้ แต่เวลาพูดเรื่องนี้ให้กับประธานศาลต่างประเทศ ยากและเหนื่อยมาก ต้องอธิบายด้วยความซับซ้อน แล้วผมก็ต้องอธิบายแบบทุบกำปั้นทุบดินว่า กฎหมายเรากำหนดไว้อย่างนี้ ทำไมผมต้องยุบพรรค กฎหมายกำหนดไว้อย่างนี้ มันไม่มีทางเลือกอย่างอื่น”
ไม่ใช่ว่าเราไม่เข้าใจหลักวิชาหรือการดำเนินการทางการเมืองของต่างประเทศ แต่เราเป็นอย่างนี้ เราอยู่ในสภาวะแบบนี้ ก็ต้องทำแบบนี้
ระบบสรรหาองค์กรอิสระ
การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เปลี่ยนทุกช่วงเวลา การสรรหาในปี 2540 ไม่เหมือนปี 2550 และการสรรหาในปี 2550 ก็ไม่เหมือนช่วงปี 2557
ผมบังเอิญมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 การสรรหาในปี 2550 ไม่เหมือนปี 2540 เปลี่ยนไปเลย พอผมเข้ามาสมัครเป็นตุลาการในปี 2558 ผมเข้าใจดีว่าการสรรหาในปี 2558 ก็ไม่เหมือนปี 2550 พอถึงปี 2560 ก็สรรหาอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกับที่ทำมา
พูดง่าย ๆ คือ ระบบสรรหาของเราเปลี่ยนทุกห้วงเวลา เปลี่ยนทุกช่วงเวลา เรื่องนี้จึงมีความเคลือบแคลง มีความไม่แน่นอน และมีปัญหาทางกฎหมายในหลายเรื่อง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ใกล้ตัวเกินไป หากดูเรื่องประธาน กสทช. ก็ได้ ก็มีปัญหา หรือเรามีปัญหาเรื่องการตั้งกรรมการ ป.ป.ช. ท่านคงพอพูดเรื่องนี้ได้ มีการเสนอเรื่องโปรดเกล้าฯ ไปแล้วกี่ปี ก็ยังไม่ลงมา
อำนาจของวุฒิสภาและระบบราชการ
การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมคิดว่าต่ำนะครับ ถ้าผมอาจจะพูดแรงไปสำหรับท่านที่มาจากวุฒิสภา แต่ผมคิดว่าถ้าเราไม่ปิดหูปิดตา ก็คิดว่าความชอบธรรมไม่ได้สูงมาก อันเนื่องมาจากระบบที่มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่เราคิดกันเอง
ส.ว. เป็นระบบที่เราคิดกันเองแล้วใช้กันเอง ไม่เคยมีใครใช้ เราสร้างบ้านเอง เราอาจจะไม่มีความพร้อมในการต่อเรือภายในมั้งครับ เราไม่มีช่างเชื่อมก็เป็นปัญหาของเราในความสามารถในการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา
รัฐบาลส่วนกลางดำเนินงานโดยคณะรัฐมนตรี หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม ผมย้ำอีกนิดหนึ่งนะครับ ปัญหาของเราคือปัญหาเรื่องกรมที่เป็นนิติบุคคล ผมว่าเรื่องนี้แก้ไม่ง่าย และไม่มีทางยกเลิกได้ หากไม่มีอำนาจทางการเมืองที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน หรือจากนักกฎหมายชั้นสูง เราอยู่กันแบบนี้แหละครับ
กรมทุกกรมจะมีอำนาจของตัวเอง เพราะฉะนั้น เวลาลงพื้นที่จึงเกิดความซ้ำซ้อนกันไปหมด ต้องอาศัยอำนาจพิเศษในการบูรณาการ ไม่ว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วม การแก้ปัญหาภัยพิบัติ หรือการแก้ปัญหาชายแดนและ 3 จังหวัดภาคใต้
ปัญหาแบบนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อเกิดปัญหาและวิกฤตในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง
การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
ส่วนภูมิภาคของเรามีความคลุมเครือ ผมทราบว่าท่านผู้ว่าอยู่ในนี้หลายคน แต่อำนาจของท่านผู้ว่าฯ หรืออำนาจของหน่วยราชการส่วนกลางที่อยู่ในภูมิภาค รวมถึงหน่วยราชการส่วนกลางที่อยู่ในจังหวัด จังหวัดมีราชการส่วนกลางอยู่ด้วยเต็มไปหมด
จะมีอำนาจหน้าที่ควรจะเป็นของใคร เราจะคงแบบนี้ไว้ตลอดไปดีไหม หรือว่าควรจะเกลี่ยอำนาจลงไปให้กับองค์กรในระดับล่าง
ความเป็นอยู่ของเรามีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก ผมคิดว่ามากเกินไปแล้ว และส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก ประสิทธิภาพต่ำ ไม่มีศักยภาพในการรองรับและให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่ได้
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในกรุงเทพมหานคร ตอนนี้เราสร้างรถไฟฟ้ากันมโหฬารครับ ผมก็ชอบนะครับ รถไฟฟ้าชอบ แต่ไม่รู้ว่าจะขึ้นได้หรือเปล่า เพราะบางคนกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายสูง
แต่ท่านรู้ใช่ไหมครับว่า รถไฟฟ้าของเรามีสายเดียวเท่านั้นที่เป็นของ กทม. คือ BTS ส่วนอื่น ๆ เป็นของใครครับ ของ รฟม. ของกระทรวงคมนาคมแสดงว่ารัฐบาลไม่ได้ทอดทิ้งคนกรุงเทพฯ นะครับ แต่เราให้รัฐบาลกลางดูแลการขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ในเขตเมืองหลวง
คำถามคือว่าเหมาะสมไหมครับ ถ้าดีก็ควรทำต่อไป ผมไม่ได้ว่าอะไรเลยครับ และต่อไปผมเข้าใจว่ารัฐบาลน่าจะซื้อรถไฟฟ้าเป็นของรัฐบาลกลางทั้งหมด แล้วรัฐบาลกลางก็จะบริหารรถไฟฟ้า ตอนนี้เรามีรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครเยอะมากกว่า 200 กิโลเมตร และเพิ่มขึ้นเร็วมาก
ตอนนี้ผมเห็นภาพออกมาว่า รถไฟฟ้าสายสีส้มที่ขุดเจาะตรงสนามหลวงนี้ใหญ่โตมโหฬารมาก ก็เป็นปัญหาของท้องถิ่นนะครับ แล้วเราจะมี กทม. ไปทำไมครับ ก็ควรจะคุยกันว่าใครควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร
ความเจริญและการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยสูงมาก โดยเฉพาะในชนบท ผมเข้าใจว่าช่วงหลัง ๆ ผมออกต่างจังหวัด ทั้งภาคใต้และภาคอีสาน ไม่ต้องพูดถึงภาคตะวันออก แต่ความเจริญของเรามาจากการขับเคลื่อนของภาคเศรษฐกิจและบริษัทเอกชน
เราเจอห้างเซ็นทรัล โลตัส บิ๊กซี ลงไปตรงนั้นคือเขตเมืองทั้งหมด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากภาคเศรษฐกิจ ซึ่งบางส่วนมาจากภาคทางการ ภาคทางการแปลว่าเข้าสู่ระบบภาษีเงินได้ รายได้ บัญชี และรายได้ประชาชาติ แต่ภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านมีโอกาสคุยเรื่องภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการด้วยก็น่าจะดี
ความคาดหวังและความขัดแย้งในสังคมไทย
สังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังสูง ข้อเรียกร้องสูง ผมไปไหนก็ได้ยินข้อเรียกร้องให้แก้เรื่องนั้น แก้เรื่องนี้เป็นสิบเรื่อง ตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงเรื่องอื่น ๆ ทุกเรื่องมีข้อเรียกร้องสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความขัดแย้ง
ผมขอสังเกต ผมใช้คำว่า “cliff” ไม่ใช่ “conflict” ความขัดแย้งนี้เกิดจากความหลากหลายหลายมิติ ซึ่งอาจเป็นเรื่องของชนชั้น เรื่องของการทำงาน เรื่องของรสนิยม เรื่องของการศึกษา และเรื่องของทัศนคติ คนเราแบ่งกันด้วยลักษณะแบบนี้
เพราะฉะนั้น ความหลากหลายและความขัดแย้งที่เข้มข้นและมีหลายมิติ ทำให้เกิดการไม่ยอมรับอำนาจการปกครองและการบริหารในหลายลักษณะ หลายรูปแบบ
ผมคิดว่าปัญหาเรื่อง 3 จังหวัดภาคใต้ไม่น่าจะจบในชีวิตผม เราอยู่กันอีกยาวครับ ในพื้นที่ที่ต้องทำประชาพิจารณ์ หลายท่านผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่ายุ่งยากมาก ถ้าจะทำอะไรต้องทำประชาพิจารณ์ ก็ต้องประชุมประชาชน ยุ่งยากมาก ยกเว้นว่าท่านจะต้องจัดตั้งจริง ๆ ถึงจะทำประชาพิจารณ์ผ่าน
การมีส่วนร่วมอันนี้ก็เป็นปัญหาของเรา มีปัญหาทุกเรื่องในกรณีของสังคมไทย แล้วเราจะเป็นอย่างไร เราจะทำอย่างไร
วิกฤตศรัทธา สถาบันการเมือง
“ผมเข้าใจว่าผู้เชิญอยากจะให้ผมเป็นวิศวกรทางการเมือง วาดภาพสังคมการเมือง ซึ่งผมขอยอมรับว่าผมยังมีความรู้น้อย และมิบังอาจที่จะวาดภาพว่าสังคมการเมืองไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร”
แต่ผมให้ความเห็นอย่างนี้ว่า รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคม มีความชอบธรรม เรื่องนี้ใหญ่มากในทางรัฐศาสตร์ ชอบธรรมคือคนต้องยอมรับ ท่านใช้อำนาจอะไรก็ได้ จับกุมอะไรก็ได้ ท่านจะบริหารอย่างไรก็ได้ มีอำนาจท่านทำได้เลยครับ แต่คนต้องยอมรับแล้วความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถ้าไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่านลองคิดถึงระบบธนาคาร ธนาคารจะไม่มีทางที่จะคืนเงินฝากให้กับท่านได้เลย ถ้าคนไม่ไว้วางใจ

ท่านจะเล่นกับความชอบธรรมกับความไม่ไว้วางใจไม่ได้ ความไว้วางใจเป็นคุณค่าที่สูงมากในทางสังคมการเมืองแต่ปัญหาของเราคือ รัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองมีทั้งสองอย่างอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ เช่น ความไม่ไว้วางใจในการเลือกตั้งและการบริหารงานเลือกตั้ง ผมถามจริง ๆ ถ้ามีคนจาก กกต. อยู่ตรงนี้ ความไว้วางใจมีสูงหรือมีต่ำ ผมคิดว่าค่อนข้างต่ำ
ประชามติและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เรามีการลงประชามติในปี 2569 ซึ่งเป็นการลงประชามติครั้งที่ 3 ของไทย เราลงประชามติครั้งแรกคือรัฐธรรมนูญปี 2550 ลงประชามติครั้งที่ 2 คือตอนที่ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 พร้อมด้วยคำถามพ่วง
ผมอยู่เบื้องหลังการทำรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมพอเข้าใจดีว่าทำไมต้องทำประชามติ เหตุผลที่ต้องทำประชามติปี 2550 ก็เพื่อให้ประชาชนยอมรับ หรือบีบบังคับให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วน ปี 2560 ก็ทำประชามติเช่นเดียวกัน ออกมาสูตรเดียวกันแล้วตามไปด้วยคำถามพ่วง
แต่ปี 2569 ผมไม่รู้ว่าการเมืองบีบบังคับให้รัฐบาลทำประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คนมาลงคะแนนทั้งหมด 36 ล้านคน ให้ความเห็นชอบ 21 ล้านคน ไม่เห็นชอบมี 10 กว่าล้านคน งดออกเสียงก็มี 3-4 ล้านคน ท่านคิดว่า 21 ล้านคนมีความหมายไหม่
ปัญหาคือว่า เมื่อลงประชามติไปแล้ว เราจะทำอย่างไร
ทุกวันนี้ก็ไม่รู้จะเดินหน้าอย่างไร การทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบจากประชาชน ผมไม่ใช่คนทำ รัฐบาลเป็นคนทำ และ กกต. ให้บัตรด้วย จำได้ว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราไปคูหา เรามีบัตร 3 ใบใช่ไหมครับ ส.ส.เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และบัตรประชามติ
ปัญหาคือ เมื่อลงประชามติแล้ว มีข้อติดขัดในทางกฎหมายและในทางการเมือง ซึ่งจะนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้อย่างไร
ถ้าปัญหาเรื่องนี้คาราคาซังไปเรื่อย ๆ ก็มีปัญหาว่า ครั้งต่อไปผมคิดว่าประเทศไทยก็เลิกล้ม ไม่ต้องทำประชามติครับ ประชามติมีความหมายมากนะครับ ท่านบังคับหรือขอร้องให้คนมาลงคะแนนกันถึงขนาดนี้
อนาคตการเมืองไทยยังไร้ทางออก
ทิศทางการมองอนาคตของการเมืองไทยมีความไม่ชัดเจน ทุกวันนี้เวลาคุยกับใคร รวมทั้งคุยกับนักวิชาการต่างชาติ เราพอจะตอบได้ แต่มันพร่ามัว เหมือนเราขับรถไปบนถนนที่มองไม่เห็นทางไกล
มีความไม่แน่นอน คาดเดาได้ยาก ซึ่งการคาดเดาได้ยากอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดก็ได้ หรืออาจจะไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจและความอึดอัด
“อยากจะเรียกว่าเป็นความอิหลักอิเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ตอนนี้เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ และความคาดหวังของคนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น”
แต่ปัญหาของการยกระดับคือมันจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย คนนี้ก็หวังอย่างนี้ คนนี้ก็หวังอย่างนี้ บางทีคนไทยคุยกัน ความหวังไม่ตรงกัน
ความเหลื่อมล้ำและปัญหาเศรษฐกิจ
ขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันของทรัพย์สินและรายได้สูงมาก รวมถึงเรื่องที่ดิน จะเห็นว่าแถวกระทรวงการคลัง ผมเจอม็อบประจำ ม็อบมาอยู่ตรงหน้ากระทรวงการคลัง เขาก็จัดสรรให้อยู่ริมคลองประปา
ปัญหาเรื่องที่ดิน ปัญหาเรื่องความมั่งคั่งกระจุกตัว ความไม่เจริญ และหนี้สินของครัวเรือนสูงมาก ผมไม่ได้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ แต่หลายคนบอกว่าเราจะเจอ “สึนามิ” ใหม่ของ NPL ของหนี้สินของเอสเอ็มอีและของครัวเรือน
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะเป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ซึ่งคาดเดากันในทางวิชาการ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่าสังคมการเมืองไทยนับจากนี้ไปอาจมีการถดถอย และจะถดถอยไปเรื่อย ๆ ในระดับสังคมย่อย ๆ
สังคมย่อยและการแบ่งสถานะของคน
สังคมย่อย ๆ แปลว่าสังคมทหาร สังคมข้าราชการ สังคมเมือง สังคมชนบท และสังคมวิชาชีพต่าง ๆ สังคมย่อย ๆ เหล่านี้เป็นสังคมเล็ก เรียกว่าเป็นสับเซตของสังคมใหญ่ สังคมไทยคือสังคมใหญ่ แต่ในสังคมไทยที่เป็นสังคมใหญ่ก็มีสับเซตอยู่มากมาย
ผมอยู่ธรรมศาสตร์ก็เป็นสังคมหนึ่ง อยู่รามคำแหงก็เป็นสังคมหนึ่ง หรือท่านอยู่บริษัทใด บริษัทหนึ่งก็เป็นสังคมหนึ่ง เป็นสับเซตของสังคมใหญ่
แต่สังคมย่อย ๆ ที่ซ่อนอยู่ในสังคมใหญ่โดยรวม มีการแบ่งแยกคนออกเป็นหลายสถานะและหลายชนชั้นอย่างชัดเจนและตายตัว ปัญหาเรื่องการทำให้ชนชั้นไทยมีความตายตัว ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นต่อไปและจะเห็นชัดมากขึ้น
ปกติคนจะขยับเขยื้อนสถานะทางสังคม โดยฐานะ การศึกษา และอาชีพ จะเคลื่อนขึ้นหรือลง ขยับขึ้นบนหรือลงล่างเป็นระยะ ๆ แต่ต่อไปการเคลื่อนสถานะเหล่านี้จะมีความยากลำบากมากขึ้น
การศึกษาเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้เป็นความคาดหวังว่าจะเป็นที่มาของการเคลื่อนสถานะของคนในสังคมอีกต่อไป แต่อาจต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน อำนาจพิเศษ หรืออำนาจซื้อขายตำแหน่ง อะไรแบบนี้ ที่จะทำให้คนที่อยู่ในระบบทางการเคลื่อนสถานะได้ และเป็นแรงผลักดันในการเคลื่อนสถานะ
การเมืองเป็นปัญหาของทุกคน
ผมคิดว่าเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ปัญหาไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของเราทุกคน สังคมการเมืองไทยวิวัฒนาการไปตามนิสัยใจคอของคนไทย ถ้าพูดอย่างหยาบ ๆ ก็คือสันดานของเราเอง
เรื่องนี้เป็นความคิดมาตั้งแต่กรีก การเมืองมันไปตามนิสัยใจคอของคน ถ้าคนเราไม่เอาจริงจังกับเรื่องการลงประชามติ ก็ไม่ต้องลงประชามติ แต่เมื่อลงประชามติแล้วก็ไม่ต้องเอาจริงจัง ปล่อยไป นิสัยใจคอของเราเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้น สังคมการเมืองจึงยึดโยงกัน เราอยู่กันได้เพราะเรายึดโยงกันโดยอำนาจ
อำนาจกับการยึดโยงทางสังคม
อำนาจของสังคมการเมืองมีหลายลักษณะ ทั้งอำนาจดิบ อำนาจเถื่อน อำนาจปืน และอำนาจของกลุ่ม ท่านจะมีอำนาจต้องรวมกลุ่ม นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีพรรคการเมืองและมีกลุ่มผลประโยชน์ การมีกลุ่มก็คืออำนาจชนิดหนึ่ง ถ้าท่านอยู่เดี่ยว ๆ ไม่มีอำนาจ แต่ถ้าท่านอยู่เป็นกลุ่มเมื่อไร ก็มีอำนาจ
นอกจากนี้ยังมีอำนาจเงิน อำนาจราชการ อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ และอำนาจข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลข่าวสารก็เป็นอำนาจชนิดหนึ่ง อำนาจมีหลายมิติ รวมถึงอำนาจประเพณี ประเพณีก็เป็นอำนาจอย่างหนึ่ง
ประเพณีทำให้เราไม่ถามว่าทำไม ผมเจอท่านต้องยกมือไหว้ ท่านต้องยกมือไหว้ผม ผมต้องยกมือไหว้ท่าน อันนี้เป็นประเพณี ไม่ต้องถาม เพราะเราเป็นที่เข้าใจกัน นี่คืออำนาจ
อำนาจเหล่านี้รวมทั้งอำนาจศาสนาด้วย หากสังคมการเมืองจะมั่นคง มีสถาพร มีความไว้วางใจกันและยอมรับกันได้ จำเป็นต้องมีอำนาจหลักหรืออำนาจชี้นำ ผมให้ภาษาอังกฤษกำกับไว้ ท่านอาจจะใช้คำว่า “Directive Power” “Guiding Power” หรือ “Hegemonic Power” ก็ได้
สังคมนั้นต้องใช้อำนาจนำ ทั้งที่มาจากอำนาจที่ชอบธรรม อำนาจที่ชอบธรรมจะทำให้สังคมอยู่กันได้อย่างสันติสุข ทั้งในทางที่มา เนื้อหา กระบวนการ และเป้าหมาย
ถ้าอำนาจอันชอบธรรมเป็นอำนาจที่ชี้นำสังคมจริง ๆ ก็จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ หากจะเป็นรูปการเมืองก็เป็นรูปกันได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของเราทุกคน
การเปลี่ยนผ่านของสังคมและสถาบัน
ผมเองไม่มีความสามารถที่จะวาดภาพอนาคตของการเมืองไทยให้แก่ท่านได้ เพราะด้วยข้อจำกัดของเวลา ความจริงเรื่องนี้ต้องนั่งคุยกันยาว ๆ อาจจะมีความด้อยปัญญาที่ไม่สามารถมองอนาคตการเมืองไทยให้แจ่มชัด ตามที่ผู้เชิญให้มาบรรยายได้ แต่หวังว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคม ขององค์กร ของสถาบัน และของหน่วยงานทางการปกครอง ตามอายุขัยของมัน จะเป็นไปอย่างสันติสุขและเรียบร้อย
“ผมเป็นตุลาการก็มีอายุขัย แต่เผอิญอยู่มานานเกินไป รัฐธรรมนูญปี 2550 บอกให้อยู่ 9 ปี ผมอยู่มา 10 ปี 8 เดือน 8 วัน ก็คิดว่ายาวเกินไป”
ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็มีอายุขัยของท่านเช่นกัน คราวนี้เวลาเปลี่ยนผ่าน ผมหวังว่ามันจะมีความสันติสุข เรียบร้อย และเป็นที่พึงพอใจกันด้วย
“ถ้าเราไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสังคม องค์กร สถาบัน หรือหน่วยการปกครองได้อย่างเรียบร้อย ก็จะเกิดปัญหา เช่น เปลี่ยนอธิบดีแล้วไม่เรียบร้อย ถ้าเปลี่ยนอธิบดีแล้วเรียบร้อยได้ มันก็ดีแล้วครับ แต่ถ้าเปลี่ยนอธิบดีแล้วไม่เรียบร้อย รับรองว่าหน่วยงานนั้นเละแน่เลย เพราะอธิบดีใหม่กับอธิบดีเก่าก็จะทะเลาะเบาะแว้งกัน รวมทั้งบรรดาลูกน้องและคนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ”
ดังนั้น หากเราเปลี่ยนแปลงได้โดยสันติสุขและเรียบร้อย ก็จะเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้สังคม องค์กร สถาบัน และหน่วยงานทางการปกครองสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ประธานยกร่างรธน.2560 เสียใจมากที่สุดคือที่มาสว.
ในช่วงตอบคำถามผู้เข้าร่วมฟังบรรยายได้ถามถึง การแก้รัฐธรรมนูญระบุว่าประชามติ 21 ล้านเสียงนี้จะถึงทางแยกระหว่างไปทางซ้าย รัฐธรรมนูญสีน้ำเงินเข้ม กับทางขวา รัฐธรรมนูญสีน้ำเงินแบบเดิม อาจารย์คิดว่าจะไปซ้ายหรือไปขวาครับ?
อ่านเพิ่มเติม: เปิดบันทึก “มีชัย ฤชุพันธ์” ต้นคิดที่มาสว.
ศ.นครินทร์ ตอบว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่งรัฐธรรมนูญเป็นกฎกติกาของการปกครองบ้านเมือง ต้องเป็นของคนทุกสี ประเทศเราจะแบ่งเป็นกี่สีไม่สำคัญ แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี สิทธิเสรีภาพของทุกสีต้องได้รับความคุ้มครอง และต้องมีช่องทางโดยชอบธรรมที่จะให้ทุกสีได้แสดงความคิดเห็น มีตัวแทน มีการร้องต่อศาล หรือร้องต่อองค์กรที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่
ต้องมีช่องทางของการร้องทุกข์เข้าสู่ระบบราชการ ศาล หรือหน่วยงานองค์กรอิสระ เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่ง แต่ปัญหาของเราคือ ผมเข้าใจว่ามันยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำจริง ๆ หรือเปล่า ทั้งที่ความจริงมีประชามติมาแล้ว และที่ยุ่งยากมากกว่านั้นคือ แล้วจะทำโดยใคร
“ผมว่าเรื่องนี้ทำให้พวกเรา คาดการณ์ว่าจะเป็นของสีนั้นสีนี้ หลายคนก็ห่วงว่า ถ้าเขียนโดยคนนี้จะกลายเป็นของสีนี้ เขียนโดยคนนี้จะกลายเป็นของสีนี้ เราก็คงน่าจะเข็ดแล้ว มอบให้ผู้เชี่ยวชาญเขียน บางครั้งผู้เชี่ยวชาญก็พาพวกเราลงเหวได้เหมือนกัน”
“ผมรู้จักกับท่านประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ท่านบอกว่าท่านเสียใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง คือไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดของกรรมการยกร่างก็คือการร่างระบบ ส.ว. ผมขอไม่เอ่ยชื่อท่าน ด้วยความเคารพ ท่านบอกว่าเป็นความผิดพลาดที่สุด”
“เราทำไว้แบบนี้ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ แต่ปัญหาคือ เราจะยอมรับต่อไป หรือว่าจะปรับปรุงแก้ไขแต่ตอบง่าย ๆ ว่า รัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นของสีใดสีหนึ่งต้องเป็นของทุกสี”
บทความที่เกี่ยวข้อง:




