นอกจากนี้ มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่งสมัย คสช. ซึ่งรวบอำนาจในการจัดสอบเข้าสู่ส่วนกลางยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เอื้อให้เกิดขบวนการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นอีกด้วย
ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ยังมีข้อกังขาต่อความเป็นไปได้ของการกระจายอำนาจมักคำนึงถึงนัยยะทางรัฐธรรมนูญ (โดยเฉพาะมาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบกแยกมิได้) ตลอดจนคำถามว่าด้วยประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของท้องถิ่น
บทความนี้จึงชวนมาสำรวจข้อถกเถียงว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการกระจายอำนาจและความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น พร้อมกับตัวอย่างกรณีศึกษาการกระจายอำนาจในรัฐเดี่ยวอย่างราชอาณาจักรสเปนและแคว้นปกครองตนเอง ซึ่งทำให้สิทธิในที่อยู่อาศัย (right to housing) สามารถเกิดขึ้นได้จริง
- ท่ามกลางเปลวไฟของความขัดแย้งระหว่างท้อนถิ่นและส่วนกลาง การกระจายอำนาจเป็นน้ำหรือน้ำมัน?
เหตุใดบางกรณีการกระจายอำนาจจึงสามารถลดความขัดแย่งทางชาติพันธุ์และแนวคิดแบ่งแยกดินแดนได้ ในขณะที่กรณีอื่นๆกลับไม่เป็นเช่นนั้น หลายคนเชื่อว่าการกระจายอำนาจเป็นเพียงเครื่องมือที่ไม่มีประสิทธิผลในการลดความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และการแบ่งแยกดินแดน และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด การกระจายอำนาจอาจเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดปรากฏการณ์ทั้งสองประการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การกระจายอำนาจมิได้เป็นเช่นนั้น หากแท้จริงแล้วเป็นกลไกที่มีประโยชน์ในการลดความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น รวมไปถึงความขัดแย้งที่เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์
จากการวิเคราะห์ทางสถิติโดย Dawn Brancati พบว่า ระบบการปกครองแบบกระจายอำนาจมีแนวโน้มที่จะประสบกับความขัดแย้งระหว่างชุมชนและการก่อกบฏต่อต้านระบอบการปกครองน้อยกว่าระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ เนื่องจากการกระจายอำนาจเปิดโอกาสให้กลุ่มชาติพันธุ์หรือประชาชนในภูมิภาคมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองมากขึ้น ทำให้ความรู้สึกถูกกีดกันและแรงจูงใจในการต่อต้านรัฐบาลลดลง
การศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลจากประเทศประชาธิปไตย 30 ประเทศในช่วงปี 1985–2000 งานศึกษานี้กล่าวถึงประเทศต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกระจายอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างชาติพันธุ์ ได้แก่ เบลเยียม อินเดีย สเปน ไนจีเรีย อินโดนีเซีย ยูโกสลาเวียเดิม โดย เบลเยียม อินเดีย และสเปนมักถูกยกเป็นตัวอย่างของการกระจายอำนาจที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แม้จะยังมีความตึงเครียดทางชาติพันธุ์หรือภูมิภาคอยู่ก็ตาม
ในทางตรงกันข้าม ไนจีเรีย อินโดนีเซีย และยูโกสลาเวียเดิมแสดงให้เห็นว่าการกระจายอำนาจอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเมื่อพรรคการเมืองระดับภูมิภาคสามารถใช้สถาบันของภูมิภาคเพื่อสนับสนุนความขัดแย้งหรือข้อเรียกร้องเพื่อแยกตัวออกมาเป็นเอกราชได้
อย่างไรก็ตาม ผลในทางบวกของการกระจายอำนาจต่อการลดความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะพรรคการเมืองระดับภูมิภาคอาจทำให้ผลของการกระจายอำนาจซับซ้อนขึ้น พรรคเหล่านี้สามารถใช้สถาบันระดับภูมิภาคเพื่อระดมการสนับสนุนอัตลักษณ์เฉพาะภูมิภาคและผลักดันข้อเรียกร้องด้านการปกครองตนเองหรือการแยกตัวเป็นเอกราช
ดังนั้น เมื่อพรรคการเมืองระดับภูมิภาคมีความเข้มแข็ง ผลที่ช่วยลดความขัดแย้งของการกระจายอำนาจจะ ลดลงหรือถูกหักล้างบางส่วน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การกระจายอำนาจมีทั้งผลโดยตรงที่ช่วยลดความขัดแย้ง และผลโดยอ้อมที่อาจเพิ่มความขัดแย้งผ่านการเสริมพลังให้แก่พรรคการเมืองระดับภูมิภาค การมีอยู่ของพรรคการเมืองระดับภูมิภาคกลับบั่นทอนผลดีของการกระจายอำนาจที่มีต่อความขัดแย้งระหว่างท้อนถิ่นและส่วนกลาง ดังที่การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องควบคุมความเข้มแข็งของพรรคการเมืองระดับภูมิภาคในแต่ละประเทศผ่านรูปแบบต่าง ๆ ของการกระจายอำนาจ หรือผ่านกลไกเชิงสถาบันทางเลือกอื่น ๆ เช่น การกำหนดรูปแบบการเลือกตั้งรูปแบบต่าง ๆ
แต่การกระจายอำนาจสามารถลดความขัดแย้งระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นได้อย่างไรกันแน่ ในทางปฏิบัติ การกระจายอำนาจอันรวมไปถึงการกระจายอำนาจทางการคลังทำให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตพลเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในกรณีที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้คือการผลักดันสิทธิในที่อยู่อาศัยโดยแคว้นปกครองตนเองบาสก์ (Basque)
- สิทธิในที่อยู่อาศัย (the right to housing) และรูปธรรมของการกระจายอำนาจ: กรณีของบาสก์ (Basque)
แม้ว่าสิทธิในที่อยู่อาศัยจะปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าด้วยสิทธิในมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว รวมไปถึงใน European Pillar of Social Rights (2017) แต่กรอบดังกล่าวไม่ได้มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรสเปนมาตรา 47 ระบุว่า “All Spaniards are entitled to enjoy decent and adequate housing. The public authorities shall promote the necessary conditions and shall establish appropriate standards in order to make this right effective, regulating land use in accordance with the general interest in order to prevent speculation.” หรือชาวสเปนทุกคนมีสิทธิได้รับและใช้ประโยชน์จากที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและเพียงพอ
หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมเงื่อนไขที่จำเป็นและกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อทำให้สิทธินี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยกำกับดูแลการใช้ที่ดินให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวมเพื่อป้องกันการเก็งกำไร
วรรคดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความจำเป็นของหน่วยงานของรัฐที่ต้องการส่งเสริมเงื่อนไขที่จำเป็นต่อสิทธิในที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเมื่อสเปนต้องเผชิญปัญหาการซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรตลอดจนการไหลเข้ามาของทุนต่างชาติที่ดันราคาที่อยู่อาศัยจนสูงลิบลิ่วเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของประชาชน
ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน โครงสร้างของรัฐแบ่งออกเป็นระดับรัฐ (the State) แคว้นปกครองตนเอง (the Autonomous Communities หรือ Acs ซึ่งมีทั้งหมด 17 แคว้น อันรวมไปถึงแคว้นบาสก์ด้วย) และระดับเทศบาล (municipalities) ซึ่งเป็นหน่วยการปกครองท้องถิ่นขั้นพื้นฐานที่สุด มาตรา 148.1.3 ของรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรสเปนกำหนดให้แคว้นปกครองตนเองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย ตราบที่ไม่ขัดกับนโยบายการคลังจากส่วนกลาง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางนั้นยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวมไปถึงนโยบายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินและการธนาครซึ่งในทางปฏิบัติ ส่งผลโดยตรงต่อราคาของที่อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้ทั้งกาตาลุญญาและบาสก์จะเป็นแคว้นปกครองตนเอง แต่บาสก์นั้นอยู่ภายใต้ระบบฟอรัล (régimen foral) ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานสืบสาวไปได้ถึงยุคกลาง
ระบบดังกล่าวทำให้บาสก์สามารถจัดเก็บและบริหารภาษีเกือบทั้งหมดในแคว้นปกครองจนเองโดยเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางของสเปนได้ ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้แม้ว่ากาตาลุญญาจะเป็นแคว้นแรกที่ริเริ่ม Housing Plan 2013-2016 โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เสี่ยงต่อการถูกขับไล่ออกออกจากที่อยู่อาศัยด้วยเหตุผลทางการเศรษฐกิจและสร้างที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาว์เพื่อบรรเทาปัญหา
แต่นโยบายดังกล่าวกลับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากอำนาจในการจัดการภาษีอันจำกัดของกาตาลุญญา ในทางกลับกัน Basque Act 3/2015 (Ley de Vivienda) รับรองสิทธิในการมีที่อยู่อาศัยในฐานะสิทธิอันพึงเรียกร้องได้ตามกฎหมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้พลเมืองทุกคนในแคว้นบาสก์สามารถยื่นคำร้องตามกฎหมายเพื่อขอที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและเพียงพอภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมได้
แผนดังกล่าวยังรวมไปถึงการจัดการกับปัญหาการซื้อที่อยู่อาศัยและที่ดินเพื่อการเก็งกำไร ตลอดจนโครงการสร้างที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาว์ในโซนที่ง่ายต่อการเดินทางไปทำงานในเมืองอีกด้วย มาตรการต่างๆนี้จำเป็นต้องใช้งบประมาณมหาศาลซึ่งย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากบาสก์ไม่ได้มีสิทธิในการจัดเก็บและจัดการภาษีด้วยตนเอง
โดยสรุป ไม่เพียงแต่การกระจายอำนาจอาจเป็นเครื่องมือในการลดความขัดแย้งระแหว่างท้องถิ่นและส่วนกลางภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมได้ แต่ในทางปฏิบัติ ตัวอย่างของรัฐเดี่ยวเช่นราชอาณาจักรสเปนที่มีการกระจายอำนาจในรูปแบบของแคว้นปกครองตนเองแสดงให้เห็นว่าความเป็นอิสระทางการคลังของท้องถิ่นนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นสามารถจัดการกับปัญหาอันซับซ้อนเช่นสิทธิในที่อยู่อาศัย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในหลายระดับพร้อมๆกันได้
ในระยะยาว การกระจายอำนาจจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของท้องถิ่นเพียงอย่างเดียว หากแต่การทดลองทางการจัดการทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนยังอาจเผยให้เห็นศักยภาพการบริหารทรังพยากรรวมไปถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆซึ่งลำพังการมองและการคิดแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากมุมมองของส่วนกลางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
อ้างอิง
Brancati, Dawn. “Decentralization: Fueling the Fire or Dampening the Flames of Ethnic Conflict and Secessionism?” International Organization 60, no. 3 (2006): 651–85.
European Commission. “The effective exercising of the right to housing is calling for a new relationship between housing and social policy.” CORDIS, accessed September 5, 2026.




