เมื่อวันที่ 29 ต.ค 69 ผู้บริหารไทยพีบีเอส นำโดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) พร้อมคณะ เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ซึ่งมี นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน
ในวาระนี้เป็นการหารือและชี้แจงกรณีข้อเสนอแก้กฎหมาย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเสนอแก้กฎหมายเปลี่ยนที่มารายได้ ซึ่งผู้บริหารไทยพีบีเอสแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้กฎหมายเปลี่ยนแหล่งรายได้ โดยย้ำว่าอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
นอกจากนี้ กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ ได้เชิญนักวิชาการด้านสื่อสาธารณะ นิติศาสตร์-เศรษฐกิจ รวมทั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมตัวแทนฝั่งที่เสนอแก้กฎหมายมาร่วมชี้แจงด้วย ทว่าอนุทินไม่ได้เดินทางมาร่วมหารือ
โดยทางไทยพีบีเอสโดยยืนยันถึงภารกิจสื่อสาธารณะ ที่มุ่งผลิตเนื้อหาที่แตกต่างเพื่อกลุ่มเปราะบางและเพื่อสังคม เช่น สารคดี รายการเด็ก ช่องการศึกษา ALTV การจัดทำล่ามภาษามือขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดกำไรและไม่สามารถใช้เรตติ้งเชิงพาณิชย์มาวัดได้
สำหรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการคัดเลือกผู้ผลิตรายการและอัตราค่าตอบแทนพิธีกรที่มีชื่อเสียง พิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงว่า ไทยพีบีเอสเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายการอิสระรายย่อยซึ่งมีลักษณะเป็น SMEs จากทั่วประเทศ ไม่ใช่บริษัทนายทุนยักษ์ใหญ่ ส่งข้อเสนอแนวคิดรายการเข้ามาตามหัวข้อหลักของสังคม เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 สิ่งแวดล้อม ซอฟต์พาวเวอร์ กลุ่มชาติพันธุ์ และความเหลื่อมล้ำ โดยในแต่ละปีมีผู้ยื่นข้อเสนอราว 300 ราย และผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากคณะกรรมการเหลือประมาณ 17 ถึง 18 รายต่อรอบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะร่วมกับทีมงานตั้งแต่เริ่มต้นและทำสัญญาจัดจ้างตามระเบียบอย่างรัดกุม ส่วนรายการที่ออกอากาศแล้วได้รับความนิยมและมีเรตติ้งขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็มีเหตุผลรองรับในการต่อสัญญาเพื่อให้รายการคงอยู่ต่อไป
ทางด้าน วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการฯ อธิบายโครงสร้างต้นทุนการผลิตสื่อโทรทัศน์ว่า รายการละครมีต้นทุนสูงที่สุด รองลงมาคือสารคดี ส่วนรายการข่าวและรายการทอล์กโชว์มีต้นทุนการผลิตรวมต่ำที่สุด ในการบริหารสถานีจำเป็นต้องมี “รายการแม่เหล็ก” เพื่อดึงดูดผู้ชมเข้าสู่ช่อง ซึ่งรายการทอล์กข่าวของไทยพีบีเอสสามารถทำเรตติ้งติดอันดับท็อปของประเทศได้โดยใช้ต้นทุนรวมต่ำกว่าละครหรือสารคดีมาก
ทว่าในโครงสร้างของรายการทอล์กนั้น ต้นทุนหลักจะไปอยู่ที่ตัวบุคคลผู้เป็นพิธีกรแม่เหล็ก ทำให้คนภายนอกมองว่าค่าตอบแทนพิธีกรมีราคาแพง อย่างไรก็ตาม วันชัย ยอมรับว่าได้รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวและกำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนปรับปรุงอัตราค่าตอบแทนของพิธีกรอย่างจริงจัง พร้อมเดินสายรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนทั่วประเทศเพื่อปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่
ยกกรณี ‘ฝรั่งเศส’ ย้ำ Earmarked Tax ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักวินัยทางการคลัง
ผศ.เอื้ออารีย์ อึ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการคลัง ได้อธิบายว่า แม้หลักการคลังพื้นฐานจะกำหนดให้รายได้ของรัฐทุกบาทต้องนำส่งเข้าคลังกลางเพื่อสร้างเอกภาพทางการคลัง แต่ในพัฒนาการของการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่ จำเป็นต้องมีข้อยกเว้นในรูปของเงินนอกงบประมาณและภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) เพื่อสร้างความยืดหยุ่น ความคล่องตัว และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายสาธารณะที่สำคัญ ปัจจุบันมีประเทศที่ใช้ระบบภาษีเฉพาะมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในภารกิจด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
สำหรับข้อถกเถียงว่าการจัดเก็บภาษีเฉพาะขัดแย้งกับหลักเอกภาพและวินัยการคลังหรือไม่นั้น ผศ.เอื้ออารีย์ ยกกรณีศึกษาของ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเคยมีการยื่นเรื่องให้ องค์กรตุลาการรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศส (Conseil constitutionnel) วินิจฉัยชี้ขาด โดยตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสได้วางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า
การมีอยู่ของภาษีเฉพาะ (Earmarked Tax) ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักวินัยทางการคลังหรือหลักการคลังที่ดีตามรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด รัฐสามารถจัดเก็บภาษีเฉพาะเพื่อส่งสัญญาณและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเฉพาะด้านได้ ตราบใดที่กองทุนเหล่านั้นมีกลไกความโปร่งใสและมีความยึดโยงกับประชาชน
ในกรณีของประเทศไทย จากการที่ ศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส เปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ให้ไปรับการจัดสรรเป็น “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” จากรัฐบาลโดยตรง ตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยอ้างว่า เพื่อจัดระเบียบการเงินการคลังของรัฐให้เป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลัง เพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้จ่ายผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้
ทางด้าน ผศ.เอื้ออารีย์ ได้หยิบ “รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561” ซึ่งเพิ่งดำเนินการประเมินและประกาศเผยแพร่เมื่อช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา โดยอธิบายว่า ในเอกสารรายงานทั้งหมด ไม่ปรากฏข้อความใดเลยที่ระบุว่าการมีอยู่ของกองทุนภาษีเฉพาะทั้ง 4 กองทุนสร้างปัญหาในการบริหารจัดการหรือขัดแย้งต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐ
ในทางตรงกันข้าม รายงานประเมินผลสัมฤทธิ์ฉบับนี้กลับแสดงความกังวลอย่างหนักต่อปัญหาการขาดวินัยการคลังตาม มาตรา 28 ซึ่งได้แก่ การดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลัง ที่รัฐบาลมักสั่งการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายเงินออกไปก่อนเพื่อดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ดังนั้น ข้ออ้างของฝ่ายการเมืองที่ว่าต้องยกเลิกภาษีเฉพาะของทั้ง 4 กองทุนเพื่อรักษาวินัยการคลัง จึงขัดแย้งกับรายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง
อีกทั้งสืบเนื่องจาก ผู้เสนอร่างกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยอ้างว่า ได้อ้างอิงหลักการตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้เสนอกฎหมายที่จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อนำไปให้หน่วยงานของรัฐใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เฉพาะโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน จึงมองว่าแหล่งรายได้เดิมของไทยพีบีเอสควรปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกับหน่วยงานอื่น มิให้มีการจัดเก็บภาษีเฉพาะอีกต่อไป
ในขณะที่ทางด้าน ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ ชี้ว่า แม้แต่ในมาตรา 26 เอง ก็ไม่ได้ห้ามภาษีเฉพาะแบบเด็ดขาด เพราะยังคงเปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติจัดเก็บภาษีเฉพาะได้ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อมจากผู้ปล่อยมลพิษในพื้นที่ แม้ในทางปฏิบัติท้องถิ่นไทยจะยังไม่มีความพร้อมดำเนินการก็ตาม ซึ่งพิสูจน์ว่าผู้ร่างกฎหมายวินัยการคลังไม่ได้มองว่าภาษีเฉพาะเป็นสิ่งที่เลวร้ายหรือต้องกำจัดให้สิ้นซาก
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ ศุภชัย อ้างถึง มาตรา 82 ของ พ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2561 ที่อนุญาตให้ 4 กองทุนยังคงใช้ภาษีเฉพาะได้นั้นอยู่ในหมวดบทเฉพาะกาล จึงมีผลเพียงชั่วคราวและสามารถยกเลิกเมื่อใดก็ได้ ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ ชี้แจงว่า หากพิจารณาโครงสร้างการร่างกฎหมายในหมวดบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ฉบับนี้เปรียบเทียบกัน จะพบว่าใน มาตรา 81 เรื่องการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง และมาตราอื่นๆ ผู้ร่างกฎหมายจะระบุกรอบเวลาสิ้นสุดไว้อย่างชัดเจน เช่น ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติใช้บังคับ แต่สำหรับ มาตรา 82 ที่กล่าวถึงกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ กลับไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดไว้เลย แต่เขียนรับรองไว้ชัดเจนว่า “ให้มีผลใช้บังคับได้ต่อไป”
เช่นดียวกับ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา อธิบายว่า มาตรา 82 ไม่ใช่บทเฉพาะกาลที่มีเงื่อนไขเวลาสิ้นสุด สำหรับการเปลี่ยนผ่านชั่วคราว แต่มีสถานะทางกฎหมายเป็น “บทคุ้มครองสิทธิเดิม” เพื่อยกเว้นและคุ้มครองให้องค์กรทั้ง 4 แห่งที่ก่อตั้งมาก่อนปี 2561 สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้โดยไม่ถูกกระทบกระเทือน
ไทยพีบีเอสต้องอิสระจากการทำงาน แต่ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ
รศ.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเตือนว่า หากไทยพีบีเอส ตกเป็นสื่อของรัฐ จะต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดของรัฐ อยู่ภายใต้สภาวะ “Fear and Favor” มีทั้ง “ความเกรงกลัว (Fear)” ต่ออำนาจรัฐ และ “ความเกรงอกเกรงใจหรือการเอื้อประโยชน์ (Favor)” เพราะในทางนิเทศศาสตร์ โครงสร้างเจ้าของเงินทุนเป็นผู้กำหนดทิศทางของสื่อเสมอ สื่อของรัฐ เช่น ช่อง 5 NBT หรือ อสมท. ที่อยู่ใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี ย่อมทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลและไม่สามารถคาดหวังให้ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้
ด้วยเสรีภาพของสื่ออิสระ รศ.เจษฎา อ้างอิงคำกล่าวของ มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) นักข่าวรางวัลโนเบลสาขาบริหารสันติภาพชาวฟิลิปปินส์ ที่ระบุว่าโลกยุค AI และอินฟลูเอนเซอร์กำลังเผชิญกับภาวะ “Information Armageddon” (วินาศภัยทางข้อมูลข่าวสาร) ซึ่งเต็มไปด้วยข่าวลวงและข้อมูลบิดเบือน ไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะได้สร้างนวัตกรรม Thai PBS Verify ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ให้แก่สังคม ซึ่งหากไทยพีบีเอสต้องไปรับงบประมาณจากรัฐบาลหรือกลุ่มทุน ย่อมไม่สามารถตรวจสอบข่าวลวงที่มาจากนโยบายของรัฐบาลหรือสปอนเซอร์ได้อย่างเป็นกลาง
นอกจากนี้ จากงานวิจัยเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ ที่ รศ.เจษฎา ทำร่วมกับ รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า สื่อโทรทัศน์กระแสหลักมักนำเสนอข่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ตีตราเหยื่อว่า “โง่ โลภ หลง” ทำให้เหยื่ออับอายและไม่กล้าออกมาแจ้งความดำเนินคดี ในขณะที่รายการสถานีประชาชนของไทยพีบีเอสระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ตีตราเหยื่อและเปิดพื้นที่ให้ผู้เสียหายออกมาเตือนภัยแก่สังคม ซึ่งช่วยป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มหาศาล
นอกจากนี้ รศ.เจษฎา เปรียบเทียบระบบรายได้ของสื่อสาธารณะระดับโลกว่า ทั้ง BBC (สหราชอาณาจักร) และ NHK (ญี่ปุ่น) ใช้ระบบการเก็บค่าธรรมเนียมรับชมโดยตรงจากทุกครัวเรือน (License Fee) ซึ่งแม้จะมีข้อดีคือสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ให้แก่ประชาชนอย่างเข้มแข็ง ดังเช่นกรณีประชาชนในสาธารณรัฐเช็กออกมาเดินขบวนประท้วงปกป้องสื่อสาธารณะของตน
แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนักเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ได้มีเครื่องรับโทรทัศน์และตั้งคำถามว่าทำไมต้องจ่ายเงินโดยตรง
ส่วนการใช้ภาษีทางอ้อมจากภาษีบาปของไทยพีบีเอส ซึ่งถือเป็นสื่อสาธารณะแห่งแรกของภูมิภาคอาเซียน นับเป็นนวัตกรรมทางการคลังที่ชาญฉลาด เพราะไม่สร้างภาระให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องควักกระเป๋าจ่ายโดยตรง แต่ยังรักษาความเป็นอิสระจากรัฐและทุนไว้ได้
อย่างไรก็ตาม รศ.เจษฎา ย้ำว่า ไทยพีบีเอสต้องอิสระจากการทำงาน แต่ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ โดยเสนอตัวแบบเชิงสถาบันจากต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวไว้เช่น
- การจัดตั้งคณะกรรมการอิสระประเมินความต้องการทางการเงินตามตัวแบบ KEF ของประเทศเยอรมนี เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่กังวลเรื่องความโปร่งใสและประสิทธิภาพการใช้เงินโดยไม่เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง ประเทศเยอรมนีได้จัดตั้งองค์กรอิสระที่เรียกว่า KEF (Kommission zur Ermittlung des Finanzbedarfs der Rundfunkanstalten) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ และตัวแทนภาคประชาชน ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินความจำเป็นในการใช้งบประมาณของสื่อสาธารณะอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความไว้วางใจ ต่อสาธารณชนว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับพันธกิจ
- การกระจายแหล่งรายได้ผ่านกองทุน กทปส. (USO) ของ กสทช. ในยุคเริ่มก่อตั้งไทยพีบีเอสเมื่อปี 2550 กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส. หรือ USO) ของ กสทช. ยังไม่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันกองทุนนี้มีเม็ดเงินจำนวนมากและมีวัตถุประสงค์ตรงกับภารกิจสื่อสารมวลชนมากกว่าภาษีสุราและยาสูบ จึงอาจพิจารณาจัดสรรเงินบางส่วนจากกองทุน USO มาสนับสนุนภารกิจสื่อสาธารณะควบคู่กันไป
ความโปร่งใสและความคุ้มค่า อีกคำถามที่ ThaiPBS ต้องชี้แจง
ก่อนหน้านั้น ในการประชุมคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 69 และวันที่ 29 ต.ค. 69 วาระพิจารณาศึกษาโครงสร้างรายได้และความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ชี้แจงว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมา Thai PBS บริหารงานภายใต้เพดานงบประมาณ 2,000 ล้านบาทที่ถูกแช่แข็งไว้ท่ามกลางงบแผ่นดินที่เพิ่มขึ้น 101% และภาวะเงินเฟ้อ
นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กรตามพระราชบัญญัติเมื่อ พ.ศ. 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 18 ปี Thai PBS ได้รับเงินบำรุงองค์การจากภาษีสุราและยาสูบในอัตราที่ถูกจำกัดเพดานสูงสุดไว้ไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท มาโดยตลอด ในขณะที่เมื่อปี พ.ศ. 2551 งบประมาณแผ่นดินของประเทศไทยอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท และปัจจุบันได้ทะยานขึ้นเป็น 3.7 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึงกว่า 101%
เมื่อนำอัตราเงินเฟ้อมาคำนวณ มูลค่าที่แท้จริง (Real Value) ของเงิน 2,000 ล้านบาทในปัจจุบันได้ลดทอนลงเหลืออำนาจซื้อจริงเพียงประมาณ 1,500 ล้านบาท เท่านั้น
“จะถามว่านี่คือวินัยทางการเงินไหม ในการใช้เงินอย่างที่เขาให้มาแค่นี้ ถ้าเทียบเงินเฟ้อ วันนี้เงิน 2,000 ล้านตอนนี้เหลือประมาณ 1,500 ล้าน แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดไทยพีบีเอสเข้าสู่ระบบงบประมาณ ผมคิดว่าน่าจะได้เกิน 2,000 ล้าน ถ้าเทียบว่างบประมาณแผ่นดินขึ้นไป 100%”
โดยชี้ให้เห็นว่าการคงเพดานเงินบำรุงไว้ที่เดิมคือการควบคุมภาระทางการคลังของรัฐที่เข้มงวดในตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นับตั้งแต่ตนเข้ามาบริหารเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 68 ก็ได้ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัดจนสามารถประหยัดงบประมาณของช่องลงได้ถึง 60 ล้านบาทในปีแรก
และคาดการณ์ว่าจะสามารถประหยัดงบประมาณได้สูงถึงเกือบ 150 ล้านบาท ในปีปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่าองค์กรใช้จ่ายเงินทุกเม็ดอย่างคุ้มค่าที่สุด
มากไปกว่านั้น Thai PBS มีโครงสร้างการตรวจสอบ 7 กลไกและความโปร่งใสระดับแนวหน้า (The 7-Tier Audit Architecture) โดยวันชัยได้กางโครงสร้างธรรมาภิบาลขององค์กรเพื่ออธิบายว่า ในความเป็นจริงแล้ว Thai PBS เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและทุกรายการค่าใช้จ่ายขึ้นบนเว็บไซต์อย่างละเอียดครบถ้วนยิ่งกว่าหน่วยงานราชการหรือองค์กรอิสระส่วนใหญ่ในประเทศ พร้อมทั้งระบุว่าองค์กรต้องเผชิญกับกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นถึง 7 กลไกหลัก ได้แก่
- กลไกที่ 1 และ 2 (การตรวจสอบทางการเงินและบัญชีจากภายนอก) ถูกตรวจสอบโดยตรงจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และบริษัทผู้สอบบัญชีภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก สตง.
- กลไกที่ 3 และ 4 (การกำกับดูแลและตรวจสอบภายใน) ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการตรวจสอบภายใน และอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของคณะกรรมการนโยบาย (บอร์ดสูงสุดขององค์กร)
- กลไกที่ 5 และ 6 (การตรวจสอบจริยธรรมและการมีส่วนร่วมของพลเมือง) มีคณะอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน และมี “สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ” ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้บริโภคสื่อทั่วประเทศคอยตรวจสอบเนื้อหาและการทำงาน
- กลไกที่ 7 (ความรับผิดชอบต่อฝ่ายนิติบัญญัติ) ผู้บริหารต้องเข้าชี้แจงและส่งรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นประจำทุกปี รวมปีละ 2 ครั้งสำหรับ 2 สภา
ทางด้าน กมธ. การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนฯ เช่น เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ชี้ว่าข้ออ้างเรื่องการดึงเงินงบประมาณเข้าส่วนกลางเพื่อรักษาวินัยการคลังนั้น เป็น “โจทย์ลวง” ที่ขัดแย้งกับหลักการของ IMF และ OECD ซึ่งยอมรับเงินนอกงบประมาณหากมีความโปร่งใส
“ข้ออ้างเรื่องการนำเงินนอกงบประมาณกลับเข้าส่วนกลางเพื่อรักษาวินัยการคลัง เป็น ‘โจทย์ลวง’ ที่บีบให้สังคมต้องเลือกระหว่างความเป็นอิสระของสื่อกับระเบียบราชการ ทั้งที่ในความเป็นจริงตามหลักสากล อย่าง IMF และ OECD
การมีเงินนอกงบประมาณเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หากมีความโปร่งใส และการทำลายแหล่งรายได้ของ Thai PBS จะทำให้สังคมไทยสูญเสียสื่ออิสระแห่งสุดท้าย และผลักดันให้สื่อสาธารณะกลายเป็นเพียงเครื่องมืออวยรัฐบาลเหมือนกับสื่อรัฐประเภทอื่น เช่น ททบ.5 มักสนับสนุนการใช้อำนาจนอกระบบในยามเกิดรัฐประหาร ขณะที่ NBT พร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างภายในเพื่อทำหน้าที่ “อวยรัฐบาล” ทันทีที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




