แม้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) จะเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งด้านการจ้างงานและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ความสามารถในการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ตั้งแต่ปัญหาหนี้สิน ต้นทุนการดำเนินงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการภายในที่ยังขาดประสิทธิภาพ
ข้อมูลที่นำเสนอจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่า SME มีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และมีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 35% ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท SME ที่จดทะเบียนจัดตั้งมากกว่า 50% ต้องปิดกิจการภายใน 10 ปี และเหลือรอดเพียงประมาณ 30%
ด้านข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร พบว่า สัดส่วนหนี้เสีย (NPL) ต่อสินเชื่อรวมของ SME อยู่ที่ประมาณ 9.5% สูงกว่าธุรกิจรายใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้เสียต่ำกว่า 2%
นอกเหนือจากปัญหาหนี้สินแล้ว อีกโจทย์สำคัญที่อาจฉุดรั้งศักยภาพของ SME คือการบริหารจัดการข้อมูลหลังบ้าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมต้นทุน การวางแผนธุรกิจ และความรวดเร็วในการตัดสินใจ
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การนำข้อมูล(Data) มาใช้ร่วมกับ AI จึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนระบบขนาดใหญ่เสมอไป หากสามารถเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจ

The UP 2026 ปลดล็อก SME ด้วยข้อมูลและ AI
สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI จึงดำเนินโครงการ “The UP 2026: Unlock Potential with Data & AI” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อปลดล็อกศักยภาพ SME ไทยและช่วยให้ผู้ประกอบการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจผ่านการใช้ Data และ AI
The UP 2026 ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME จำนวน 55 บริษัท ครอบคลุมภาคการผลิต การค้า และบริการ ผ่านกระบวนการเรียนรู้และการให้คำปรึกษาเชิงลึก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการนำข้อมูลและ AI ไปประยุกต์ใช้แก้โจทย์ธุรกิจจริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย และปรับปรุงกระบวนการผลิต คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 112 ล้านบาท พร้อมจัดทำ Data Roadmap ให้ผู้ประกอบการทุกราย เพื่อใช้วางแผนพัฒนาธุรกิจด้วยข้อมูลและ AI อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา ภายในงาน The UP: Impact Day ได้มีการมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านโครงการ พร้อมมอบรางวัลแก่กิจการที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่ รางวัล The UP Breakthrough Award บริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด , รางวัล The UP Transformation Award บริษัท ลีออร์คิด จำกัด , รางวัล The Ultra Potential Award จำนวน 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท แทนนิท เจนนิซิส แล็บ จำกัด บริษัท ดวงสิริ นีโอ คอสเมติกส์ จำกัด บริษัท ดีทอกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท มอลลี่อัลลี่ จำกัด และบริษัท พีเพิ่ล (ประเทศไทย) จำกัด

สุนทรีย์ ส่งเสริม รองผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการตลอด 3 ปี พบว่าความท้าทายสำคัญของ SME ไทยไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่เป็นการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจ
ผู้ประกอบการจำนวนมากมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกัน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านทักษะและเครื่องมือวิเคราะห์ ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลสนับสนุนการบริหารจัดการและการตัดสินใจได้อย่างเต็มศักยภาพ
หัวใจของ The UP จึงไม่ใช่เพียงการให้ผู้ประกอบการรู้จัก Data และ AI แต่ต้องทำให้สามารถนำเครื่องมือเหล่านี้ไปแก้ปัญหาของธุรกิจได้จริง โดยเริ่มจากการระบุโจทย์และความต้องการของแต่ละกิจการ ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสเติบโต
ครัวเจ๊ง้อ จากข้อมูลกระดาษสู่ระบบสต๊อกที่เชื่อมโยงกัน
กรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการข้อมูลสามารถเปลี่ยนวิธีบริหารธุรกิจได้จริง คือ บริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล The UP Breakthrough Award จากการพัฒนาระบบบริหารจัดการวัตถุดิบและสต๊อกให้เป็นระบบมากขึ้น
ลินดา บูรณะชน บริษัท ครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก จำกัด ผู้ได้รับรางวัล The UP Breakthrough Award เล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการตระหนักว่า Data และ AI มีความสำคัญต่อการบริหารธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะในสภาพการแข่งขันที่มีร้านเปิดใหม่จำนวนมาก ขณะที่ธุรกิจของตนมีข้อมูลหลากหลายรูปแบบ ทั้งเอกสารเขียนด้วยลายมือ กระดาษ รูปภาพ ไฟล์ Excel และข้อมูลที่สื่อสารกันภายในองค์กร
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้บริหารต้องการทราบข้อมูลสำคัญ เช่น ต้นทุนปูในแต่ละวัน แต่หัวหน้าหน่วยงานต้องใช้เวลารวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตอบกลับ ยิ่งเป็นวัตถุดิบสดที่ราคาเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาด การเข้าถึงข้อมูลที่ล่าช้าก็ยิ่งทำให้การวางแผนจัดซื้อและควบคุมต้นทุนทำได้ยากขึ้น
แม้บริษัทจะมีระบบ POS สำหรับจัดเก็บข้อมูลรายได้และลูกค้าหน้าร้าน รวมถึงใช้ระบบบัญชี Peak Account แต่ข้อมูลการจัดซื้อวัตถุดิบและต้นทุนอาหารยังแยกส่วนกัน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

ต้นทุนวัตถุดิบ 55% โจทย์ใหญ่ของร้านอาหารทะเลสด
สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรขั้นต้น โดยทั่วไปผู้ประกอบการมักตั้งเป้าควบคุมต้นทุนวัตถุดิบให้อยู่ไม่เกิน 40% ของยอดขาย แต่ลินดาระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทเคยอยู่ที่ประมาณ 55% ส่วนหนึ่งมาจากการเลือกใช้วัตถุดิบสดและวัตถุดิบพรีเมียม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสูง
ตัวอย่างเช่น ปูทะเลขนาดใหญ่ที่มีราคาสูง หากตายหรือไม่สดก็ไม่สามารถนำไปจำหน่ายในเมนูเดิมได้ ขณะที่ปลากะพงทะเล หากสั่งซื้อมากเกินความต้องการและเก็บไว้นาน คุณภาพจะลดลงจนลูกค้าไม่ยอมรับ บริษัทอาจต้องเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบดังกล่าวในเมนูอื่นที่มีราคาต่ำกว่าเดิม ส่งผลให้รายได้และกำไรลดลง
ปัญหานี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการจัดซื้อ สต๊อก และกระแสเงินสด หากสั่งวัตถุดิบมากเกินไป เงินทุนจะจมอยู่ในสินค้าคงเหลือ แต่หากสั่งซื้อน้อยเกินไปจนวัตถุดิบหมด ก็อาจเสียโอกาสขายและกระทบความพึงพอใจของลูกค้า โดยเฉพาะร้านอาหารทะเลที่ต้องรักษาความสดและความพร้อมของวัตถุดิบในแต่ละวัน
บริษัทจึงเข้าร่วมโครงการ The UP เพื่อพัฒนาระบบจัดการข้อมูล โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาด้าน AI ให้คำแนะนำเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ผ่านการปรึกษาออนไลน์สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 9 ชั่วโมง
กระบวนการเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลที่บริษัทมีอยู่ทั้งหมด ทั้งเอกสาร รูปภาพ ไฟล์ และข้อมูลที่บันทึกด้วยลายมือ เพื่อนำมาจัดหมวดหมู่และออกแบบระบบให้เหมาะสมกับการทำงานจริง ก่อนพบว่าโจทย์สำคัญที่สุดคือการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การสั่งซื้อ การรับวัตถุดิบ การแปรรูป การเบิกใช้ ไปจนถึงสต๊อกคงเหลือ
เริ่มจากระบบง่าย ๆ ลดต้นทุน โดยไม่ต้องลงทุนสูง
แนวทางที่บริษัทนำมาใช้ไม่ใช่การลงทุนระบบขนาดใหญ่ในทันที แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีบันทึกข้อมูลและจัดระเบียบข้อมูลหลังบ้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
เดิมพนักงานบันทึกสต๊อกลงบนกระดาษ ก่อนส่งต่อให้ผู้รับผิดชอบนำไปกรอกใน Excel ทำให้ข้อมูลอาจปรากฏในวันถัดไปหรือช้ากว่านั้น การจัดซื้อจึงไม่ทันต่อสถานการณ์ บริษัทปรับให้พนักงานบันทึกข้อมูลผ่าน Google Sheets จากนั้นนำข้อมูลเข้าสู่ Master Data หรือฐานข้อมูลหลัก และเชื่อมต่อกับ AppSheet ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นให้เหมาะกับกระบวนการทำงานของครัวเจ๊ง้อ กาญจนาภิเษก
ระบบเริ่มใช้งานที่สาขากาญจนาภิเษกตั้งแต่เดือนตุลาคม ก่อนมีแผนขยายไปยังสาขาอื่น เช่น สี่พระยาและพระราม 2 ในช่วงปลายปี โดยใช้แพลตฟอร์มและรูปแบบการทำงานเดียวกัน
ลินดา ระบุว่า ค่าใช้จ่ายของระบบอยู่ในระดับหลักร้อยบาทต่อเดือน และสามารถแบ่งปันการใช้งานได้ 10 บัญชี ครอบคลุมผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หัวหน้าครัวใหญ่ หัวหน้าครัวกลาง ผู้ดูแลสต๊อกของแห้ง วัสดุสิ้นเปลือง บรรจุภัณฑ์ และบาร์น้ำ
เมื่อข้อมูลเริ่มเชื่อมโยงกัน บริษัทสามารถตรวจสอบปริมาณวัตถุดิบที่มีอยู่ วางแผนจัดซื้อ และควบคุมการเบิกใช้ได้สะดวกขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการสั่งซื้อเกินความจำเป็นและลดการสูญเสียวัตถุดิบ
ตัวอย่างหนึ่งคือปลาหิมะที่แบ่งตัดเป็นชิ้นตามน้ำหนัก ระบบช่วยให้พนักงานเห็นสต๊อกที่มีอยู่และเลือกชิ้นปลาให้เหมาะกับจำนวนลูกค้าและความต้องการของแต่ละโต๊ะได้ดีขึ้น ช่วยให้การใช้วัตถุดิบสอดคล้องกับการขายมากกว่าการตัดสินใจจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
อีกตัวอย่างคือการควบคุมวัตถุดิบสดที่มีอายุการเก็บสั้น เช่น กุ้งและผักบุ้งซอย ซึ่งใช้ในเมนูซิกเนเจอร์อย่างหมี่กระเฉดกุ้ง หากเตรียมผักบุ้งซอยมากเกินไปและเก็บไว้นานเกิน 2 วัน ยางจากผักอาจทำให้สีเปลี่ยนและคุณภาพลดลงเมื่อปรุงอาหาร ซึ่งระบบที่แสดงปริมาณคงเหลือช่วยให้หัวหน้างานประเมินได้ว่าควรเตรียมวัตถุดิบเพิ่มเมื่อใด ลดการเตรียมเกินความจำเป็นและช่วยรักษาคุณภาพอาหาร
ข้อมูลที่ดีช่วยให้ SME ตัดสินใจได้เร็วขึ้น
ลินดา มองว่า หัวใจของการบริหารธุรกิจ SME คือการดูแลกระแสเงินสด เพราะแม้กิจการจะมีกำไร แต่หากเงินทุนจมอยู่ในสต๊อกมากเกินไป ก็อาจทำให้เงินหมุนเวียนไม่ทันและกระทบต่อการดำเนินงาน
ดังนั้นธุรกิจร้านอาหารมีรายการวัตถุดิบและสิ่งของที่ต้องบริหารจัดการจำนวนมาก ตั้งแต่วัตถุดิบสด เนื้อสัตว์ ผัก เครื่องปรุง วัสดุสิ้นเปลือง บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงเครื่องดื่ม ซึ่งอาจมีมากถึง 600–700 รายการ หากข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน การค้นหาข้อมูลแต่ละครั้งย่อมใช้เวลานานกว่าธุรกิจที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ภายในไม่กี่นาที
ความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูลส่งผลต่อการตัดสินใจหลายด้าน ตั้งแต่การจัดซื้อ การวางแผนโปรโมชั่น การลดราคา ไปจนถึงการจัดการวัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุ ผู้ประกอบการจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการนำ AI มาใช้ในทุกกระบวนการ แต่ควรเริ่มจากการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อให้ข้อมูลมีคุณภาพและพร้อมนำไปใช้ประโยชน์
กรณีเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาของ SME ไม่ได้อยู่ที่การไม่มีข้อมูล แต่อยู่ที่การจัดเก็บข้อมูลอย่างไรให้เป็นระบบ เชื่อมโยงกันได้ และนำมาใช้แก้ปัญหาธุรกิจได้ตรงจุด

ลีออร์คิด ใช้ฐานข้อมูลกลางเชื่อมงานทั้งองค์กร
อีกกรณีศึกษาจากโครงการคือ บริษัท ลีออร์คิด จำกัด โดย แสงเดือน ลีลาสมานชัย ผู้แทนบริษัทและผู้ได้รับรางวัล The UP Transformation Award กล่าวว่า โครงการช่วยยกระดับกระบวนการทำงานผ่านการพัฒนาฐานข้อมูลกลางและระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
บริษัทนำแนวทางจัดทำ Master Data และ Data ID มาใช้ เพื่อกำหนดมาตรฐานข้อมูลและทำให้ข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน พร้อมนำ Dashboard และเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยในการบริหารจัดการ
การปรับระบบดังกล่าวช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความสะดวกในการติดตามและตรวจสอบข้อมูล และทำให้ขั้นตอนการทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นรากฐานสำหรับการนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
กรณีของครัวเจ๊ง้อและลีออร์คิดจึงแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนเทคโนโลยีราคาแพง แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหา จัดระเบียบข้อมูล และเลือกเครื่องมือที่เหมาะกับขนาดและลักษณะของกิจการ
บทเรียนสำคัญจาก The UP 2026 คือ Data และ AI จะสร้างมูลค่าได้ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับการทำงานจริงของธุรกิจ ตั้งแต่การควบคุมต้นทุน ลดความสูญเสีย ไปจนถึงการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น ขณะที่การประเมินความสำเร็จในระยะต่อไปยังต้องติดตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งด้านต้นทุน รายได้ กระแสเงินสด และความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับ SME ไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและข้อจำกัดด้านเงินทุน การเริ่มต้นจัดการข้อมูลหลังบ้านให้เป็นระบบจึงอาจเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้คุ้มค่าขึ้น และเตรียมพร้อมต่อยอดสู่การใช้ AI อย่างยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง:




