ในการประชุม ประชุม IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่าง 12–16 ตุลาคม 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ ภาคีวิจัยการเกษตร ประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (CAB-KU)
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) สมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดกิจกรรมคู่ขนานการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569

หนุนภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก
การจัดสัมมนาครั้งนี้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดหลักของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของไทยในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนและเกษตรกรฐานราก ให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
6 ทศวรรษเกษตรไทย รัฐให้งบวิจัยต่ำ
ตลอด 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเกษตรโลกได้เปลี่ยนผ่านจากการเติบโตที่อาศัยการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกและการใช้ทรัพยากร ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ หรือ Productivity-led Growth โดยกว่าสองในสามของการเติบโตภาคเกษตรโลกในช่วง 20 ปีหลังมาจากการเพิ่มผลิตภาพมวลรวม หรือ Total Factor Productivity (TFP)
TFP คือความสามารถในการผลิตผลลัพธ์ที่มากขึ้นจากทรัพยากรเท่าเดิม ผ่านการใช้ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การจัดการ และข้อมูลที่ดีขึ้น แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังช่วยลดต้นทุน ใช้น้ำและปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรและอาหารของไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง อัตราการเติบโตของ TFP ภาคเกษตรไทยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาอยู่เพียง 0.5%–0.6% ต่อปี ลดลงอย่างมากจากระดับ 2.7% ต่อปีในช่วงปี 2534–2544
สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากงบวิจัยเกษตรภาครัฐที่ลดลง จากราว 0.9% ของ GDP ภาคเกษตรในช่วงกลางทศวรรษ 2530 เหลือเพียง 0.2%–0.25% ในช่วงปี 2566–2568 ขณะเดียวกัน ประเทศยังขาดแคลนนักปรับปรุงพันธุ์พืช เผชิญข้อจำกัดในการนำเข้าเชื้อพันธุกรรมเพื่อการวิจัย และมีการจัดสรรทุนวิจัยที่กระจัดกระจาย
ผลที่ตามมาคือ พันธุ์พืชและเทคโนโลยีเกษตรของไทยพัฒนาไม่ทันต่อความต้องการของเกษตรกรและตลาด ตัวอย่างเช่น เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในภาคกลางหันไปใช้พันธุ์ข้าวจากต่างประเทศที่ให้ผลผลิตสูงและเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่า ขณะที่โรคใบด่างมันสำปะหลังและความแปรปรวนของภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมรายได้และความมั่นคงของเกษตรกรไทย
เวทีที่สะท้อน “New Horizons” ของประเทศไทย
การสัมมนาครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดหลักของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ IMF – World Bank Group Annual Meetings 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”
สารสำคัญคือ ประเทศไทยต้องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ ควบคู่กับการเสริมศักยภาพประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและชุมชนฐานราก ให้สามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิอากาศได้อย่างเข้มแข็ง
ภาคเกษตรจึงไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะภาคการผลิตดั้งเดิม แต่ต้องเป็นระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงความรู้ เงินทุน เทคโนโลยี ตลาด และข้อมูลเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ

ธ.ก.ส. กับบทบาทการเป็นแกนกลางการเกษตร
ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กล่าวว่า ธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ พร้อมเป็นสถาบันการเงินเพื่อพัฒนาชนบทที่อยู่เคียงข้างเกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธ.ก.ส. มุ่งเชื่อมโยง “เงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม” ตามแนวทางการเป็นแกนกลางการเกษตร หรือ Essence of Agriculture เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน การแปรรูป และการตลาดสินค้าเกษตร ทั้งนี้ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตาม ESG Model ธ.ก.ส. วางกลไกขับเคลื่อนสำคัญไว้ 3 ด้าน ได้แก่
- สนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่: ส่งเสริม Young Smart Farmer ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ควบคู่ความรู้ด้านแผนธุรกิจ บัญชี การบริหารเงิน และการตลาดออนไลน์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีแก่ชุมชน เช่น บริการเครื่องจักรกล การจัดการแปลงด้วยข้อมูลดิจิทัล การรวบรวมผลผลิต และการตลาดออนไลน์
- ยกระดับผลิตภาพด้วยสินเชื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรม: สนับสนุนการลงทุนในระบบจัดการน้ำแม่นยำ เทคโนโลยีลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยพิจารณาจากแผนธุรกิจ ผลตอบแทน ระยะคืนทุน และรายได้จริงของเกษตรกร
- สร้างภูมิคุ้มกันด้วยสินเชื่อสีเขียว: สนับสนุนเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ หรือ Climate-Smart Agriculture ทั้งการใช้น้ำ ปุ๋ย และดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียและช่วยให้เกษตรกรรับมือกับความเสี่ยงจากธรรมชาติได้ดีขึ้น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนาเกษตรกรไม่ใช่การให้สินเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงโอกาสและเทคโนโลยีได้จริง

ปฏิรูประบบวิจัย: เปลี่ยนงานวิชาการเป็นพลังทางเศรษฐกิจ
นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณจาก TDRI ชี้ว่า การลงทุนวิจัยและพัฒนาด้านเกษตรให้ผลตอบแทนสูงกว่า 40% ต่อปี จึงเป็นการลงทุนที่ประเทศไม่ควรมองข้าม
ข้อเสนอสำคัญคือการปฏิรูประบบนวัตกรรมเกษตรและอาหารใน 3 มิติ ได้แก่
- ยกระดับสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย: เพิ่มความคล่องตัวและความเป็นอิสระให้หน่วยงานวิจัยภาครัฐ มีแหล่งทุนที่มั่นคงและหลากหลาย สร้างแรงจูงใจให้นักวิจัย เช่น ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์นวัตกรรม” และสนับสนุนการทำวิจัยร่วมกับเกษตรกรในแปลงจริง
- เชื่อมภาคเอกชนสู่ห่วงโซ่คุณค่า Farm to Fork: สร้างแรงจูงใจให้เอกชนร่วมลงทุนด้าน R&D พร้อมพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น อาหารสุขภาพ สินค้าเกษตรปลอดภัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และโปรตีนจากพืช
- ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Big Data: พัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูลเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านสารสนเทศ ทำให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
หัวใจสำคัญคือการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดและเกษตรกรผ่านข้อตกลงซื้อขายผลผลิตที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การผลิตมีเป้าหมาย มีตลาดรองรับ และสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิม

วิจัยจากโจทย์จริง: “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สวก. สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานและกองทุนด้านการเกษตรมาอย่างยาวนาน แต่เหตุใดเกษตรกรไทยจำนวนมากยังมีรายได้ไม่มั่นคง
คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนงานวิจัย แต่อยู่ที่การทำให้งานวิจัยตอบโจทย์ปัญหาจริงของเกษตรกรและความต้องการของตลาด ภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความต้องการใช้ข้าวโพดของประเทศไทยที่มีมากถึงประมาณ 9.3 ล้านตันต่อปี แต่ประเทศผลิตได้เพียง 4–5 ล้านตัน ขณะที่ถั่วเหลืองมีความต้องการใช้ราว 4.3 ล้านตันต่อปี แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 13,000 ตัน สถานการณ์นี้สะท้อนโอกาสมหาศาลสำหรับการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมกับอุปสงค์ภายในประเทศ
ทวีศักดิ์เสนอว่า งานวิจัยต้องไม่จบอยู่บนชั้นหนังสือ แต่ต้องออกจาก “หิ้ง” ไปสู่ “ห้าง” และ “แปลงนา” โดยต้องวางแผนให้ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า งานวิจัยใช้เวลากี่ปี ใช้งบประมาณเท่าไร สร้างผลลัพธ์อะไร และเกษตรกรจะได้รับประโยชน์อย่างไร
ตัวอย่างการทำงานที่เน้นผลลัพธ์ ได้แก่ โครงการพัฒนาจังหวัดน่านสู่เมืองสมุนไพร ซึ่งทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การปลูกสมุนไพร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา ไปจนถึงการแพทย์ โดยตั้งเป้าหมายรายได้สุทธิของเกษตรกรที่ 100,000 บาทต่อไร่ต่อปี ควบคู่กับการฟื้นฟูป่าในพื้นที่
อีกตัวอย่างคือการพัฒนาวัคซีนและวัคซีนออโตจีนัสสำหรับฟาร์มเฉพาะแห่ง ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพสัตว์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการแก้ไขยีน หรือ Gene Editing เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิตและรับมือโรคพืช เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง

จากงานวิจัยสู่ผลผลิต: บทเรียนปาล์มน้ำมันและมังคุด
พรรณี ชื่นนคร อาจารย์ศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ชี้ว่า “ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่” หรือ Yield เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนทั้งคุณภาพขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และทักษะของเกษตรกร
แม้ผลผลิตของพืชสินค้าเกษตรหลักจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา แต่ในช่วง 15 ปีหลัง การเติบโตเริ่มหยุดนิ่งหรือมีแนวโน้มลดลง จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนว่าวิทยาการที่ใช้อยู่เพียงพอต่อการยกระดับผลิตภาพหรือไม่
กรณีของปาล์มน้ำมันแสดงให้เห็นว่า งานวิจัยพื้นฐานที่ต่อเนื่องสามารถเปลี่ยนผลผลิตได้จริง จากเดิมที่เกษตรกรผลิตปาล์มได้เฉลี่ยเพียง 2 ตันต่อไร่ การทำความเข้าใจเรื่องความต้องการธาตุอาหาร การจัดการปุ๋ย น้ำ แสง และทรงพุ่มอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มผลผลิตในบางพื้นที่ของจังหวัดชุมพรได้สูงสุดถึง 5 ตันต่อไร่
เมื่อองค์ความรู้ถูกถ่ายทอดสู่ภาคธุรกิจ บริษัทปุ๋ยก็เริ่มพัฒนาสูตรเฉพาะสำหรับปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตประมาณ 35 แห่ง เกษตรกรจึงมีทางเลือกใช้ปุ๋ยที่เหมาะกับพืชมากขึ้น ขณะที่บางแปลงสามารถเพิ่มผลผลิตจาก 3 ตันต่อไร่ เป็น 7 ตันต่อไร่ภายใน 3 ปี
ในกรณีมังคุด งานวิจัยเริ่มต้นจากปัญหาเนื้อแก้วและยางไหลของเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออก นักวิจัยใช้เวลาหลายปีเก็บข้อมูลพฤติกรรมของใบ ผล สภาพอากาศ และความชื้นในดิน ก่อนพัฒนาแนวทางจัดการที่เหมาะสม
ผลลัพธ์คือ มังคุดจันทบุรีสามารถส่งออกได้มากกว่า 90% และองค์ความรู้ดังกล่าวยังถูกนำไปปรับใช้ในภาคใต้ โดยเฉพาะการจัดการธาตุอาหาร น้ำ และการตัดแต่งทรงพุ่ม ส่งผลให้คุณภาพผลผลิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านมูลค่าการส่งออกมังคุดที่เพิ่มจากประมาณ 700 ล้านบาท เป็น 17,000 ล้านบาท โดยไม่ได้เกิดจากการขยายพื้นที่ปลูก แต่เกิดจากการเพิ่มคุณภาพผลผลิตและทักษะการจัดการของเกษตรกร
อนาคตเกษตรไทย: ต้องวัดผลจากรายได้และความมั่นคงของคน
บทเรียนจากเวทีเสวนาครั้งนี้ชี้ชัดว่า การฟื้นฟูผลิตภาพภาคเกษตรไทยไม่อาจพึ่งพามาตรการระยะสั้น หรือการทำวิจัยแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ประเทศไทยต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องในงานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนาพันธุ์พืช เทคโนโลยีชีวภาพ ข้อมูลดิจิทัล และระบบถ่ายทอดความรู้ที่เข้าถึงเกษตรกรได้จริง
การวิจัยที่ดีจึงไม่ควรวัดจากจำนวนรายงานหรือผลงานตีพิมพ์เท่านั้น แต่ควรวัดจากคำถามสำคัญว่า เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ต้นทุนลดลงหรือไม่ รับมือกับภัยแล้ง โรคระบาด และความผันผวนของตลาดได้ดีขึ้นเพียงใด
หากทุกภาคส่วนร่วมกันเชื่อมเงินทุน ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และข้อมูลเข้าด้วยกัน ภาคเกษตรไทยจะไม่เพียงฟื้นตัวจากภาวะผลิตภาพชะลอลง แต่ยังสามารถก้าวสู่ระบบเกษตรและอาหารที่มีมูลค่าสูง แข่งขันได้ มีภูมิคุ้มกัน และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง:




