สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2569 TDRI Annual Public Conference 2026 ภายใต้หัวข้อ “ความ (ไม่) มั่นคงของคนไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน” ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ โดยนำเสนอประเด็นสำคัญ 5 ด้านสำคัญที่สังคมไทยกำลังเผชิญ
- ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อคนไทย
- เอไอกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ
- ภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ความท้าทายของระบบสวัสดิการผู้สูงอายุ
- บทบาทของรัฐในฐานะที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน
ความไม่มั่นคงของมนุษย์ จุดชนวนโรคประชานิยมทั่วโลก
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในหัวข้อ “ความเสี่ยง ความไม่แน่นอน และความไม่มั่นคงของคนไทย” ว่า การสัมมนาประจำปีครั้งนี้มุ่งชี้ให้เห็นความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในโลกปัจจุบันที่ส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งด้านชีวิต ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ภัยธรรมชาติ การขาดโอกาสเข้าถึงงานที่มีรายได้ดีและมั่นคง การถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ สินค้าราคาแพง ไปจนถึงความกังวลเรื่องรายได้และผู้ดูแลในวัยสูงอายุ
ความไม่มั่นคงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่กำลังกลายเป็นปัญหาระดับโลก โดยกระแสประชานิยมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “โรคประชานิยม” จากเมื่อ 25 ปีก่อนที่มีเพียง 4 ประเทศซึ่งถูกนิยามว่าอยู่ภายใต้ระบบประชานิยม เพิ่มขึ้นเป็น 17 ประเทศในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน หลายประเทศยังเผชิญเหตุจลาจลและการประท้วงที่มีรากฐานจากความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความมั่นคงของมนุษย์ไม่อาจแยกขาดจากความมั่นคงของรัฐ เพราะเมื่อประชาชนเผชิญความเสี่ยงในการดำรงชีวิตอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของประเทศด้วย
“การสร้างความมั่นคงของมนุษย์จะต้องเริ่มจากการลดอันตรายจากภัยคุกคามหลัก ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติ หรือโรคระบาดต่าง ๆ ที่สำคัญ ความไม่มั่นคงของมนุษย์ยังส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศด้วย”
สมเกียรติระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 4 ด้าน ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้ามาของเอไอที่สร้างความเสี่ยงต่อการมีงานที่ดีทำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเพิ่มความไม่มั่นคงให้กับคนไทย จึงจำเป็นต้องร่วมกันหาแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ

ภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วน ซ้ำเติมจุดอ่อนเศรษฐกิจไทย
นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ นักวิชาการ และ ธัญญาทิพย์ แสงสุวรรณ์ นักวิจัยทีดีอาร์ไอ นำเสนอผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศและมาตรการทางการค้าที่เข้มข้นขึ้นกำลังกระทบความมั่นคงของคนไทยหลายมิติ
ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่การส่งออกมีความเสี่ยงจากมาตรการภาษีและการที่ประเทศไทยอาจถูกมองว่าเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์เพื่อหลบเลี่ยงภาษี ผู้ประกอบการไทยยังต้องรับภาระต้นทุนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น ส่วนภาคเกษตร ประมง และอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำหลายสายในภาคเหนือ ซึ่งเชื่อมโยงกับเหมืองแร่ในเมียนมา
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากภายนอกไม่ใช่ปัญหาเพียงด้านเดียว เพราะจุดอ่อนภายในประเทศยิ่งทำให้ไทยรับมือได้ยากขึ้น ทั้งนโยบายต่างประเทศที่ยังไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยได้เต็มที่ การกำกับดูแลที่มีช่องโหว่จนเอื้อต่อกิจกรรมผิดกฎหมายและธุรกิจนอมินี ตลอดจนโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาต่างประเทศสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่กระจุกตัวอยู่ในตลาดผู้ซื้อไม่กี่ประเทศ
ทีดีอาร์ไอเสนอให้ไทยปรับนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์และเพิ่มอำนาจต่อรอง ยืนยันจุดยืนในการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ และพิจารณาข้อตกลงทางการค้าโดยมองผลกระทบระยะยาวต่อคนไทย ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงผลประโยชน์ระยะสั้นด้านภาษี
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องยกระดับบทบาทในภูมิภาค จากผู้ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงให้เป็นผู้ร่วมสร้างทางออก โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในอาเซียนโดย ISEAS พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจเพียง 7.9% ที่มองว่าไทยมีบทบาทผู้นำโดดเด่นในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาค
อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าผ่านการยกระดับการกำกับดูแล ปิดช่องโหว่สินค้าสวมสิทธิ์ ดึงทุนใต้ดินเข้าสู่ระบบ และแก้ปัญหานอมินีที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยควรเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership: UBO) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการดำเนินงานทางการเงิน (FATF)
ในด้านเศรษฐกิจ ไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าสำคัญ เช่น พลังงานและปุ๋ยเคมี พร้อมกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศใหม่ ๆ เนื่องจากไทยยังมีจำนวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) และสัดส่วนการค้าภายใต้ FTA ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน
ทีดีอาร์ไอยังเตือนว่า มาตรการรับมือวิกฤตของไทยที่เน้นการอุดหนุนในวงกว้าง เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตรึงราคาน้ำมัน และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส อาจสร้างภาระทางการคลังสูงและลดแรงจูงใจในการปรับตัว จึงควรปรับระบบช่วยเหลือให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีความยั่งยืนมากขึ้น
“โลกภายนอกมีความไม่แน่นอน ภายในของไทยเองก็เปราะบาง ทำให้รับมือได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงแม้ไทยจะไม่สามารถกำหนดปัจจัยภายนอกได้ แต่สิ่งที่เราสามารถกำหนดได้เอง คือการเร่งปรับตัวและสร้างความพร้อมเพื่อให้สามารถรักษาความมั่นคงของคนไทยภายใต้ความไม่แน่นอนนี้ได้”

แรงงานไทย 2.2 ล้านคนเสี่ยงถูกเอไอแทนที่
ความก้าวหน้าของเอไอกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงาน และอาจสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของคนไทย โดย พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล นักวิชาการทีดีอาร์ไอ ระบุว่า จากการสำรวจประกาศรับสมัครงานออนไลน์ พบว่าประกาศที่ระบุความต้องการทักษะเอไอเพิ่มขึ้น 4 เท่า เมื่อเปรียบเทียบไตรมาส 2 ปี 2567 กับไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนว่าทักษะดังกล่าวกลายเป็นที่ต้องการในหลายอาชีพ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง เอไอเริ่มเข้ามาทดแทนงานบางประเภท โดยกลุ่มอาชีพที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ เสมียนสำนักงาน พนักงานคีย์ข้อมูล นักบัญชี นักแปล และนักการตลาด รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ธุรกิจโฆษณา ซึ่งเอไอสามารถเข้ามาช่วยหรือทดแทนงานได้ตั้งแต่การผลิตเสียง การถ่ายภาพ ไปจนถึงการตัดต่อ
ผลกระทบเริ่มเห็นได้ชัดในกลุ่มคนจบใหม่ หรือ First Jobber ซึ่งเผชิญความยากลำบากในการหางาน เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นบางส่วนถูกเอไอเข้ามาทดแทน ขณะที่ทีดีอาร์ไอประเมินว่า แรงงานไทยประมาณ 2.2 ล้านคนมีความเสี่ยงที่จะถูกเอไอทดแทน โดยเป็นสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และฟิลิปปินส์
ความท้าทายสำคัญคือ งานที่เสี่ยงถูกทดแทนก่อนกลับเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีโอกาสก้าวหน้าในสายงานสูง ส่วนงานที่เอไอยังทดแทนได้ยาก เช่น งานช่าง งานเวลเนส และงานดูแลผู้สูงอายุ กลับเป็นอาชีพที่ยังมีรายได้ไม่สูงนัก สถานการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี แต่ยังเกี่ยวข้องกับโอกาสในการทำงานและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย
ทีดีอาร์ไอเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนภาคธุรกิจนำเอไอมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการออกแบบงานและเส้นทางอาชีพใหม่ให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ ทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในอาชีพเดิมและผู้ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนสายงาน เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลง
เอไอดาบสองคมไซเบอร์ มิจฉาชีพทำงานง่ายขึ้น
นอกจากความเสี่ยงด้านการจ้างงานแล้ว เอไอยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดย สลิลธร ทองมีนสุข นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้มิจฉาชีพก่ออาชญากรรมได้รวดเร็วขึ้น ลดต้นทุน และเข้าถึงเหยื่อจำนวนมากโดยใช้คนน้อยลง
เครื่องมือเอไอทำให้การส่งอีเมลหลอกลวงในวงกว้างทำได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปลอมเสียงและภาพบุคคล ตลอดจนการสร้างเว็บไซต์ปลอม ขณะเดียวกัน การขยายตัวของบริการอาชญากรรมออนไลน์ในรูปแบบ Cybercrime-as-a-Service ยังช่วยให้ผู้กระทำผิดเข้าถึงเครื่องมือ ข้อมูลส่วนบุคคล บัญชีม้า และบริการฟอกเงินได้สะดวกขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอไอไม่ได้มีแต่ด้านที่เพิ่มความเสี่ยง เพราะยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาชญากรรม โดยเฉพาะการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของธุรกรรมและตรวจจับเครือข่ายบัญชีที่มีพฤติกรรมผิดปกติ ซึ่งหน่วยงานไทยเริ่มพัฒนาและทดลองใช้งานแล้ว
สลิลธร มองว่า การรับมืออาชญากรรมออนไลน์จำเป็นต้องเปลี่ยนจากมาตรการที่ต่างหน่วยงานต่างดำเนินการ ไปสู่หลักการร่วมรับผิดชอบ (Shared Responsibility) โดยธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องร่วมกันตรวจจับและสกัดกั้นอาชญากรรมตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้รับภาระในการป้องกันตนเองและแบกรับความเสียหายเพียงฝ่ายเดียว
“ความท้าทายสำคัญไม่ใช่แค่การใช้เอไอตรวจจับภัยออนไลน์ แต่ต้องทำให้ระบบป้องกันตอบสนองทันต่ออาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
ทีดีอาร์ไอเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มออนไลน์ ขณะที่ภาคเอกชนต้องยกระดับความร่วมมือในการลดอาชญากรรม ส่วนประชาชนควรได้รับการพัฒนาทักษะและมีช่องทางตรวจสอบการหลอกลวงที่เข้าถึงง่าย เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
โจทย์สำคัญจากข้อเสนอของทีดีอาร์ไอจึงไม่ใช่เพียงการทำให้ประชาชนมีความสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่คือการทำให้รัฐและระบบเศรษฐกิจมีความพร้อมในการป้องกันและลดความเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ การสร้างโอกาสใหม่ให้แรงงาน ไปจนถึงการยกระดับระบบคุ้มครองประชาชนจากภัยออนไลน์ เพื่อไม่ให้ความไม่แน่นอนของโลกกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับเพียงลำพัง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




