สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตรการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพ.ค. 69 สูงขึ้น 2.79% เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศทรงตัวระดับสูงต่อเนื่อง ตามสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจายุติสงครามที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับตัวสูงขึ้น
รวมทั้งราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่อยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเดือนเม.ย. 69 สูงขึ้น 0.17% โดยปัจจัยสำคัญมาจากราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา จากการเปิดเทอมปีการศึกษาใหม่ ประกอบกับราคาผลไม้สดสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลของผลไม้ที่สำคัญ รวมทั้งสินค้ากลุ่มสิ่งที่เกี่ยวกับทำความสะอาดปรับตัวสูงขึ้น จากการสิ้นสุดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในเดือนที่ผ่านมา
ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคเมื่อเทียบกับเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.–พ.ค.) ของปี 2568 สูงขึ้น 0.82%

เมื่อหักอาหารสดและพลังงานออกแล้ว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สูงขึ้น 0.92% ในขณะที่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สูงขึ้น 0.27% และเมื่อเทียบกับเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค. –พ.ค.) ของปี 2568 สูงขึ้น 0.70%

แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปใน มิ.ย.69 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ดังนี้
- ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดที่สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาสันติภาพที่ยังคงยืดเยื้อ
- ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการไปยังราคาจำหน่าย ทั้งนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปเมื่อปรับราคาสูงขึ้นแล้วมักจะปรับลดลงได้ยาก จึงส่งผลให้ค่าครองชีพของราคาสินค้าในกลุ่มนี้สูงขึ้นอย่างถาวร
- ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทรงตัวในระดับสูง
- ราคาผักสดที่สำคัญมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้าจากฐานราคาที่ต่ำในปีก่อน
สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทัั่วไปลดลง ประกอบด้วย (1) ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 ยังคงต่ำากว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเล็กน้อย และ (2) ราคาเนื้อสัตว์
มีแนวโน้มปรับราคาลดลง จากอุปทานในตลาดที่มีเพียงพอด้วยปัจจัยดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ระหว่าง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%)
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้นจาก “ไทยช่วยไทยพลัส”
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 49.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 45.0ในเดือนก่อนหน้าแม้จะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น (ต่ำกว่าระดับ 50) ติดต่อกันเป็นเดือนที่สาม
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 38.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 35.0 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้าและยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น

ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่น
- ภาครัฐได้เริ่มดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจจากผลกระทบของวิกฤตพลังงานผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังคาดว่าจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถประคับประคองและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้นในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดตามฤดูกาล แม้ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่น
- ความกังวลต่อภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งที่ปรับตัวเพbjมสูงขึ้น อันเป็นผลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และส่งผลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์พลังงานโลก
- ภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นและยอดขายชะลอตัว
ทั้งนี้ แม้ภาระหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อกำลังซื้อของประชาชน แต่ภาคการท่องเที่ยว การส่งออกและรายได้เกษตรกรที่มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ มีส่วนช่วยเสริมมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ หากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และราคาพลังงานปรับลดลงคาดว่าจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและเอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




