หลังดำรงตำแหน่งครบรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค. 2568 วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดงานพบปะสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยประเมินว่า การขยายเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 จะอยู่ที่อัตรา 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า (YoY) ปัจจัยหลักมาจากการกู้เงินของรัฐบาลผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกูเงินได้ไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในมาตรการลดค่าครองชีพ “ไทยช่วยไทยพลัส” และช่วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดในประเทศ อย่างไรก็ตามหากไม่รวมกับมาตรการรัฐบาล ประเมิน GDP ไทย จะเติบโตเพียง 1.5%YoY
เมื่อลงลึกในรายละเอียดของโครงเศรษฐกิจ การเติบโตของ GDP ส่วนใหญ่จะมาจากการบริโภคเป็นหลัก ที่คาดจะเติบโต 2.6%YoY เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิมที่ 1.5%YoY เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
“ต้องยอมรับว่ามาตรการะตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประคองเศรษฐกิจรายไตรมาสได้ดีมาก โดยเฉพาะไตรมาส 3 จะทำให้ GDP โต 3.2%” วิทัย กล่าว

แต่หลังหมดมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ธปท. คาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตชะลอลงในปี 2570 เหลือ 1.7%YoY
เงินเฟ้อปีนี้อาจแตะถึง 5.2%
ผลจากการกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล ทำให้เม็ดเงินขนาดใหญ่ไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ โดย ธปท.ประเมินจะส่งผลให้เงินเฟ้อไทยปรับขึ้นสูงสุดในไตรมาส 3 ปีนี้ ไปถึงระดับ 5.2% และปรับลดลงมาในช่วงท้ายปีหลังผลของมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลหมดลง ซึ่งในไตรมาส 2 ปี 2570 เงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.3%YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่สูงในปีนี้ ประกอบกับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางอาจคลี่คลายลง แต่ราคาน้ำมันโลกคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากต้องใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม ส่งผลให้เงินเฟ้อทั้งปี 2570 จะอยู่ที่ 1.4%YoY
อ่านเพิ่มเติม: กนง.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย คาดเงินเฟ้อสูง 4 ไตรมาส ก่อนลงเร็วในปี 70
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อยังคงเป็นราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เงินเฟ้อในประเทศก็มีแนวโน้มเร่งตัวตาม เนื่องจากไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตและการขนส่ง
ทั้งนี้ ธปท. มั่นใจว่า เงินเฟ้อที่สูงขึ้นดังกล่าวจะเกิดขึ้นชั่วคราว จนไม่ทำให้เกิด “Stagflation” คือ เศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับเงินเฟ้อสูงขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ แต่จะยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด
กราฟแสดงคาดการณ์เงินเฟ้อไทย โดย ธปท.

ห่วงเงินเฟ้อมากกว่าเศรษฐกิจ
แม้คาดว่าเงินเฟ้อสูงแค่ชั่วคราว แต่ผู้ว่าการ ธปท. ยอมรับว่า หากต้องเลือกระหว่างความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัวกับเงินเฟ้อ ยังคงกังวลปัญหาเงินเฟ้อมากกว่า ด้วยเหตุหน้าที่ของ ธปท. ต้องควบคุมดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากการกำหนดนโยบายการเงินจะอิงกับแนวโน้มเงินเฟ้อเป็น
ดังนั้นหากคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในระยะกลางจะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยอื่นที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น มีปัจจัยอื่น ๆ ที่จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า จากเดิมที่คาดว่าจะทยอยลดลง แนวทางการดำเนินนโยบายการเงินก็อาจต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อในรอบนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side) เช่น การปรับตัวของราคาพลังงาน มากกว่าการขยายตัวของอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ หากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและไม่ส่งผลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะกลาง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากนโยบายการเงินต้องใช้เวลาส่งผ่านไปยังอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจราว 12 เดือน กว่าจะส่งผลต่อการชะลอตัวของเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว แรงกดดันเงินเฟ้ออาจคลี่คลายลงไปแล้วตามปัจจัยชั่วคราวที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่แรงกดดันด้านราคาเริ่มส่งผลให้เงินเฟ้อในระยะกลางปรับสูงขึ้นและยืดเยื้อนานกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้จำต้องปรับนโยบายการเงิน แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว
“เราเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อจะลงไตรมาสสองปีหน้า เราไม่มีความจำเป็น ณ ด้วยข้อมูลปัจจุบัน ที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อไปทำให้ดีมานต์ลดง เพราะไม่ช่วยแก้ไขเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งซัพพลาย แต่ถ้าสถารณ์เปลี่ยนค่อยว่ากัน และเราตามเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และไม่กังวลเรื่อง Stagflation” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ไม่กังวลไทยขาดดุล เชื่อเกิดจากการลงทุน
การส่งออกไทยปีนี้ ธปท. ประเมินมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 12-13% จากแรงหนุนของสินค้าเทคโนโลยี แต่แรงส่งดังกล่าวมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมจำกัด เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าของไทยเติบโตสูงกว่าโดยเฉพาะการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลก และการเร่งสะสมน้ำมันดิบเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ในเดือน เม.ย. ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ ธปท. มองว่าการขาดดุลจะไม่เกิดขึ้นยาวนาน โดยคาดว่าดุลการค้าไทยจะกลับมาเกินดุลได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ หลังราคาน้ำมันโลกเริ่มทยอยปรับลดลง ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระการนำเข้า ขณะที่การส่งออกยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ดังนี้ ธปท. ประเมินเบื้องต้นว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในปีนี้มีแนวโน้มทรงตัวใกล้ระดับสมดุล อาจเป็นบวกหรือติดลบเล็กน้อย หรือติดลบไม่มากนัก ขณะที่ในปีหน้าคาดว่าจะกลับมาเกินดุลได้อีกครั้ง
ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะน่ากังวลก็ต่อเมื่อเกิดจากการบริโภคภายในประเทศที่ขยายตัวสูงโดยไม่ก่อให้เกิดศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว แต่หากเป็นผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็ไม่ถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวล
ปัจจุบันไทยได้รับเม็ดเงิน FDI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักรเพื่อการลงทุนขยายตัว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้ในระยะสั้น แต่ถือเป็นการขาดดุลที่สะท้อนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
“เรามองว่าเป็นช่วงสั้นจากการนำเข้าน้ำมัน และเกิดจากกาารลงทุน จึงไม่น่ากังวล” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยกตัวอย่างช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ไทยมีการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลในระดับสูง แต่เป็นการขาดดุลที่เกิดจากการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
หลายสำนักวิจัยคาด กนง.คงดอกเบี้ยทั้งปี
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) SCB EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตลอดปี สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อจะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงเกินกรอบตลอดช่วงที่เหลือของปี ขณะที่บทบาทนโยบายการคลังที่ทยอยออกมาลดผลกระทบจากสงครามจะช่วยประคองอุปสงค์ในประเทศได้ในระดับหนึ่ง จึงลดความจำเป็นที่ กนง. จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่นโยบายการเงินมี Policy space จำกัด ทั้งนี้คาดว่า มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและมาตรการช่วยการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับมือผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจของ ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต (ttb analytics) ประเมินว่า นโยบายการเงินจะยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย ถึงแม้ทั่วโลกรวมถึงไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation สูงขึ้นอย่างมีนัย แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อแตกต่างจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2564 เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานานและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมาย และ เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลทำให้ความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) มีน้อยกว่าในช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงการเปิดเมืองและเศรษฐกิจฟื้นหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด
ทั้งนี้ ttb analytics จึงคาดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวมาจากแรงกดดันจากฝั่งอุปทานเป็นหลักตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-push Inflation) อีกทั้งผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศมีทิศทางชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ ธปท. มีแนวโน้มที่จะรอให้สถานการณ์ต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น (Wait-and-see) และยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
วิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ว่า แม้แรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นและอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการ (3%) แต่อุปสงค์ในประเทศที่ซบเซาจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัด ๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อยังคงอ่อนแอแม้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลงก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1% ตลอดช่วงที่เหลือของปี เพื่อช่วยประคองการเติบโตของเศรษฐกิจ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




