รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย มักจะตั้งเป้าหมาย หรือทิศทางการพัฒนาประเทศ ขึ้นกับว่าในช่วงเวลานั้นประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร แต่จะสามารถทำได้แค่ไหนขึ้นกับหลายปัจจัย โดยเฉพาะการเมืองภายในประเทศ ถือว่าเป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้
รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้ามาบริหารประเทศในช่วงสงครามการค้ารุนแรง ตามมาด้วยสงครามจริงในตะวันออกกลาง และข้อจำกัดด้านการคลังของประเทศ ทำให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะมือเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องกำหนดสโลแกนเพื่อใช้เป็นทิศทางพัฒนาประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ “สติ” หรือ STI
แม้ว่าโดยรวมแล้ว ยุทธศาสตร์ “สติ” ไม่ได้มีอะไรใหม่ไปจากเดิม เพียงแค่การเลือก “จุดเน้น” ในปัญหาสำคัญที่รัฐบาลเห็นว่ามีความสำคัญมากที่สุดและเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้กล่าวถึงการบริหารงานภาครัฐด้านอื่นที่เป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น
เอกนิติ กล่าวถึงยุทธศาสตร์ “สติ” หลายครั้งก่อนหน้านี้ตามโอกาสต่าง ๆ โดยล่าในโอกาสครบรอบ 30 ปีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก็กล่าวย้ำอีกครั้งในปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ลงสนามจริง ไม่พึ่งโชค: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยในวันที่โลกไร้กติกาเดิม” โดยมองไปที่บทเรียนจากอดีตเป็นเข็มทิศ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
เอกนิติ ย้อนอดีต ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญวิกฤตหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤตการเงินโลก วิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทุกเหตุการณ์ยืนยันตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยไม่อาจแยกออกจากความเคลื่อนไหวของโลกได้
การเหลียวหลังจึงไม่ใช่การหวนรำลึกถึงอดีต แต่เป็นการศึกษารูปแบบของความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เข้าใจปัจจุบันและมองเห็นโอกาสในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น
บทเรียนจากญี่ปุ่น จุดเปลี่ยนที่สร้างฐานอุตสาหกรรมไทย
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจโลกถูกกำหนดโดยสามขั้วหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมประมาณ 50–60% ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวลดลงเหลือประมาณ 25% พร้อมกับการเกิดขึ้นของศูนย์กลางอำนาจใหม่ ทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย และตะวันออกกลาง
ในเวลานั้น สหรัฐฯ และยุโรปขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นอย่างมาก จนนำไปสู่ข้อตกลงพลาซา หรือ Plaza Accord ซึ่งสร้างแรงกดดันให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จากมากกว่า 200 เยนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ระดับกว่า 100 เยนต่อดอลลาร์ ต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นจึงสูงขึ้นและส่งออกได้ยากกว่าเดิม
ญี่ปุ่นแก้เกมด้วยการย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศที่มีต้นทุนเหมาะสม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ เพราะได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้แล้ว โดยเฉพาะโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดในภาคตะวันออก ตลอดจนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด ระบบไฟฟ้า ถนน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
การเตรียมพร้อมในวันนั้นเปลี่ยนภาคตะวันออกจากพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นฐานอุตสาหกรรมระดับประเทศ จังหวัดอย่างระยองก้าวขึ้นมาเป็นพื้นที่ที่มีรายได้ต่อหัวสูง เกิดการจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับบริษัทข้ามชาติ
เมื่อพื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มหนาแน่น การลงทุนจึงขยายไปสู่อยุธยาและนครราชสีมา พร้อมกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติม บทเรียนสำคัญคือ โอกาสจากโลกภายนอกจะสร้างประโยชน์ให้ประเทศได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนไว้อย่างเพียงพอ
จากสงครามค่าเงิน สู่สงครามภาษีและโลกหลายขั้ว
สถานการณ์ปัจจุบันมีส่วนคล้ายกับอดีต แต่ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะโลกไม่ได้มีผู้เล่นหลักเพียงสามกลุ่ม และเครื่องมือที่ใช้แข่งขันกันไม่ได้จำกัดอยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยน หากยังครอบคลุมถึงภาษีศุลกากร มาตรการกีดกันทางการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน
ในอดีต นักลงทุนมองหาพื้นที่ซึ่งผลิตสินค้าได้ในต้นทุนต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันต้นทุนไม่ใช่คำตอบเพียงอย่างเดียว ความปลอดภัย ความเป็นกลาง และความสามารถในการค้าขายกับทุกฝ่ายกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการตัดสินใจ
ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดที่มีโอกาส จากสถานะประเทศที่สามารถเชื่อมโยงกับหลายขั้วเศรษฐกิจ นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น ยุโรป และตะวันออกกลางต่างสนใจเข้ามาตั้งฐานการผลิต โดยตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 40%
อย่างไรก็ตาม จำนวนคำขอส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย โจทย์สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้คำขอเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นโรงงาน การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงภายในประเทศ
การลงทุนต้องไม่หยุดอยู่ที่ตัวเลข
อุตสาหกรรมที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และปิโตรเคมี มาสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ อุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง ยานยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าจะดึงเงินลงทุนเข้าประเทศได้มากเพียงใด แต่ต้องทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ได้
แนวทางหนึ่งคือโครงการ Thailand FastPass ซึ่งมุ่งลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ เพื่อเร่งให้โครงการลงทุนเกิดขึ้นจริง ควบคู่กับโครงการ Skill Bridge ที่เชื่อมบริษัทผู้ลงทุนเข้ากับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อพัฒนากำลังคนและถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวอย่างสำคัญคือการลงทุนด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง ซึ่งมีฐานการผลิตในนครราชสีมา อยุธยา และสระบุรี ผู้ประกอบการระดับโลกได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันมีการจ้างงานประมาณ 20,000 คน และมีแผนเพิ่มเป็น 30,000 คน พร้อมพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาประมาณ 1,000 คน
นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการจากการลงทุนยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงเม็ดเงินหรือโรงงาน แต่คือความรู้ งานคุณภาพ และโอกาสที่กระจายมาถึงคนไทย
เมื่ออุตสาหกรรมเดิมกำลังถูกท้าทาย
ประเทศไทยเคยประสบความสำเร็จจากการเป็นฐานผลิตรถยนต์ แต่วันนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า หากประเทศไทยไม่ปรับตัว ฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการชิ้นส่วนจำนวนมากอาจได้รับผลกระทบ
การรักษาความสามารถในการแข่งขันจึงต้องทำสองด้านพร้อมกัน ด้านแรกคือยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้เข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ อีกด้านคือพัฒนาทักษะแรงงานและผู้ประกอบการให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งธุรกิจไทยไว้เบื้องหลัง
AI ก็เป็นอีกความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยอาจเลือกไม่รับเทคโนโลยีใหม่ แต่ผลที่ตามมาคือการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือเปิดรับอย่างมียุทธศาสตร์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยคือพลังงาน ในอดีต ไฟฟ้าของประเทศประมาณ 60% ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ โดยเริ่มจากแหล่งพลังงานในอ่าวไทย ก่อนจะต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบต่อการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราคาพลังงานโลกจึงอยู่ในระดับสูง ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าย่อมได้รับผลกระทบทั้งด้านค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และดุลบัญชีเดินสะพัด
พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือแก้ปัญหาโลกร้อน แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพราะบริษัทระดับโลกจำนวนมากต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับปรุงโครงข่ายและสายส่งให้รองรับการซื้อขายไฟฟ้า รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟมาเป็นผู้ผลิตและผู้ขายไฟ แนวทางนี้จะช่วยลดรายจ่าย สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าไปพร้อมกัน
ยุทธศาสตร์ “สติ” รับมือโลกไร้กติกาเดิม
เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทั้งหมด เอกนิติเสนอแนวคิด “สติ” หรือ STI ซึ่งประกอบด้วยสามยุทธศาสตร์ ได้แก่ Stabilize Today รักษาเสถียรภาพในวันนี้ Transition Now เร่งเปลี่ยนผ่านทันที และ Invest for Tomorrow ลงทุนเพื่ออนาคต
- Stabilize Today รักษาเสถียรภาพในวันนี้
ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสะสม ทั้งเศรษฐกิจเติบโตต่ำ การลงทุนไม่เพียงพอ หนี้ครัวเรือน ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก และข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง
ก่อนวิกฤตปี 2540 การลงทุนของภาครัฐและเอกชนรวมกันเคยอยู่ที่ประมาณ 40% ของ GDP แต่หลังจากนั้นระดับการลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง การรักษาวินัยการคลังและเสถียรภาพทางการเงินจึงมีความสำคัญ เปรียบเสมือนกองหลังที่ช่วยให้ประเทศรับแรงกระแทกจากความผันผวนภายนอกได้
ขณะเดียวกันต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ ผ่านมาตรการอย่าง “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และ “SME Credit Boost” ซึ่งต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงครั้งเดียว
- Transition Now เปลี่ยนผ่านทันที
ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง หากราคาพลังงานโลกผันผวน เศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ประเทศจึงต้องเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้
การเปลี่ยนผ่านยังครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และระบบการผลิตทั้งหมด แม้จะไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น แต่ยิ่งเริ่มช้า ต้นทุนของประเทศในอนาคตก็จะยิ่งสูงขึ้น
- Invest for Tomorrow ลงทุนเพื่ออนาคต
หากเปรียบประเทศไทยเป็นโรงงาน เครื่องจักรที่ไม่ได้รับการลงทุนและปรับปรุงย่อมล้าสมัย จนไม่สามารถผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของโลกได้ ประเทศไทยจึงต้องลงทุนทั้งในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร
การลงทุนในคนมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง จึงต้องเร่ง Upskill และ Reskill เพื่อให้คนไทยสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ และก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่าเดิม
ใช้ AI ยกระดับคนตัวเล็ก ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดใหญ่
เทคโนโลยีไม่ควรเป็นเครื่องมือเฉพาะของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ต้องเข้าถึงพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการรายย่อยด้วย ตัวอย่างคือระบบ AI “นกกระซิบ” ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ต้นทุน และพฤติกรรมของลูกค้า
ผู้ขายขนมเค้กอาจพบจากข้อมูลว่าวันพฤหัสบดีมียอดขายสูงที่สุด ขณะที่วันจันทร์มีสินค้าเหลือ จึงสามารถปรับปริมาณการผลิตให้เหมาะสม ลดของเสีย และเพิ่มรายได้ ระบบยังช่วยเปรียบเทียบต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อให้ผู้ประกอบการทราบว่ากำลังซื้อสินค้าแพงกว่าราคาตลาดหรือไม่
ข้อมูลยอดขายยังสามารถใช้ประกอบการขอสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ นี่คือตัวอย่างของการใช้ AI แก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมยกระดับทักษะและโอกาสทางการเงินในระยะยาว
ปักหมุด 7 อุตสาหกรรม สร้างกองหน้าเศรษฐกิจไทย
การวาดอนาคตประเทศไม่อาจอาศัยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน โดยเปรียบภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ที่เลือกอุตสาหกรรมซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพแข่งขัน ขณะที่ภาครัฐเป็น “กองกลาง” คอยสนับสนุนการลงทุน พัฒนาคน ปลดล็อกกฎระเบียบ และช่วยเหลือผู้ประกอบการ ส่วนเสถียรภาพด้านการคลังและการเงินเป็น “กองหลัง”
อุตสาหกรรมเป้าหมายเจ็ดสาขา ประกอบด้วย เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยวคุณภาพ โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ภาคเกษตรต้องยกระดับไปสู่ Smart Agriculture และ Food Processing เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานวัตถุดิบที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ทั้งอาหารสำหรับคนและตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโต ส่วนอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องเปลี่ยนจากการรับจ้างผลิตสินค้าแบบเดิม ไปสู่อุปกรณ์สำหรับระบบดิจิทัล AI และการส่งข้อมูลความเร็วสูง
ด้านยานยนต์ ประเทศไทยต้องรักษาฐานการผลิตเดิม พร้อมสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศและพัฒนาผู้ประกอบการไทย ขณะที่จุดแข็งด้านสุขภาพ การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ ต้องเปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยจำนวนไปสู่คุณภาพและมูลค่าที่สูงขึ้น
อนาคตประเทศไทยต้องสร้างด้วยการลงมือทำ
โลกกำลังเปลี่ยนทั้งโครงสร้างอำนาจ เทคโนโลยี พลังงาน และรูปแบบการลงทุน ประเทศไทยจึงไม่อาจหวังพึ่งโชคหรือรอให้สถานการณ์กลับไปเหมือนเดิม
บทเรียนจากอีสเทิร์นซีบอร์ดแสดงให้เห็นว่า ประเทศสามารถเปลี่ยนวิกฤตของโลกให้เป็นโอกาสได้ หากเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กำลังคน และนโยบายไว้อย่างถูกจังหวะ วันนี้ประเทศไทยกำลังยืนอยู่หน้าประตูแห่งโอกาสอีกครั้ง แต่การแข่งขันรอบใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่าใครมีต้นทุนถูกที่สุด หากยังวัดจากความปลอดภัย เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และความสามารถในการสร้างคน
การวาดอนาคตประเทศไทยจึงต้องเริ่มจากการมี “สติ” รักษาเสถียรภาพในวันนี้ เร่งเปลี่ยนผ่านโดยไม่ปล่อยให้ใครตกขบวน และลงทุนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันวันข้างหน้า หากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนร่วมกันลงมือทำ โอกาสที่กำลังเคลื่อนเข้ามาย่อมสามารถเปลี่ยนเป็นงาน รายได้ และอนาคตที่ดีกว่าของคนไทยได้จริง
บทความที่เกี่ยวข้อง:




