คดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการท้องถิ่นเริ่มเห็นภาพชัดขึ้น เมื่อกระทรวงมหาดไทยเปิดผลตรวจสอบผู้ได้รับการบรรจุแล้วกว่า 15,520 คน พบผู้สอบผ่านประมาณ 5,000 ราย มีคะแนนที่ประกาศไม่สอดคล้องกับข้อมูลในกระดาษคำตอบ
นับเป็นความผิดปกติครั้งสำคัญที่ส่อถึงกระบวนการที่นำไปสู่การทุจริตโกงข้อสอบ โดยกระทรวงมหาดไทย เตรียมส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก
ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้าสอบสวนทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง โดยล่าสุดได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย พร้อมมีคำสั่งย้ายออกจากตำแหน่งเดิมระหว่างรอผลการสอบสวน
ผู้สอบผ่าน 15,520 คนแรก พบผิดปกติกว่า 5,000 ราย
ผลตรวจสอบการโกงข้อสอบข้าราชการท้องถิ่นชัดเจนมากขึ้น โดย วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาเปิดเผยเมื่อ 7 ก.ค. 69 ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น หลังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบรายชื่อผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 15,520 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกเรียกบรรจุใน 3 กลุ่มแรก
ผลการตรวจสอบพบข้อเท็จจริงที่น่ากังวล คือ คะแนนสอบที่ประกาศอย่างเป็นทางการไม่ตรงกับข้อมูลในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบ ของผู้สอบผ่านจำนวนประมาณ 5,000 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงและมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
หลังจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะส่งผลการตรวจสอบทั้งหมดให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการ รวมถึงส่งให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และแจ้งให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการจัดสอบและประกาศผล รับทราบถึงข้อผิดปกติที่ตรวจพบ
ส่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบโยงขบวนการเดิม
อย่างไรก็ตามตอบไม่ได้ชัดเจว่า ความผิดปกติของผู้สอบผ่านกว่า 5,000 ราย เป็นกลุ่มเดียวกับเครือข่ายที่ ป.ป.ช.เคยเข้าจับกุมในจังหวัดนนทบุรี โดยวรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมด
เช่นเดียวกับกรณีการนำผลการตรวจสอบครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ส่งมอบให้ ป.ป.ช.
วรศิษฎ์ย้ำว่า สถ.ไม่มีข้อมูลดังกล่าว จึงตรวจสอบได้เฉพาะข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานเท่านั้น ส่วนการวิเคราะห์ภาพรวมและเชื่อมโยงหลักฐานทั้งหมดเป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.
บรรจุแล้ว ยังทำงานต่อได้จนกว่าผลสอบสิ้นสุด
สำหรับผู้ได้รับการบรรจุทั้ง 5,000 รายที่ตรวจพบความผิดปกติ วรศิษฎ์ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเพิกถอนสถานะการเป็นข้าราชการได้ เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนของ ป.ป.ช.ก่อน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงควบคู่กันไปเป็นการภายใน แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน แต่ยังมีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบในภาพรวมอยู่แล้ว
ทั้งนี้การสอบสวนของ ป.ป.ช.ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้ว ยังสามารถปฏิบัติงานต่อไปได้ตามปกติ
แต่หากภายหลังพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้เกี่ยวข้องจะต้องพ้นสภาพจากการเป็นข้าราชการ เนื่องจากความผิดถือว่าสำเร็จตั้งแต่กระบวนการสอบและการบรรจุแต่งตั้ง
ส่วนกรณีเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับระหว่างปฏิบัติราชการ วรศิษฎ์ระบุว่า จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาว่าจะต้องเรียกคืนหรือดำเนินการในรูปแบบใด โดยยอมรับว่าในท้ายที่สุดอาจมีการดำเนินการย้อนหลังตามกฎหมาย
ตั้งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ สถ.
ส่วนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย บอกความความคืบหน้าการดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 ว่า ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลังจากนี้ คณะกรรมการจะกำหนดประเด็นการสอบสวน วางกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน และเรียกข้าราชการทั้ง 5 รายเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ก่อนสรุปผลเสนอผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน
ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาตายตัวสำหรับการสอบสวน เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะพิจารณาความซับซ้อนของแต่ละประเด็น พร้อมรายงานความคืบหน้ามายังกระทรวงเป็นระยะ
สำหรับสถานะของข้าราชการทั้ง 5 ราย ได้ลงนามในคำสั่งให้ทั้งหมดออกจากตำแหน่งเดิมแล้ว โดยให้มาช่วยราชการระหว่างรอผลการสอบสวน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสและไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงาน
อนุทิน สั่งกรรมการตรวจสอบรายงานทุก 10 วัน
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ
นอกจากนี้จัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




