ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรษ์ (สส.) พรรคภูมิใจไทย กับคณะ เปิดรับฟังความเห็น ร่างพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ผ่านระบบออนไลน์เว็บไซต์รัฐสภา ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. งวันที่ 14 ต.ค. 2569
เหตุผลในการเสนอร่างกฎหมาย ระบุว่า สมควรกำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้ซึ่งมิใช่นิติบุคคล สามารถแสดงเจตนาในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ให้รัฐนำเงินภาษีที่ตนได้ชำระไว้ไปอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่ตนระบุได้ รายละไม่น้อยกว่า 500 บาทในแต่ละปีภาษี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียภาษีมีส่วนร่วมในการพัฒนา อปท. ที่เป็นบ้านเกิด ที่อยู่อาศัย หรือพื้นที่ที่ตนประสงค์จะช่วยพัฒนาได้โดยตรง
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา อปท. ที่จัดเก็บรายได้รวมต่อปีไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่บริจาคเงินให้แก่ อปท. ดังกล่าว สามารถนำเงินบริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรได้ด้วย
รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บรายได้รวมต่อปีไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลซึ่งบริจาคเงินให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว มีสิทธินำจำนวนเงินนั้นไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรได้ด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
เปิดทางผู้เสียภาษีเลือกส่งเงินให้อปท. เริ่มต้น 500 บาท/ปี
สำหรับสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก กำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้ซึ่งมิใช่นิติบุคคลมีสิทธิแสดงเจตนาในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนระบุไว้ได้หนึ่งแห่งเป็นเงินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่น้อยกว่าปีละ 500 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ร่างมาตรา 3)
ประการสอง กำหนดให้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา อปท. ที่จัดเก็บรายได้รวมต่อปีได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยให้ผู้บริจาคเงินให้แก่ อปท. ดังกล่าว มีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
ทั้งนี้ จำนวนที่บริจาคตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาทสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่น้อยกว่า 50,000 บาทสำหรับนิติบุคคล ส่วนวิธีการขอหักค่าลดหย่อนดังกล่าว ให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด (ร่างมาตรา 3)
ประการสาม กำหนดให้การแสดงเจตนาของผู้เสียภาษีเงินได้ และการที่ผู้บริจาคเงินจะนำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาค ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลเริ่มตั้งแต่ปีภาษี 2571 เป็นต้นไป (ร่างมาตรา 4)
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายกำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
เปิดรับฟังความเห็น 5 ประเด็น
ขณะที่ประเด็นที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ครอบคลุมทั้งความเหมาะสมของการให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือก อปท. เพื่อรับเงินภาษีไม่น้อยกว่าปีละ 500 บาท การให้สิทธิลดหย่อนภาษีแก่ผู้บริจาคเงินแก่ อปท. ที่มีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด การกำหนดให้มาตรการเริ่มใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2571 รวมถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกระจายอำนาจในปัจจุบัน และร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด ดังนี้
1. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้ซึ่งมิใช่นิติบุคคลมีสิทธิแสดงเจตนาในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนระบุไว้ได้หนึ่งแห่งเป็นเงินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่น้อยกว่าปีละ 500 บาท
2. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้กำหนดให้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บรายได้รวมต่อปีได้ไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่เกิน 50 ล้านบาท ให้ผู้บริจาคเงินให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดังกล่าว มีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้ตามจำนวนที่บริจาคตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10,000 บาทสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่น้อยกว่า 50,000 บาทสำหรับนิติบุคคล
3. ท่านเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับการกำหนดให้การแสดงเจตนาของผู้เสียภาษีเงินได้ และการที่ผู้บริจาคเงินจะนำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาค ตามร่างพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลเริ่มตั้งแต่ปีภาษี 2571 เป็นต้นไป
4. ท่านเห็นว่าการบังคับใช้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในปัจจุบัน มีปัญหาหรือไม่อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้หรือไม่เพียงใด
5. ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ (ถ้ามี)
บทความที่เกี่ยวข้อง:




