รัฐบาลเตรียมผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน หรือ ร่างพระราชบัญญัติจัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. …. (ร่าง พ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินฯ) ภายหลังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้มีการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์ออนไลน์ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ช่วงระหว่างวันที่ 9 ก.พ. – 9 มี.ค. 2569
ประชาชาติธุรกิจ รายงานว่าพรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าจะทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี
ความพยายามผลักดันมาตรการทางภาษี นับว่าเป็นทางออกให้ “เงิน” ส่งตรงสู่ท้องถิ่นโดยตรง ไม่ต้องผ่านการจัดสรรงบประมาณจากหน่วยงานส่วนกลาง และ แก้ปัญหาระเบียบและขั้นตอนของกระทรวงมหาดไทย ที่ยังเป็นปัญหาเรื่องการโอนงบประมาณให้กับท้องถิ่น
เหตุผลร่างกฎหมาย “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน”
เหตุผลของการร่างกฎหมายฉบับนี้มีจุดเริ่มต้นจาก คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา เมื่อปี 2566 ได้มีข้อเสนอแนะเรื่องความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการนำระบบชำระภาษีให้บ้านเกิด (Hometown Tax) มาปรับใช้กับระบบภาษีอากรของประเทศไทย โดยเห็นว่าหลักการการบริจาคเงินภาษีให้พรรคการเมืองถือเป็นหลักการที่น่าสนใจ เพราะหักจากเงินภาษีของผู้ประสงค์จะบริจาคโดยตรง (ไม่ใช่เป็นการบริจาคเงินแล้วนำมาคำนวณเพื่อหักภาษีภายหลัง)
หากภาครัฐนำหลักการนี้มาผนวกหรือประกอบการพิจารณาด้วย อาจทำให้เกิดประโยชน์ต่อการนำหลักการ Hometown Tax มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ของตนเองที่เพียงพอต่อการทำหน้าที่ดูแลและจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 250 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
ในเอกสารการรับฟังความเห็น ยังระบุอีกว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล เรื่อง การเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ และปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจในกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลชุมชน
นอกจากนี้ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากระบบภาษีที่เหมาะสมและเป็นธรรม คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่า 35% ตามมาตรา 30 (4) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

สาระสำคัญ พ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินฯ
สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.จัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินฯ คือ การจัดสรรภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรบางส่วนกลับคืนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานประกอบการ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่านภาษีเงินได้ เพื่อนำไปใช้จัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นอย่างเหมาะสมเพียงพอ และลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สอดคล้องกับหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 249 และมาตรา 250 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
รายละเอียดเบื้องต้นของร่างกฎหมายดังกล่าว มีดังนี้
1. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร ในอัตรา 10% ของภาษีที่จัดเก็บได้จากผู้เสียภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาถิ่นที่อยู่ หรือสถานประกอบการตั้งอยู่ในเขตจังหวัด โดยให้กรมสรรพากรทำหน้าที่จัดเก็บภาษีและให้กระทรวงการคลังโอนภาษีที่จัดเก็บได้ให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดสรรภาษีให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 5)
2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดเก็บภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นจากที่กฎหมายกำหนด โดยออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่มในอัตราไม่เกิน 10% ของอัตราภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บ (ร่างมาตรา 6)
3. กำหนดให้การบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นวิธีการหนึ่งที่จำเป็นในการพัฒนาและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และถือเป็นรายจ่ายเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคได้ตามประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 7)
4. กำหนดให้ผู้บริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับการลดภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (ร่างมาตรา 8)
5. กำหนดให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ร่างมาตรา 9)
6. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจจัดหา จัดทำสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือให้บริการสาธารณะเป็นกรณีพิเศษ เพื่อตอบแทนผู้บริจาคเงินแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่เกินร้อยละสิบของเงินที่ได้รับบริจาคในแต่ละปี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามระเบียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนด (ร่างมาตรา 10)
ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นการเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นและให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาพื้นที่ของตนเองมากขึ้น ด้วยการหักภาษีเงินได้ 10% ของภาษีที่รัฐเก็บจากผู้ที่มีภูมิลำเนาหรือธุรกิจที่ตั้งอยู่ในพื้นที่นั้น และจัดสรรกลับไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปใช้พัฒนาบริการสาธารณะและกิจกรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่
ทั้งนี้ยังเปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติ จัดเก็บภาษีเพิ่มได้ไม่เกิน 10% ของภาษีเงินได้ที่รัฐจัดเก็บ
ขณะเดียวกันภาษีเงินได้ที่ประชาชนบริจาคให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังสามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาค รวมถึงได้สิทธิประโยชน์ลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นอกจากนี้ยังกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องสามารถจัดทำของที่ระลึกหรือบริการพิเศษ เพื่อตอบแทนให้กับผู้ที่บริจาคเงินภาษี
จุดเริ่มต้นกฎหมาย “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน”
แนวคิด “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” เนวิน ชิดชอบ เคยกล่าวไว้เมื่อ เม.ย. 67 ถึงหลักการในการพัฒนาเมืองท้องถิ่นในแต่ละจังหวัดให้มีความเจริญและเข็มแข็งนั้น จะต้องกระจายเงินภาษีออกจากส่วนกลาง โดยเริ่มจากให้อำนาจประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี สามารถเลือกได้ว่าจะนำภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90) ไปให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่ใด เหมือนกับการให้อำนาจประชาชนสามารถบริจาคภาษีให้กับพรรคการเมืองใดก็ได้
“ให้เขามีสิทธิกาในแบบฟอร์มเสียภาษี ภ.ง.ด.9 ว่าเขาจะส่งเงินลงไปที่ไหน แล้วแต่ว่าใครจะสำนึกรักบ้านเกิด นี่คือการให้อำนาจประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ให้อำนาจประชาชนหลอก ๆ นี่คือหลักเกณฑ์การสร้างความยั่งยืนความเจริญของท้องถิ่นสำหรับผม แน่นอนว่าลูกผม และทีมงานคงพากันไปเสนอกฎหมายแล้ว แต่อย่างไรคงไม่เร่งด่วนเท่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ นี่คือความรู้สึกของคนที่อยากเห็นความยั่งยืนความเจริญเติบโตของบ้านเมืองที่แข็งแรงต่อไป ดังนั้น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทั้งหลายท่านก็มีคะแนน ท่านก็มีประชาชน ถ้าอยากประสบความสำเร็จในสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้ขอให้ช่วยกันกดดันเรื่องนี้ เชื่อว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่มีคนค้าน เพราะเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประชาชนโดยตรง” เนวิน กล่าว (ที่มา: มติชน)
ถอดบทเรียน “ภาษีบ้านเกิด” จากญี่ปุ่น
ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอบทวิเคราะห์เชิงนโยบายเรื่อง Hometown Tax ระบุว่า การย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่ของคนญี่ปุ่น เพื่อเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการจ้างงานที่ดีขึ้น ได้ทำให้ประชากรในชนบทของญี่ปุ่นลดลง ส่งผลให้ท้องถิ่นจึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากคนในพื้นที่ได้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะ
รัฐบาลกลางจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบชำระภาษีให้บ้านเกิด (Hometown Tax) เพื่อเปิดโอกาสให้คนย้ายถิ่นมีส่วนร่วมพัฒนาบ้านเกิด ช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท
ความสำเร็จนี้มีหลายมิติที่ไทยอาจนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง และช่วยให้การจัดทำบริการสาธารณะสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด
Hometown Tax หรือชื่อเรียกญี่ปุ่น Furusato Nozei เป็นระบบการชำระภาษีให้บ้านเกิดของประเทศญี่ปุ่นที่ประกาศใช้เมื่อปี 2551 ในสมัยนายชินโซะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้พลเมืองมีส่วนร่วมช่วยฟื้นฟูและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่นในเขตเมืองกับเขตชนบท ผ่านการบริจาคเงินให้แก่ท้องถิ่นโดยตรง ผู้บริจาคสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้ ขณะเดียวกันก็ได้รับสินค้าประจำท้องถิ่นเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณ
- ปี 2551 เริ่มใช้นโยบาย มีผู้สนใจบริจาคเพียง 5.4 หมื่นครั้ง ยอดบริจาค2.4 พันล้านบาท
- ปี 2558 รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายหลายด้านทำให้เงินบริจาคเพิ่มขึ้น 1) ลด ละ เลิก แบบฟอร์มบริจาค และสนับสนุนการยื่นขอคืนภาษีแบบ One Stop Service 2) เพิ่มเพดานลดหย่อนภาษี จาก 10% เป็น 20% และ 3) ท้องถิ่นแข่งขันพัฒนาสินค้าดึงดูดเงินบริจาค
- ปี 2561 ท้องถิ่นแข่งขันดึงดูดเงินบริจาคด้วยของสมนาคุณมูลค่าสูงจนเกิดปัญหาขาดทุน รัฐบาลจึงกำหนดมูลค่าของสมนาคุณไม่เกิน 30% ของเงินบริจาค ทำให้ยอดเงินบริจาคลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนครั้งบริจาค Hometown Tax ยังเพิ่มขึ้น
- ปี 2562 มียอดบริจาคถึง 14.6 หมื่นล้านบาท มีจำนวนบริจาคกว่า 23 ล้านครั้ง
“เข้าใจและใช้งานง่าย” เคล็ดลับภาษีบ้านเกิด
เคล็ดลับความสำเร็จและสาเหตุที่ Hometown Tax ได้รับความสนใจ คือ รัฐบาลญี่ปุ่นออกแบบนโยบายให้ทุกคนเข้าใจและใช้งานง่าย โดยสร้างทางเลือกให้แก่ผู้เสียภาษีให้สามารถแบ่งภาษีเงินได้ส่วนหนึ่งให้กับท้องถิ่นอื่นได้ และสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือตอบแทนบ้านเกิดได้โดยตรง ทำให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมกับการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น และกระตุ้นการแข่งขันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ประสบความสำเร็จ คือ การพัฒนาแพลตฟอร์ม (Platform) และการบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-stop service) ที่ช่วยลดความซับซ้อนของขั้นตอนการบริจาคและการขอลดหย่อนภาษี ทำให้ประชาชนสามารถดำเนินการทุกอย่างได้สะดวกมากขึ้น โดยระบบนี้จะรวมทุกขั้นตอนให้อยู่ในระบบเดียวกัน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ผู้บริจาคสามารถดำเนินการทุกอย่างผ่านเว็บไซต์หรือระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก
ระบบดังกล่าวมีบทบาทสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่
- ลดความซับซ้อนสำหรับผู้บริจาค โดย Platform สามารถช่วยคำนวณภาษีและเพดานเงินบริจาค ติดตามสถานะการบริจาค และรวบรวมประวัติการบริจาค ทำให้การขอลดหย่อนภาษีง่ายขึ้น
- เพิ่มความสะดวกให้กับท้องถิ่น ซึ่งท้องถิ่นสามารถใช้ระบบนี้เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์สินค้า โครงการพัฒนา หรือกิจกรรมระดมทุนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริจาค
- เชื่อมโยงผู้บริจาคกับผู้รับประโยชน์ ด้วยการให้ Platform ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมรองรับระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์และการบริหารจัดการข้อมูลแบบครบวงจร
ช่วยบรรเทาสารพัดปัญหาในสังคมญี่ปุ่น
การฟื้นฟูเมืองผู้สูงอายุ: เมืองทาระ (Tara ch ōō) จังหวัดซากะ (Saga) เป็นพื้นที่ชนบทที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ขณะที่อัตราการเกิดลดลงเรื่อย ๆ และคนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตร ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชะลอตัวจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน
เมืองนี้จึงนำเงินจากโครงการ Hometown Tax ที่สามารถระดมได้ราว 742 ล้านเยน มาพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม โดยปรับพื้นที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ราบ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สะดวก นอกจากนี้งบดังกล่าวยังถูกนำไปใช้สนับสนุนสวัสดิการด้านการดูแลเด็กและมอบทุนการศึกษาให้กับเยาวชนในท้องถิ่น
การช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19: เมืองคาซาโอกะ (Kasaoka) จังหวัดโอคายามะ (Okayama) มีมาตรการปิดร้านอาหารเพื่อสกัดการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถส่งขายหัวหอมให้กับร้านอาหารได้ จึงต้องทิ้งหัวหอมจำนวนมากถึง 180 ตัน ต่อมาท้องถิ่นจึงตัดสินใจเพิ่มช่องทางการจำหน่ายหัวหอมโดยเสนอเป็นของสมนาคุณแก่ผู้บริจาคเงิน ผ่าน Hometown Tax ซึ่งมีผู้สนใจ 10,000 คน
การบรรเทาภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว: เมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto City) เมืองหลวงของจังหวัดคุมาโมโตะ เคยประสบอุทกภัยและดินถล่มฉับพลัน ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวในปี 2562 ทำให้ท้องถิ่นต้องระดมเงินทุนช่วยเหลือเพิ่มเติม เดิมการขอรับงบประมาณต้องทำผ่านหน่วยงานราชการที่ใช้เวลาพิจารณาหลายขั้นตอนกว่าจะได้รับเงิน เมืองจึงนำกลไกล Hometown Tax มาใช้เปิดรับเงินบริจาค ทำให้สามารถระดมเงินได้มากกว่า 570 ล้านเยน เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที ขณะที่ผู้บริจาคเงินก็ได้รับของตอบแทนเป็นเครื่องปั้นดินเผาเซรามิกส์ที่แตกหักจากแผ่นดินไหว ซึ่งนำมาซ่อมแซมด้วยทองคำด้วยเทคนิคดั้งเดิมแบบ “วาจิมะ”
การช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายแข่งโอลิมปิกส์แก่นักกีฬาฟันดาบ: เขตชิบูยะ (Shibuya) มหานครโตเกียว (Tokyo) สมาคมกีฬาฟันดาบต้องเผชิญปัญหารายได้จากโฆษณาและค่าบัตรเข้าชมการแข่งขันลดลงอย่างมากจากผลกระทบของโควิด-19 ส่งผลให้นักกีฬาขาดแคลนงบประมาณสำหรับการฝึกซ้อมและการเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ ทางท้องถิ่นจึงเปิดระดมทุนผ่านกลไก Hometown Tax เพื่อเป็นอีกช่องทางในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้นักกีฬาฟันดาบ สามารถเดินหน้าฝึกซ้อมและมีโอกาสทำตามความฝันในการแข่งขันระดับโลก
ข้อเสนอเชิงนโยบาย หากจะใช้ในไทย
จากบทเรียน Hometown Tax ของญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่ามีหลายแนวทางที่ไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น การสร้างแรงจูงใจให้คนอยากบริจาคเงินให้กับท้องถิ่นมากขึ้น ด้วยการให้ของสมนาคุณ หรือสามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเป็นการต่อยอดการรับบริจาคที่บางท้องถิ่นมีการระดมเงินผ่านกองทุนต่าง ๆ (เช่น กองทุนผ้าป่า) อยู่แล้ว
ดังนั้น หากสามารถเพิ่มช่องทางการระดมเงินทุนให้มีความหลากหลายและดึงดูดได้มากขึ้น เงินบริจาคเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้สนับสนุนและตอบโจทย์การพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่องมากขึ้น
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ หากไทยจะลองประยุกต์ใช้ Hometown Tax
- การประยุกต์ใช้ Hometown Tax ในระยะแรก อาจทดลองใช้ในขอบเขตที่จำกัด (Sandbox) เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามประสิทธิภาพของนโยบายได้ใกล้ชิด เข้าใจปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหาก่อนนาไปใช้ทั้งประเทศ เช่น ทดลองใช้กับจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อย 10 อันดับแรก
- กำหนดสัดส่วนมูลค่าของสมนาคุณต่อเงินบริจาคให้เหมาะสม เพื่อให้ท้องถิ่นมีเงินทุนเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายของสมนาคุณแล้ว เช่น กำหนดที่ 30 % ของเงินบริจาคคล้ายประเทศญี่ปุ่น
- ของสมนาคุณอาจอยู่ในรูปแบบของการบริการ หากสอดคล้องกับบริบทและวัฒนธรรมมากกว่า ไม่จำกัดว่าต้องอยู่ในรูปของสินค้าเท่านั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้บริจาคมากขึ้น เช่น แพ็กเกจบริการ ส่วนลดค่าที่พัก ส่วนลดค่าร้านอาหาร
- ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถร่วมกันนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยขับเคลื่อนนโยบายเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประยุกต์ใช้ระบบ e-Donation เชื่อมโยงโครงข่ายด้านบริการโอนชำระเงินระหว่างผู้บริจาค ผู้รับบริจาค และภาครัฐ
- นำไปต่อยอดเป็นช่องทางระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เช่น สนับสนุนธุรกิจสมัยใหม่ (Startup) เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับท้องถิ่นทั้งในด้านสินค้าและบริการ เช่น สินค้าสาธารณะที่จำเป็นในพื้นที่ อาทิ ระบบติดตามรถสาธารณะ เป็นต้น
ที่มา: ระบบกลางทางกฎหมาย / ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย พิทูร ชมสุข, เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร, จิรวัฒน์ ภู่งาม
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




