กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริงครั้งหลังสุด เมื่อ 3 ก.ค. 69 กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังจากร่วมแถลงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยชี้ให้เห็นว่ามีการดำเนินการเป็น “ขบวนการ” ตั้งแต่เริ่มจนประกาศผลสอบ
อ่านเพิ่มเติม: 4 กลุ่มเอี่ยวทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น “ขบวนการนี้ ทุจริตแน่นอน”
สถ.ระบุว่าตามที่ปรากฏข่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรี เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สืบเนื่องจากการร้องเรียนว่า มีกลุ่มบุคคลและติวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่ามีเส้นสายภายในสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือก และเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 – 600,000 บาท
ผลการตรวจค้นพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งพบสำเนากระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบประมาณ 3,000 ราย
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีคำสั่ง ที่ 274/2569 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสืบสวนกระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยได้ดำเนินการสอบพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น สรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดังนี้
กระบวนการจัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ 21 ก.พ. 2560 กำหนดให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนด
คณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อ 30 มิ.ย. 65 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสงค์ให้จัดสอบ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการคัดเลือกมหาวิทยาลัยตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐ
การจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ในการสอบแข่งขันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลางแล้วมีความเห็นว่าร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2568 มีหลักประกันที่สูงกว่าขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2566
TOR เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาป้องกันการทุจริต สามารถสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และผู้ที่เข้าสอบแข่งขันเป็นการดำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคในโอกาสและหลักความรู้ความสามารถอันเป็นหัวใจที่สำคัญของระบบคุณธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐต้องรักษาไว้

ผลการตรวจสอบและทำบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่าน
1.พบว่าไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างบันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชนที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบเข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ flash drive ไฟล์ประมวลผลผู้สอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่ flash drive ผู้สอบผ่านภาค ก และ ภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
2.ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึก ส่งมอบผลการประมวลผลการสอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่ามีข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบจำนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่งจากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่ได้รับมอบจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้างจำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้
จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจเกิดการแก้ไขคะแนนคำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผู้ใดเคยสัมผัสหรือเก็บรักษาคีย์เฉลยที่ผู้รับจ้างจัดทำและเก็บรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้
3.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทย สุ่มตรวจข้อมูลผลคะแนนสอบใน flash drive ซึ่งเก็บไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อ 26 มิ.ย. 69 พบว่าผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในไฟล์ประมวลผลการสอบ ภาค ก และภาค ข ที่ ผู้รับจ้างเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อตาม TOR
สั่งตรวจสอบผู้ที่บรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว 15,520 ราย
สถ.ระบุว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับภาคีเครือข่ายตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข ของผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว จำนวน 15,520 ราย ภายใน 3 วัน (ระหว่างวันที่ 4 – 6 ก.ค. 69)
ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขันต่อไป
ทั้งนี้ สถ.จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีบุคลากรในสังกัดเกี่ยวข้องกับการทุจริต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา กับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐ
นายกฯตั้งกรรมการสอบทุจริตภายใน 60 วัน
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โดยต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และต้องให้ผลการตรวจสอบสามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้อย่างชัดเจน
พร้อมลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 263/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ และจัดทำรายงานเสนอผลต่อรัฐบาลภายในกรอบเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด


โดยมีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นรองประธานกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมจัดทำรายงานเสนอให้นายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และให้รายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน
รัฐบาลย้ำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเข้มงวด ชัดเจน และโปร่งใสในทุกขั้นตอน สามารถตอบข้อสงสัยของสังคมได้ครบถ้วน โดยถือเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรการป้องกันและกำกับดูแลให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




