คดีอื้อฉาวในระบบราชการในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เห็นจะไม่มีคดีไหนอื้อฉาวและฉาวโฉ่ มากไปกว่าคดีโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่มีกลุ่มบุคคลและสถาบันกวดวิชาบางแห่งเข้าเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีลักษณะเป็น “ขบวนการขนาดใหญ่” โดยกล่าวอ้างว่า “มีเส้นสายภายใน” ที่สามารถช่วยให้ผู้สมัครสอบผ่านการคัดเลือกเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นได้ โดยมีการเรียกเงินตั้งแต่ 350,000 บาทสำหรับตำแหน่งทั่วไป ไปจนถึง 700,000–800,000 บาทในพื้นที่ที่มีอัตราการแข่งขันสูง รวมแล้วมีมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท
กระบวนการทำงานของขบวนการ “โกงเพื่อให้ได้ข้าราชการที่ดี” มีการทำงานเป็นขั้นตอน ตั้งการจัดหา “ลูกค้า” ไปจนถึงขั้นตอนการแก้ไขผลคะแนนอย่าง “แนบเนียน” เพือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ซึ่งหากติดตามคดีนี้ตั้งแต่ต้นจะเห็นว่าเกิดจากการ “ร้องเรียน” และ “สงสัย”ของผู้เข้าสอบ ไม่ได้เกิดจาก “การกลั่นแกล้ง” ที่มักจะเป็นข้อแก้ตัวของกระบวนการทุจริตทุกครั้ง หากจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน และในที่สุดแล้ว ก็จะหลุดจากการถูกดำเนินคดี แต่กรณีนี้ มีการจับกุมตัวบุคลลพร้อมหลักฐาน เพียงแต่รอลุ้นว่าจะถึง “ตัวการสำคัญ”หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม“การโกงผลสอบ” ข้าราชการท้องถิ่นในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะจากผลการสอบสวนเบื้องต้นระบุว่าเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ในลักษณะเดียวกัน และก็เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในระบบการสอบของเข้ารับราชการ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาก่อนในหน่วยงานอื่น เช่น การสอบเข้ารับราชการทหารและตำรวจ ซึ่งหากมีการสอบสวนพบว่ามีความผิด ก็มักจะกล่าวโทษ “ตัวบุคคล” แต่ไม่เคยกล่าวถึง “ระบบหรือโครงสร้าง” และจากปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำซาก ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการคัดเลือกในตัวมันเองคือตัวปัญหา
โดยทั่วไป กระบวนการสอบคัดเลือก เป็นสิ่งที่เรียกว่า Commensuration คือ กระบวนการเปลี่ยน “คุณสมบัติที่ต่างกัน” ให้กลายเป็น “ปริมาณที่สามารถเทียบกันได้บนมาตรวัดเดียวกัน” กล่าวคือ การทำให้สิ่งที่ปกติ “วัดไม่ได้” ถูกบีบให้ “วัดได้” ซึ่งเป็นกระบวนการทำให้สิ่งที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน เช่น คุณภาพของบุคคล ประสบการณ์ ความรู้ บริบทเฉพาะ ถูกแปลงให้อยู่ในมาตรวัดเดียวกัน จนเทียบกันได้ด้วย “ตัวเลข” โดยไม่มีใครมองเห็น “กลไกที่ซ่อนอยู่” นั่นคือ การเลือกสิ่งที่ “จะวัด” (จากผู้ออกข้อสอบ) เช่น ความรู้ทางทฤษฎี และสร้างมาตรวัดที่ใช้ตัดสินร่วมกัน เช่น ระบบคะแนน 0-100
คำถามก็คือ “การสอบคัดเลือก” ที่ไหน ๆ ก็เป็นเช่นนี้ และก็เป็นระบบที่มีมานานจนเป็นมาตรฐานทั่วไป มันผิดตรงไหน? คำตอบก็คือการคัดเลือกไม่ได้ผิดในตัวมันเอง แต่กระบวนการคัดเลือกต่างหากที่มีปัญหา ประการแรก การลดทอนลักษณะเฉพาะ เมื่อ “ความสามารถในการเป็นข้าราชการที่ดี” ถูกแปลงเป็นคะแนนสอบข้อเขียนชุดเดียวที่ใช้กับคนทั้งประเทศ ซึ่งทำให้คุณสมบัติที่ “ไม่ใช่ทุกอย่างจะวัดได้” เช่น ความเข้าใจปัญหาท้องถิ่น ความสัมพันธ์กับชุมชน จะหายไปจากสมการ ทั้ง ๆ ที่ต้องทำงานในท้องถิ่น
ประการที่สอง สร้างอำนาจให้กับผู้ควบคุมมาตรวัด เมื่อ “คะแนนสอบ” กลายเป็นเกณฑ์ตัดสินชะตากรรมเพียงหนึ่งเดียว ผู้ที่เข้าถึงและควบคุมกระบวนการแปลงคำตอบเป็นคะแนน จะมีอำนาจโดย “ไม่ต้องแสดงตัวตน” ซึ่งในการโกงผลสอบครั้งนี้ คือ เจ้าหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่คัดแยกรายชื่อ “ผู้จ่ายเงิน” ออกจาก “ผู้สมัครทั่วไป” นำเข้าระบบเพื่อแก้ไขผลคะแนน แล้วส่งข้อมูลกลับไปบันทึกผลคะแนนตามที่ต้องการ ซึ่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบมาเพื่อ “ความเป็นกลาง” กลับกลายเป็นจุดที่ “อำนาจไม่เป็นทางการ” แอบเข้าไปได้ง่ายที่สุด
ประการที่สาม ความน่าเชื่อถือ ที่มาจาก “ตัวเลข” ไม่ใช่จาก ”ความถูกต้องของกระบวนการ“ คนเชื่อผลสอบเพราะมันเป็นตัวเลขและมีจัดลำดับตามคะแนนที่ดูเป็น “วิทยาศาสตร์” ทั้งที่ไม่มีใครเห็นว่าตัวเลขนั้นมีที่มาอย่างไร นี่คือสาเหตุสำคัญทำให้ขบวนการโกงผลสอบดำเนินมานานกว่า 2 ปีโดยไม่มีใครตรวจพบ เพราะหน้าฉากคือระบบที่ “ดูเป็นกลาง” อย่างสมบูรณ์แบบ หรือ เรียกว่า “ม่านความเป็นกลาง” กล่าวคือ ระบบสอบรวมศูนย์ผ่านมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อ “ความเป็นกลาง” และ “ความเทียบเท่ากันทั่วประเทศ” ทำให้ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ
แต่จากบทเรียนในอดีต (และปัจจุบัน) ระบบ “ยิ่งรวมศูนย์ ยิ่งดูเป็นกลาง ยิ่งมีความชอบธรรมสูง” แต่ในทางกลับกัน ลักษณะรวมศูนย์กลับสร้าง ”จุดเปราะบาง“ ที่ทำลายทั้งระบบ เพราะกระดาษคำตอบทั้งประเทศไหลผ่านจุดเดียว ทำให้ง่ายต่อการแก้ไขผลสอบ (ไม่ว่าใครเป็นคนแก้) ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำซากในระบบการสอบเข้ารับราชการของไทย แต่ที่น่าสังเกต ก็คือ ”การอ้างความชอบธรรม“ของคนในขบวนการนี้ไม่ต่างกันมากนัก โดยอ้างถึงรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ทำให้การโกงผลสอบครั้งนี้เป็นขบวนการใหญ่และความเสียหายสูงมากจากผู้เสียหายจำนวนมาก
จากคำกล่าวของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีละรมว.มหาดไทย ที่ระบุว่าการโกงผลสอบ “ปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ความสามารถ ต้องมาแพ้กับกระบวนการทุจริต” แต่ความคิดเบื้องหลังวาทกรรมที่แฝงไว้ ก็คือ ถ้าไม่มีโกง ระบบสอบจะวัด “ความรู้ความสามารถ” ได้จริงและเป็นธรรม แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่? เพราะตัวระบบสอบตั้งแต่ต้น (ก่อนมีการโกง) ก็มีปัญหาเรื่อง “ความเป็นกลาง” อีกชั้นที่ซ่อนอยู่ กล่าวคือ คนไม่มีทรัพยากรมากพอในการเข้าถึงโอกาสและการเรียนรู้ อย่างสถาบันกวดวิชา ก็แพ้ตั้งแต่ต้น เพียงแต่ความได้เปรียบเสียเปรียบเช่นนี้ ไม่ถูกเรียกว่า “ทุจริต” เท่านั้น เพราะมันแอบอยู่หลังม่านความเป็นกลางของตัวข้อสอบเอง
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาการโกงผลสอบ ซึ่งเชื่อว่าคงจะมีมาตรการอะไรออกมาป้องกัน เพื่อรองรับการสอบเข้ารับราชการในแต่ละปีจำนวนมาก อาจมีหลายประเด็นสำคัญต้องพิจารณาว่าจะออกแบบเรื่อง “ความเป็นกลาง” อย่างไร? รวมถึงกระบวนการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต ซึ่งจากการทุจริตที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องความผิด “ส่วนบุคคล” หรือ “คนไม่ดี” แต่อาจมีปัญหาในระดับโครงสร้างของกระบวนการสอบที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริตตามที่ยกตัวอย่างข้างต้น และหากกระบวนการสอบเป็นเช่นนี้ ก็อย่ามาถามหาเรื่องประสิทธิการบริหารงานของระบบราชการอีกเลย
อ้างอิง:
- เปิดขบวนการ “ทุจริตสอบ” ข้าราชการท้องถิ่น ทั่วประเทศ 6,669 ตำแหน่ง
- Espeland, W. N., & Stevens, M. L. (1998). Commensuration as a Social Process. Annual Review of Sociology, 24, 313–343.




