รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบการบริหารจัดการ “กำลังคนภาครัฐ” เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติการปรับลดกำลังคนภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เสนอ เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
ห้ามรับใหม่ทุกกรณี ยกเว้นขึ้นบัญชีแล้ว
กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

ยุบเลิกอัตรากำลัง-ตำแหน่งไม่จำเป็น
ครม.ยังเห็นชอบให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็น ต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
- เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
- เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
- เจ้าพนักงานสื่อสาร
- เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
- เจ้าพนักงานห้องสมุด
- นายช่างขุดลอก
- นายช่างพิมพ์
- นายช่างภาพ
- นายช่างศิลป์
- บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)]
- ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน

รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน”
ความเป็นมานโยบายลดกำลังคนภาครัฐ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (14 ก.ค. 69) มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (ปกรณ์ นิลประพันธ์) ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรในภาพรวมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง (กค.) สงป. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งการวางแผนกำลังคน การบริหารกรอบอัตรากำลัง การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มาสนับสนุนการปฏิบัติราชการ
ตลอดจนการทบทวนรูปแบบการจ้างงาน ระบบค่าตอบแทนและสวัสดิการของภาครัฐให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป และรองรับภารกิจของภาครัฐในระยะยาวโดยให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ องค์กรกลางบริหารงานบุคคล ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการ ที่เกี่ยวข้องมีความครบถ้วน รอบด้าน และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย แล้วให้สำนักงาน ก.พ. นำผลการศึกษาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวเสนอ คปร. พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
สาระสำคัญของนโยบาย
สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นควรเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารอัตรากำลังและการจัดโครงสร้างของส่วนราชการต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาในชั้นต้นก่อนที่จะนำเสนอ คปร. หรือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในรายละเอียดต่อไป โดยเห็นควรให้มีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการด้านโครงสร้างและอัตรากำลัง มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
มาตรการตรึงอัตรากำลัง เห็นควรให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชีหรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
ทั้งนี้ สำหรับส่วนราชการที่ได้มีคำขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่มาที่สำนักงาน ก.พ. แล้ว นั้น ให้ส่งคืนคำขอดังกล่าว โดยให้ส่วนราชการวางแผนกำลังคนและบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนที่มีอยู่ เช่น ปรับปรุงตำแหน่งในสายงานภารกิจสนับสนุนเป็นตำแหน่งในสายงานภารกิจหลักเกลี่ยอัตรากำลังไปใช้ในภารกิจที่สำคัญและจำเป็นก่อน เร่งพัฒนาทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นให้บุคลากร ปรับกระบวนงาน/วิธีการปฏิบัติงาน นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวมทั้งใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นที่หลากหลายให้สอดคล้องกับภารกิจและลักษณะงาน
หากมีการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงาน ให้ใช้แนวทางการปรับเปลี่ยนหน่วยงานให้ยืดหยุ่นและคล่องตัวขึ้น (Rearrange) โดยไม่เพิ่มจำนวนส่วนราชการระดับกอง กรอบอัตรากำลัง และงบประมาณ สำหรับกรณีการควบรวมหน่วยงาน การกำหนดแผนเปลี่ยนผ่านและบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามมติ ก.พ.ร. และมติคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
มาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐ เห็นควรให้ยุบเลิก ดังนี้
(1) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่ได้มีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว และรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้ คปร. ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569 สำหรับกรณีกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของทุกส่วนราชการที่ไม่มีการจ้างตั้งแต่ได้รับจัดสรรกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ รอบที่ 6 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568-2571) ยังจำเป็นต้องคงกรอบอัตรากำลังไว้ก่อน เพื่อให้ส่วนราชการได้จ้างพนักงานราชการปฏิบัติงานในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการแทน
(2) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้นกรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575 ด้วย
(3) ให้ อ.ก.พ. กระทรวง ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการยกเว้นกรณีลาออก เสียชีวิต หรือพ้นจากราชการด้วยเหตุวินัยร้ายแรง จำนวน 11 สายงาน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
- เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
- เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
- เจ้าพนักงานสื่อสาร
- เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
- เจ้าพนักงานห้องสมุด
- นายช่างขุดลอก
- นายช่างพิมพ์
- นายช่างภาพ
- นายช่างศิลป์
- บรรณารักษ์ (ยกเว้นกรณีกรมศิลปากร วธ.)
- ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทนควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
ทั้งนี้ เพื่อให้อัตราตำแหน่งตามกรอบตำแหน่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ลดลงอย่างน้อย 15% ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2575
มาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ
ให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงาน ให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และมาตรการยุบเลิกอัตรากำลัง บนหลักการว่าจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน โดยการกำหนดเป้าหมายการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการจะต้องสอดคล้องกับหลักการปฏิรูปโครงสร้างส่วนราชการตามที่ ก.พ.ร. กำหนด เช่น การลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ รวมทั้งความซ้ำซ้อนของภารกิจในพื้นที่ระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การบูรณาการการปฏิบัติงานระหว่างส่วนราชการ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น การถ่ายโอนงานภาครัฐ ให้ภาคเอกชนหรือภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน และการปรับกระบวนการทำงานที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มาใช้สนับสนุนหรือทดแทนกำลังคนในการปฏิบัติราชการตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างส่วนราชการให้ดำเนินการโดยใช้วิธีการที่ไม่เพิ่มจำนวนหน่วยงานและอัตรากำลังในภาพรวมของส่วนราชการ (Rearrange) เป็นลำดับแรก และเมื่อดำเนินการตามวิธีการ Rearrange ควบคู่กับการปรับกระบวนการทำงานและ/หรือนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้จนครบระยะเวลา 1 ปีแล้ว พบว่า ยังไม่สามารถตอบสนองภารกิจให้บรรลุเป้าหมายได้ ให้ส่วนราชการแสดงผลการดำเนินการที่ผ่านมาพร้อมทั้งปัญหาอุปสรรคและข้อจำกัด เสนอต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมหากจะเสนอขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
กรณีมีการยุบเลิกหน่วยงาน อันเนื่องมาจากการยุบเลิกภารกิจการโอนภารกิจให้หน่วยงานอื่น หรือมอบหมายให้ภาคส่วนอื่นดำเนินการแทน ให้ส่วนราชการดำเนินการยุบเลิกตำแหน่งและอัตรากำลังที่เกี่ยวข้องตามมาตรการยุบเลิกอัตรากำลังอย่างเคร่งครัด
กรณีควบรวมหน่วยงาน โดยหลักการจะมีสาเหตุจากการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินภารกิจ จึงต้องนำไปสู่การปรับลดกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการใหม่ที่เกิดจากการควบรวม จึงเห็นควรให้
สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันพิจารณากำหนดอัตรากำลังในกรอบใหม่เท่าที่จำเป็นในหน่วยงานที่เกิดจากการควบรวมโดยให้สอดคล้องกับการปรับปรุงบทบาทภารกิจและโครงสร้างหน่วยงานใหม่และกำหนดแนวทาง จัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร (Transitional Plan) เพื่อเป็นกรอบให้หน่วยงานไปจัดทำต่อไป
ส่วนราชการที่เกิดจากการควบรวม หน่วยงานจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านองค์กรและบุคลากร ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดภายในระยะเวลา 3 เดือน นับแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการควบรวมหน่วยงานทั้งนี้ ให้ส่วนราชการสามารถนำวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดอัตรากำลังและการปรับปรุงโครงสร้างของส่วนราชการในแต่ละปี แต่ไม่เกินหนึ่งในสามของวงเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ ไปกำหนดเป็นค่าตอบแทนพิเศษสำหรับบุคลากรที่มีผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติงานในระดับดีเด่นตามหลักเกณฑ์ที่องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลกำหนด
มาตรการอื่น ๆ เนื่องจากการดำเนินการตามมาตรการตรึงอัตรากำลังและมาตรการลดขนาดกำลังคนภาครัฐจะสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐได้ส่วนหนึ่ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่น ๆ ประกอบด้วยเพื่อลดภาระงบประมาณค่าใช้จ่ายของประเทศในระยะยาว
โดยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมีมาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปโดยให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไปด้วย
ทั้งนี้ เห็นควรมอบหมายให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลทุกแห่งกำหนดมาตรการและกำกับดูแลการบริหารกำลังคนของหน่วยงานในสังกัดให้สอดคล้องกับการทบทวนบทบาท ภารกิจ การปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการ และเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยกำหนดเป้าหมายการปรับลดกรอบอัตราข้าราชการทุกประเภทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2575 ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับมาตรการที่กำหนดไว้ข้างต้น
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน โดยสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณ ด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวโดยมีแนวทางในการปฏิรูประบบราชการทั้งด้านโครงสร้างส่วนราชการและด้านอัตรากำลัง
ทั้งนี้ ส่วนราชการจะต้องปรับลดโครงสร้างส่วนราชการที่อาจมีความซ้ำซ้อนกัน ลดกรอบ อัตรากำลังข้าราชการให้สอดคล้องกับมาตรการที่กำหนด และปรับรูปแบบการบริหารกำลังคนโดยวางแผนอัตรากำลัง และปรับปรุงกระบวนการทำงาน รวมทั้งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ตลอดจนพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับลักษณะภารกิจมากยิ่งขึ้น
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




