คณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงมติเห็นชอบข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ เมื่อ 15 ก.ย. 69 ตามที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (ค.ต.ป.) เสนอ และให้ ค.ต.ป. กระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบและติดตามประเมินผลในพื้นที่ของคณะอนุกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ (อ.ค.ต.ป.) กลุ่มจังหวัด ประเด็นการบริหารสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 – 2566 พบว่ามีสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้สินทรัพย์ดังกล่าวถูกปล่อยทิ้งร้างขาดการดูแลบำรุงรักษา และไม่เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและได้รายงานผลให้ ค.ต.ป. ทราบ
ค.ต.ป. เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2565 จึงมีมติเห็นชอบขยายผลแนวทางการตรวจสอบและประเมินผล ประเด็นการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงบประมาณในกรณีของส่วนราชการ เพื่อศึกษาและหาแนวทางแก้ไขการบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวของภาครัฐให้มีความเข้มแข็งในภาพรวม
ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 กรณี โดยกรณีข้อมูลจำนวนสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ในจังหวัดที่กระทรวงมหาดไทย สำรวจตามมาตรา 62 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 (ที่เกิดจากทุกแหล่งงบประมาณ) (ข้อมูลเดือน ส.ค. 2566) พบว่า มี 72 จังหวัด ที่รายงานว่ามีสินทรัพย์ 255 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 673.34 ล้านบาท แบ่งเป็นที่ดินและสิ่งก่อสร้าง 182 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 673.34 ล้านบาท ครุภัณฑ์ 72 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 255.01 ล้านบาท และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบอื่น 1 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 1 บาท
กรณีของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เสนอ ก.น.บ. พิจารณาเห็นชอบและมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ รายงาน ครม. คณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และแจ้งเวียนให้จังหวัด กลุ่มจังหวัดและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป ทั้งนี้ ครม. ในการประชุมเมื่อ 27 มี.ค. 68 ได้มีมติรับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว
พบทรัพย์สินรัฐรอใช้ประโยชน์
กรณีข้อมูลสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของส่วนราชการ ประเภทอาคารที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ค.ต.ป. มีมติมอบหมายให้ ค.ต.ป. ประจำกระทรวงสำรวจข้อมูลสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณของส่วนราชการ ประเภทอาคาร ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 – 2566 จากข้อมูลการสำรวจพบว่า มีข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ เพื่อรอโอนสินทรัพย์ให้หน่วยงานอื่นไปปกครอง ดูแล บำรุงรักษาและใช้ประโยชน์ จำนวน 17,060 รายการ มูลค่าสินทรัพย์ 48,940 ล้านบาท (ข้อมูลเดือน ก.ย. 2567) โดยมีสถานะดังนี้
- ส่วนราชการอยู่ระหว่างสำรวจข้อมูล/สถานภาพของสินทรัพย์ จำนวน 3,701 รายการ มูลค่า 20,044 ล้านบาท
- ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จำนวน 1,534 รายการ มูลค่า 6,673 ล้านบาท
- ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและมีหน่วยงานตอบรับโอนแล้ว อยู่ระหว่างกระบวนการรับโอน จำนวน 11,336 รายการ มูลค่า 15,102 ล้านบาท
- ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและมีหน่วยงานแจ้งตอบรับโอนแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขในการรับโอน เช่น ต้องการให้ซ่อมบำรุงรักษาสินทรัพย์ก่อนรับโอน จำนวน 424 รายการ มูลค่า 6,809 ล้านบาท
- ส่วนราชการสอบถามหน่วยงานเพื่อรับโอนและไม่มีหน่วยงานรับโอน เนื่องจากไม่มีงบประมาณบำรุงดูแลรักษาหรือจ่ายค่าเช่า ไม่มีองค์ความรู้ในการดูแล รักษา หรืออยู่นอกเหนือภารกิจ จำนวน 65 รายการ มูลค่า 312 ล้านบาท
ขยายตรวจสอบสินทรัพย์รัฐ ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจ-ท้องถิ่น
ต่อมาเมื่อ 17 พ.ย. 68 ค.ต.ป. เห็นชอบข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของส่วนราชการ และให้ขยายครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐอื่น ได้แก่ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์การมหาชน และให้เสนอ ครม. พิจารณา โดยมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ได้แก่
- มอบหมายให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของส่วนราชการ จังหวัดและกลุ่มจังหวัด
- มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ ยกเว้นกรณีสินทรัพย์ที่เกิดจากงบประมาณขององค์การมหาชน เนื่องจาก ครม. เมื่อ 11 ต.ค. 65 ได้มีมติเห็นชอบให้องค์การมหาชนต้องประเมินความคุ้มค่าเพื่อพัฒนาองค์การมหาชนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุก 3 ปี โดยภายใต้กรอบการประเมินฯ จะมีการพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งองค์การมหาชนจะต้องรายงานสินทรัพย์และการนำไปใช้ประโยชน์ที่ต้องแสดงถึงความคุ้มค่ามาประกอบการประเมินด้วยแล้ว
ชง สตง. ตรวจสอบ
นอกจากนี้ ค.ต.ป. ยังขอความร่วมมือ สตง. นำเรื่องสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ที่เกิดจากงบประมาณของหน่วยงานของรัฐ พิจารณากำหนดเป็นประเด็นการตรวจสอบ โดยให้เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกำหนด เพื่อให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงความจำเป็นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์ของหน่วยงานของรัฐได้รับการบริหารอย่างโปร่งใสและเกิดความคุ้มค่า
ต้องมีแผนใช้และดูแลสินทรัพย์ก่อนของบ หากโอนต้องมีข้อตกลง
โดยปกติ สำนักงบประมาณไม่ควรจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้หน่วยงานที่ไม่อาจบริหารสินทรัพย์ด้วยตนเองได้ แต่ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้หน่วยงานที่ไม่อาจบริหารสินทรัพย์เอง ค.ต.ป. จึงเสนอให้สำนักงบประมาณ พิจารณากำหนดแนวทางกรณีที่หน่วยงานของรัฐมีโครงการที่ต้องจัดซื้อหรือจัดจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งปลูกสร้าง ครุภัณฑ์ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบป้องกันภัย ระบบทะเบียน หรือระบบอื่นในทำนองเดียวกัน โดยหน่วยงานของรัฐนั้นจะไม่ปกครอง ดูแล บำรุงรักษา หรือใช้ประโยชน์ในสิ่งดังกล่าว แต่จะโอนสิ่งนั้นให้หน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีบุคลากรที่มีศักยภาพและความพร้อมในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา หรือใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ที่เกิดจากการดำเนินโครงการ
กรณีดังกล่าว ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำบันทึกความตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับหน่วยงานของรัฐที่จะรับโอนดังกล่าว ตามที่สำนักงบประมาณกำหนด พร้อมทั้งแผนการใช้ประโยชน์และแผนการบำรุงรักษาตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ แนบมาพร้อมกับคำขอโครงการต่อสำนักงบประมาณ หากไม่มีเอกสารบันทึกข้อตกลงแนบมาโครงการนั้นจะไม่ได้รับการพิจารณา
ก.พ.ร. ชงใช้บอร์ดพัสดุฯ แทนคณะกรรมการชุดใหม่ ลดตั้งบอร์ดซ้ำซ้อน
ค.ต.ป. ยังเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ โดยใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการนโยบายการแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ” มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมีกรรมการประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน ก.พ.ร. กรมบัญชีกลาง กรมธนารักษ์ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้แทนสภาสถาปนิก ผู้แทนสภาวิศวกร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์หรือการพัฒนาเมืองหรือการบริหารจัดการสินทรัพย์ จำนวนไม่เกิน 3 คน ตามที่ประธานกำหนด โดยมีเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม
ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าว จะมีหน้าที่กำหนดนโยบายและแนวทางการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ สำรวจสินทรัพย์ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินจัดซื้อจัดจ้างทั้งที่เป็นอาคาร เครื่องจักร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และสินทรัพย์อื่นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือทบทวนการใช้ประโยชน์ รวมถึงกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาและป้องกันมิให้เกิดสินทรัพย์ของรัฐที่ไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์เสนอความเห็นต่อ ครม. เกี่ยวกับการโอน การให้เช่า การจำหน่าย การให้องค์กรเอกชนหรือองค์กรภาคประชาสังคมใช้ประโยชน์ หรือการพัฒนาโครงการ รวมทั้งการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อรายงานต่อ ครม.
แต่ต่อมา สำนักงาน ก.พ.ร.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ค.ต.ป. ได้เสนอให้ดำเนินการยืนยัน ข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ยกเว้นข้อเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายการแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานรัฐ โดยเห็นควรมอบหมายให้ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ดำเนินการแทน เพื่อเป็นการใช้ระบบคณะกรรมการเฉพาะกรณีที่จำเป็น ตามแนวทางของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2564 เรื่อง แนวทางการใช้ระบบคณะกรรมการเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 20 บัญญัติให้มีคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ โดยมีองค์ประกอบ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ และให้อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นกรรมการและเลขานุการ
ขณะที่ มาตรา 24 บัญญัติให้คณะกรรมการนโยบาย มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐต่อคณะรัฐมนตรี เสนอแนะแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐต่อคณะรัฐมนตรี ตลอดจนกำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐของหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามแนวทางของพระราชบัญญัตินี้
นอกจากนี้ มาตรา 112 บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการควบคุมและดูแลพัสดุที่อยู่ในความครอบครองให้มีการใช้และการบริหารพัสดุที่เหมาะสม คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานของรัฐมากที่สุด
หวังเพิ่มความคุ้มค่างบประมาณ
ข้อเสนอแนวทางการบริหารสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ทำขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ พ.ศ. 2569 ข้อ 13 (3) กำหนดให้ ค.ต.ป. จัดทำรายงานผลการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีและ ครม. อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และส่งรายงานดังกล่าวให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทราบด้วย
ข้อเสนอดังกล่าว ยังสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของ ครม. ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ที่กำหนดให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการ โดยยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอ ครม. พิจารณาเพื่อนำนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวไปสู่การขับเคลื่อนต่อไป
แนวทางนี้จะช่วยทำให้ทราบสถานะการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการทบทวนการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ และสามารถวางแผนการจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสมในการใช้สินทรัพย์ ทำให้มีผู้ใช้ประโยชน์สินทรัพย์ที่ชัดเจน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า และทำให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นต่อประชาชน
ที่มา : มติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 15 ก.ย. 2569




บทความที่เกี่ยวข้อง:




