มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ตามนโยบายปฏิรูปกำลังคนของรัฐบาล เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น หลังที่ประชุมร่วมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชกา (ก.พ.ร.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง โดยมีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ลงมติรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ
ข้อมูลเบื้องต้น กำหนดกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 อายุ 50 ปีขึ้นไป หรืออายุราชการ 25 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ) กลุ่มที่ 2 อายุ 40–49 ปี และอายุราชการ 10 ปีขึ้นไป (ไม่รวมเวลาราชการทวีคูณ)
กำหนดเงื่อนไขในการห้ามกลับเข้ารับราชการ และการจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การใช้เทคโนโลยี (Digital Transformation) และกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดของเงินก้อนที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จะได้รับในอัตราที่เท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม ซึ่งให้อัตราสูงสุดไม่เกิน 12 เท่า (ของเงินเดือน)
นอกจากนี้ยังกำหนดเงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่ง โดยให้ส่วนราชการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ และสามารถบริหารจัดการตำแหน่งที่จะนำมายุบเลิกได้ตามความเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องยุบเลิกตำแหน่งที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ดำรงอยู่โดยตรง
ขณะเดียวกันให้สำนักงาน ก.พ. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำรายละเอียดมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ และนำเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็ว
จากนโยบายปฏิรูปราชการ สู่แผนลดกำลังคนภาครัฐ
การปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ มีมาในหลายรัฐบาล แต่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในยุครัฐบาลภายใต้อนุทิน ชาญวีรกูล โดยในการแถลงต่อรัฐสภา ได้ประกาศนโยบายปฏิรูปราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน
ต่อมา ครม. มีมติ (14 ก.ค. 69) ให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐกำกับและเร่งรัดการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรในภาพรวมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับสำนักงาน ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน
จากนั้น (24 ก.ค. 69) สำนักงาน ก.พ. ได้เปิดรับฟังความเห็นต่อสาธารณะเป็นเวลา 15 วัน เกี่ยวกับ มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดของข้าราชการพลเรือนสามัญ ผ่านทางออนไลน์ระบบกลางทางกฎหมาย (LAW) โดยมีเป้าหมายจัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็น เพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลงและลดบทบาทเหลือเป็น “ผู้ควบคุม” เพียงเท่าที่จำเป็น และเร่งรัดให้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลดิจิทัลควบคู่กับการปรับระบบประเมินผลที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นหลัก ตลอดจนลดรายจ่ายของภาครัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน
ในคำถามที่รับฟังความเห็นมีทั้งหมด 17 ข้อ โดยหลักจะเป็นการสอบถามว่า เห็นด้วยรหรือไม่ ที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายของผู้เข้าร่วมมาตรการฯ เป็น 2 กลุ่ม ได้กลุ่มที่ 1 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปี ขึ้นไป (ไม่รวมเวลาทวีคูณ) และมีเวลาราชการเหลือตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป กลุ่มที่ 2 ข้าราชการพลเรือนสามัญที่มีอายุ 40 – 49 ปี และมีอายุราชการ 10 ปี ขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังสอบถามถึงการกำหนดจำนวนเท่าสูงสุดที่จะนำไปคำนวณเป็นสิทธิประโยชน์ (เงินก้อน) ที่ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ ทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับ ในอัตราที่เท่ากัน แต่ยังคงมีสิทธิได้รับบำเหน็จ/บำนาญตามปกติ รวมถึงให้เลือกจำนวนสูงสุดตั้งแต่ 8 – 12 เท่า การกำหนดเงื่อนไขการยุบเลิกตำแหน่ง โดยให้ส่วนราชการยุบเลิกตำแหน่งเท่ากับจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการฯ
รวมถึงมีการกำหนดเงื่อนไขโดยห้ามมิให้ผู้เข้าร่วมมาตรการฯ กลับเข้ารับราชการ หรือเป็นพนักงานประจำในหน่วยงานภาครัฐทุกประเภท และการกำหนดให้ส่วนราชการสามารถจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation ของส่วนราชการได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด เช่น กรณีส่วนราชการมีผู้เข้าร่วมมาตรการฯ จำนวน 5 คน สามารถจ้างบุคลากรภายนอก (Outsource) ได้ จำนวน 1 คน เป็นต้น
หลังจากนั้น (14 ส.ค. 69) ตามมาด้วยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับลดกำลังคนภาครัฐ ตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ที่มี ปกรณ์ เป็นประธาน เสนอ เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดยให้ยุบเลิกตำแหน่งราชการ 11 สายงานได้แก่ เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง), เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์, เจ้าพนักงานสื่อสาร, เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา, เจ้าพนักงานห้องสมุด, นายช่างขุดลอก, นายช่างพิมพ์, นายช่างภาพ, นายช่างศิลป์, บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)], ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ให้ทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อตำแหน่งนั้นว่างลงและให้ใช้การจ้างงานรูปแบบอื่นแทน น ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
ทันทีที่ ครม. มีมติดังกล่าวออกมา ก็กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นวงกว้าง โดยมีคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากขาดการรับฟังความเห็นรอบด้าน และอาจกระทบกับกระบวนการทำงานในหน่วยงานที่โดนยุบเป็นวงกว้าง
ขณะที่ สำนักงาน ก.พ. ออกมาชี้แจงทันทีว่า มติ ครม. ไม่ได้ยกเลิก 11 สายงาน หรือบังคับข้าราชการปัจจุบันให้ออกจากราชการ แต่เป็นการปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐในระยะยาวเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากตำแหน่ง ส่วนราชการต้องทบทวนว่าภารกิจนั้นยังจำเป็นหรือไม่ และจำเป็นต้องใช้ “ข้าราชการ” ปฏิบัติงานหรือไม่ หากภารกิจยังจำเป็น สามารถใช้การจ้างงานรูปแบบอื่น เช่น พนักงานราชการ สัญญาจ้าง หรือรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนราชการยังต้องพิจารณาปรับกระบวนการทำงาน ใช้เทคโนโลยี รวมงาน หรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่า มาตรการนี้จึงไม่ได้มุ่งเพียงลดจำนวนตำแหน่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปโครงสร้างและกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจและงบประมาณในอนาคต
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- รัฐบาลลดคนภาครัฐครั้งใหญ่ ห้ามรับใหม่ทุกกรณี-ยุบตำแหน่งไม่จำเป็น
- ก.พ.แจงไม่ยุบ 11 สายงานราชการ แต่เปลี่ยนตามภารกิจ-รูปแบบการทำงาน
- เริ่มแล้ว! ก.พ.เปิดรับฟังความเห็น “เกณฑ์เกษียณก่อนกำหนด”ข้าราชการ




