หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ด้วยการทยอยยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการใน 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุราชการหรือพ้นจากตำแหน่งตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนภาครัฐครั้งสำคัญ และเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสามารถผลักดันมาตรการในลักษณะดังกล่าวได้
ขณะเดียวกัน มติดังกล่าวก็สร้างความกังวลในกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มบรรณารักษ์และผู้สนับสนุนวิชาชีพบรรณารักษ์ ที่ออกมาคัดค้านมตินี้ เนื่องจากมองว่าขาดการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และอาจกระทบการบริหารและบริการของห้องสมุด รวมถึงการผลิตบุคลากรและหลักสูตรด้านบรรณารักษศาสตร์ในมหาวิทยาลัย ตลอดจนการไม่มีตำแหน่งบรรณารักษ์อาจส่งผลให้ปัญหาการอ่านหนังสือของเด็กไทยรุนแรงขึ้น
หากภารกิจยังจำเป็น ไม่ต้องจ้างเป็น “ข้าราชการ” เสมอไป
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังกล่าว มิใช่การยกเลิกภารกิจ ยกเลิกตำแหน่งงานหรือวิชาชีพ และมิได้หมายความว่าบุคลากรใน 11 สายงาน ไม่มีความสำคัญหรือไม่มีความจำเป็นต่อภาครัฐ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปรับระบบบริหารกำลังคนภาครัฐให้เหมาะสมกับลักษณะภารกิจ รูปแบบการทำงาน และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
รัฐบาลและสำนักงาน ก.พ. ให้ความสำคัญกับบุคลากรทุกสายงานและทุกวิชาชีพ อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐยังมีความจำเป็นต้องดำเนิน “ภารกิจ” ใด มิได้หมายความว่าผู้ปฏิบัติงานในภารกิจนั้นจำเป็นต้องได้รับการจ้างงานในสถานะ “ข้าราชการ” ในทุกกรณี เนื่องจากภาครัฐมีรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลาย ทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ การจ้างตามสัญญา ตลอดจนรูปแบบการจ้างงานอื่น ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์และความเหมาะสมกับลักษณะงานที่แตกต่างกัน
ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจึงมุ่งทบทวนความจำเป็นของการใช้กำลังคน “รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ” ใน 11 สายงาน โดยเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเดิมพ้นจากตำแหน่งส่วนราชการจะต้องพิจารณาภารกิจ กระบวนการ และวิธีการทำงาน รวมทั้งปริมาณงานและความจำเป็นในการใช้บุคลากร หากภารกิจนั้นยังมีความจำเป็น ส่วนราชการสามารถจัดให้มีผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ทักษะ และคุณวุฒิที่เหมาะสมกับภารกิจนั้นได้ โดยพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมและมีความยืดหยุ่นมากกว่า
ในทำนองเดียวกัน หลักการดังกล่าวใช้กับทั้ง 11 สายงาน มิได้มุ่งลดความสำคัญของสายงานหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ต้องการให้ส่วนราชการพิจารณาว่า งานใดยังจำเป็นงานใดสามารถปรับกระบวนการ หรือนำเทคโนโลยีมาใช้ งานใดสามารถรวมการปฏิบัติงานหรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน และงานใดที่ยังจำเป็นต้องใช้บุคลากร ควรเลือกใช้รูปแบบการจ้างงานใดจึงจะเหมาะสมกับลักษณะภารกิจและเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวมิได้มีผลทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในปัจจุบันต้องออกจากราชการหรือเปลี่ยนสถานะการจ้างงาน แต่เป็นการทยอยดำเนินการเมื่ออัตราว่างลงตามเงื่อนไขที่มติ ครม. กำหนด จึงเป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนในระยะยาว โดยไม่กระทบต่อสถานภาพของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน
การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ซึ่งมิได้มุ่งเพียงการลดจำนวนตำแหน่ง แต่กำหนดให้ส่วนราชการดำเนินการควบคู่กับการวางแผนกำลังคน การทบทวนบทบาทภารกิจและโครงสร้าง การปรับปรุงกระบวนการและวิธีการทำงาน การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ตลอดจนการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรที่มีอยู่ เพื่อให้ภาครัฐสามารถปฏิบัติภารกิจและให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กำลังคนและงบประมาณที่เหมาะสม
สำนักงาน ก.พ. จะจัดทำแนวทางเพื่อสร้างความเข้าใจและสนับสนุนให้ส่วนราชการดำเนินการตามมติ ครม. ไปในทิศทางเดียวกัน โดยคำนึงถึงความต่อเนื่องของภารกิจ คุณภาพ การให้บริการประชาชน ความเหมาะสมของรูปแบบการจ้างงาน และการใช้กำลังคนภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเป็นสำคัญ


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




