รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผลักดันนโยบายลดกำลังคนภาครัฐ (ไม่น่าจะเรียกว่าการปฏิรูประบบราชการ) ผ่านมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการวางกรอบปรับลดกำลังคนภาครัฐลงอย่างน้อย 15% ภายในปี 2575 ผ่านมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) ที่จะเริ่มขึ้นในปีงบประมาณ 2570 พร้อมแผนการยุบเลิกตำแหน่งว่างในสายงานสนับสนุน 11 สายงาน ซึ่งคาดว่าจะลดกำลังคนภาครัฐได้ประมาณ 30,000 คนในช่วงเวลา 5 ปี
หากติดตามกระแสในโลกโซเซียลและความคิดเห็นทั่ว ๆ ไปของคนในแวดวงราชการ จะเห็นว่ามาตรการนี้ได้รับความสนใจพอสมควร หลังจากมติครั้งหลังสุดออกมาระบุว่าจะมีการจ่ายชดเชยข้าราชการพลเรือนสายสามัญที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ 8-18 เท่า โดยใช้สูตรเดิมที่เคยใช้มาก่อนหน้านั้น คือ 8+อายุราชการที่เหลือ ซึ่งหากใครเข้าโครงการเมื่ออายุ 50 ปี ก็จะได้รับเงินชดเชยสูงสุดที่ 18 เดือน ขณะที่สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ยังเป็นไปตามสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยได้รับ ซึ่งนับว่าเป็นเงื่อนไขที่จูงใจพอสมควร โดยรายละเอียดต้องรอการพิจารณาของครม.อีกครั้ง
ลดกำลังฝงบประมาณ จริงหรือ ?
ประเด็นคำถามที่ตามมา มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาระงบประมาณด้านค่าใช้จ่ายบุคลากรในระยะยาว และเป็นการปรับโครงสร้างกำลังคนของภาครัฐให้มีกำลังคนที่สนองความต้องการบริหารงานยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นไปที่คนรุ่นใหม่และมีความรู้ทางเทคโนโนโลยี ซึ่งในเรื่องของงบประมาณก็ยังเป็นข้อถกเถียงว่าปรับลดได้จริงหรือไม่ เพราะในที่สุดแล้วก็ยังจำเป็นต้องรับคนทำงานเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นกำลังคนที่แยกออกไปตามหน่วยงาน เช่น องค์กรอิสระ องกรค์มหาชน ฯลฯ และหากพิจารณาโดยรวมแล้ว กำลังคนของภาครัฐอาจจะไม่ลดลงก็เป็นได้
แน่นอนว่ากำลังคนภาครัฐแยกไม่ออกจากงบประมาณรายจ่าย ซึ่งมาตรการครั้งนี้จะส่งผลให้รัฐบาลมีงบประมาณในช่วงระยะ 5 ปีของโครงการ สูงขึ้นตามภาระที่ต้องจ่ายชดเชยในแต่ละปี แต่จากการชี้แจงที่ดูเหมือนขัดแย้งกันในตัวหลักการ กล่าวคือ ด้านหนึ่งต้องการลดกำลัง แต่อีกด้านหนึ่งต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานในโครงสร้างใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งก็เชื่อว่าจะมีความต้องการคนเข้ามาเติมในระบบค่อนข้างมาก เพราะทุกหน่วยงานต้องการบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจทำให้การลดกำลังทำได้ยาก
มองให้ไกลกว่า “ลดจำนวนหัว”
ในมุมมองของรัฐบาล อาจมีความจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้งานของราชการเดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรืออย่างน้อยกว่าดีกว่าในปัจจุบันในบางจุด ดังนั้น “การลดจำนวนหัว” จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด แต่จะเป็นไปตามที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการวัดประสิทธิภาพด้วยตัวชี้วัด หรือ KPIs กลับพบว่ามีการเพิ่มภาระงานโดยไม่จำเป็นอย่างมาก และทำให้คนจำนวนมากเกิดภาวะหมดไฟทำงาน แม้จะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งก็จะเร่งให้คนที่ไม่ต้องการให้ออก แห่สมัครขอเข้าโครงการ แต่คนที่ต้องการให้ออกกับยังอยู่ในระบบต่อไป
มาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐในรอบนี้ จึงต้องมองให้ไกลกว่าเรื่อง “ประหยัดงบประมาณรายจ่ายประจำ” แต่รัฐบาลจะทำอย่างไรเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งประเด็นการปรับปรุงประสิทธิของหน่วยงานรัฐ ยังไม่ได้ยินจากการแถลงมาตรการลดกำลังคนในครั้ง เพียงแต่เป็นคำชี้แจงกว้าง ๆ ว่าจะมีการปรับตำแหน่งงานและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ทำงานมากขึ้น และหากไม่มีรายละเอียดการปรับปรุงการทำงานด้านอื่น ๆ ตามมาของกำลังคนแต่ละประเภท มาตรการในครั้งนี้ก็อาจจะไม่ช่วยอะไรมากนักในการปรับโครงสร้างหรือบริการภาครัฐ
คลื่นใต้น้ำที่ใหญ่กว่าระบบ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าโครงสร้างอันเทอทะ ชักช้าอืดอาดของระบบราชการ คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ยกตัวอย่างกรณีของการสอบบรรจุราชการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่พบว่ามีการโกงและทุจริตเป็นขบวนการใหญ่เท่าที่เคยมีมาในประวัติการสอบเข้ารับราชการของไทย ซึ่งทุกวันนี้คดียังเงียบ ไม่มีการดำเนินการใด ๆ ทั้ง ๆ ที่เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจและเกิดความเสียหายมหาศาลต่อผู้คนจำนวนมาก รวมถึงมีข่าวลือออกมาว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ด้วย ซึ่งความซับซ้อนของกรณีสะท้อนให้เห็นว่า “การลดคน” เป็นปัญหาเล็กน้อยมาก
เราไม่รู้ว่าจะเรียก “ระบบแบบนี้” ว่าอะไร ? ที่เกิดการทุจริตตั้งแต่ “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” และเป็นขบวนการใหญ่อย่างน่ากลัวสำหรับสังคมไทย ดังนั้น ความพยายามปรับปรุงระบบราชการด้วยการลดกำลังก็ดี ปรับโครงสร้างการทำงานก็ดี หรือ ใช้เทคโนโลยี แต่ระบบแบบนี้ยังอยู่ แล้วสังคมไทยจะปฏิรูปอะไรและปฏิรูปอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ และหากพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้ว ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เรามักจะวิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการ ล้วนแต่มีต้นตอจากมา “ระบบแบบนี้” หากเราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ การลดคนหรือเพิ่มเทคโนโลยีเพื่อปรับโครงสร้าง ก็ไม่ทำให้เกิดประสิทธิภาพการทำงานได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ “เออร์ลี่รีไทร์” จึงเป็นเพียง “อิเวนต์” ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับองค์กรหรือระบบราชการชั่วครั้งชั่วคราว โดยไม่มีการเปลี่ยนในโครงสร้างหรือระบบใด ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าได้รับบริการที่ดีขึ้น และคำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” ก็เป็นคำทักทายของผู้คนต่อไปอีกนาน เมื่อเอ่ยถึงระบบราชการไทย
บทความที่เกี่ยวข้อง:




