ในการประชุมประจำปี 2569 ของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ (สศช.) เรื่อง “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงความสำคัญของการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่า แผนพัฒนาฯ ดังกล่าวเป็นกรอบการพัฒนาประเทศในช่วงระหว่างปี 2571 – 2575 มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง
เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในหลายด้านพร้อมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ทั้งโลกกำลังพูดถึง และกำลังร่วมกันกำหนดทิศทาง ในขณะที่ทุกประเทศจะต้องเร่งสร้างศักยภาพและยกระดับตัวเอง เพื่อยกให้ความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาให้มีความยั่งยืน
อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวบนเวทีในงานประชุมประจำปี 2569 ของ สศช.

ปัจจุบันบริบทของโลกเปลี่ยนไป โดยยึดติดกับภูมิศาสตร์ (Geopolitics) เพียงอย่างเดียวไม่ได้ หรือยึดในเรื่องของการเป็นตัวของตัวเอง โดยที่ไม่คิดถึงเพื่อนบ้านหรือมิตรคู่ค้าหรือคู่กรณีไม่ได้ คำว่า ภูมิรัฐศาสตร์หรือ จึงเป็นศัพท์เฉพาะทางตัว (technical term) ตัวใหม่ ที่ทำให้การวางแผน การวางแนวทาง การวางยุทธศาสตร์ของการบริหารประเทศ และการกำหนดทิศทางของประเทศ ต้องคำนึงถึงสิ่งรอบตัวด้วย เพราะถ้าหากมองจากเพียงตนเอง ก็จะไม่สามารถมีบทบาทในการเจรจาในทุก ๆ ด้าน กับประเทศอื่น ๆ ได้
ภัยพิบัติสะท้อนโจทย์การพัฒนาประเทศ
เหตุการณ์ในวันนี้ สามารถบอกบางอย่างได้อย่างชัดเจน โดยในช่วงหลายวันที่ผ่านมาประชาชนในหลายพื้นที่รวมถึงกรุงเทพมหานคร ต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงการเดินทาง แต่กระทบถึงคุณภาพชีวิต บ้านเรือน ร้านค้า การทำงาน การสร้างรายได้ และความมั่นคงของครอบครัวเป็นจำนวนมาก
หลายคนบอกว่าไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แน่นอนว่าเกิดจากสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นผลจากรูปแบบการพัฒนาเมืองด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ภัยพิบัติที่เกิดขึ้้นในช่วงที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าการพัฒนาประเทศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขหรือโครงการที่สวยหรูเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถของประเทศที่จะทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์เป็นปกติ และวันที่เกิดวิกฤต สิ่งนี้คือโจทย์ที่ทุกคนจะต้องแก้ไข
แผนพัฒนาประเทศ จะต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยจะสร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้กับประชาชนอย่างไร คนไทยจะมีทักษะและมีโอกาสที่จะแข่งขันในโลกใบนี้ได้อย่างไร ภาครัฐจะทำงานได้เร็วและจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างไร และประเทศไทยจะรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งรุนแรงและถี่ขึ้นได้อย่างไร
ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นหัวข้อของการประชุมแผนที่ 14 ซึ่งไม่ได้เพียงเปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม แต่ต้องไปแบบมีทิศทาง โดยต้องกำหนดได้ว่าประเทศไทยจะไปในทิศทางใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้คนในประเทศ
ไทยมีจุดแข็ง แต่เศรษฐกิจยังโตช้ากว่าศักยภาพ
ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ เพราะมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง มีห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สะสมมาหลายปี มีภาคเกษตรและอาหารที่เป็นที่ยอมรับ มีความสามารถด้านบริการ ด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว มีที่ตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับทุกภูมิภาคได้ ที่สำคัญมีคนไทยที่มีความสามารถและสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ สิ่งเหล่านี้คือจุดแข็งของประเทศไทย
แต่ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับความจริงว่า ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าศักยภาพมีอยู่ ผลิตภาพเพิ่มขึ้นไม่เร็วมากพอ ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเข้าถึงทุน เข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้ยาก รายได้ของคนทำงานจำนวนไม่น้อยเติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพ
ขณะที่ระบบราชการและกฎระเบียบบางส่วน ยังเป็นตัวถ่วงเพิ่มหนักเข้าไปอีก ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนคนวัยทำงานลดลง ประชากรเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปกติ แต่ภาระในการดูแลสุขภาพและสวัสดิการของประชาชน โดยเฉพาะคนสูงวัยเพิ่มมากขึ้น
ขณะเดียวกันเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็กำลังเปลี่ยนทั้งงานทำ ทักษะที่ตลาดต้องการ และการแข่งขันของภาคธุรกิจ
“ถ้าเรายังใช้ชีวิต ใช้วิธีคิด วิธีการทำงานแบบเดิม มันก็จะมีการ regression คือ ผลลัพธ์ที่ถดถอย และในขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว แค่เราอยู่ที่เดิมเราก็ถอยแล้ว” อนุทิน กล่าว
ดังนั้น ความสำคัญของแผน 14 ไม่ใช่เพียงอยากจะเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไรใน หลายปีข้างหน้า แต่คือการปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคการเดินหน้าของประเทศ เพื่อประเทศเดินหน้าไปอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีทิศทางตามที่กำหนด
ดึงลงทุนใหม่ แต่ไทยจะไม่แข่งด้วยแรงงานราคาถูก
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและรัฐมนตรีหลายคนเดินทางไปเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเมืองลอนดอน สหราชอาณาจักร โดยได้พบกับผู้นำประเทศหลายประเทศ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจากสถาบันต่าง ๆ
ซึ่งได้รับทราบตรงกัน คือ โลกไม่ได้มองหาประเทศที่มีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่กำลังมองหาประเทศที่มีความน่าเชื่อถือ มีกติกาที่ชัดเจน มีพลังงานและมีโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ มีกำลังคนที่มีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจที่สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็ว “ผมก็ตอบพวกเค้าไปว่า อย่างนี้ ประเทศไทยคือคำตอบครับ You are talking to the right partner”
สิ่งนี้คือโอกาสของประเทศไทย ท่ามกลางสภาวะที่แรงลงทุนจากทั่วโลก ธุรกิจจากทั่วโลก อุตสาหกรรมจากทั่วโลก กำลังหาทางกระจายฐานการผลิตและจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานเดิมที่ดี มีโอกาสต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ทั้งดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และสุดท้ายพลังงานสะอาดที่พึ่งพาธรรมชาติให้มากที่สุด
แต่ความท้าทายของไทย คือ จะทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่จากต่างประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าใช้พื้นที่และทรัพยากรของประเทศจนสร้างมูลค่าจำกัด การลงทุนดังกล่าวจะต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย เกิดถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างงานที่มีคุณค่า และต้องฝึกฝนเพิ่มทักษะให้คนไทย เพื่อธุรกิจของไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มีมูลค่าที่สูงขึ้น ของห่วงโซ่การผลิต สิ่งนี้คือทางเลือกที่ประเทศไทยต้องตัดสินใจให้ชัดเจน
ทั้งนี้ไทยจะไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูกอีกต่อไป ตนพูดกับทุกคนที่ได้พบว่า ถ้าจะหาประเทศที่มีแรงงานถูก ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าไฟ ค่าจ้าง ค่าอาหาร ทรัพยากรราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบให้เปล่านั้น จะไม่ใช่ประเทศไทย เนื่องจากไทยมีความพร้อมมากกว่านั้น และมีสิ่งที่ได้ลงทุนไปในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งใครที่จะมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต จะทำให้เขาสามารถเข้ามาได้ด้วยการแข่งขันที่มีคุณภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ มีเทคโนโลยี มีมาตรฐานและความสามารถของคนไทย และไทยจะต้องใช้ประโยชน์ของการที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าหลายประเทศ
ปัจจุบันหลายประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใกล้เคียงมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น รวมถึงใช้มาตรการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้ไทยยังมีจุดแข็งในสายตานักลงทุน ทั้งด้านซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและความสามารถในการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานการผลิตและดึงดูดการลงทุนให้อยู่ในประเทศ
การเปลี่ยนผ่านประเทศในระยะต่อไปไม่สามารถแยกการพัฒนาเศรษฐกิจ คน เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน และระบบราชการออกจากกันได้ แต่จำเป็นต้องบูรณาการทุกด้านร่วมกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ
หากไทยต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ จำเป็นต้องมีกำลังคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม มีพลังงานเพียงพอ รวมถึงมีกฎระเบียบที่ชัดเจน มีเสถียรภาพ และเอื้อต่อการลงทุน
ขณะเดียวกัน หากต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตควบคู่กันไป ภาครัฐต้องช่วยให้เข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาด รวมถึงปรับบทบาทการทำงานของภาครัฐ ทั้งในฐานะผู้สนับสนุนและผู้อนุญาต ให้สามารถอำนวยความสะดวกต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น
ดังนั้น เสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะต้องขับเคลื่อนร่วมกัน ไม่ใช่ต่างหน่วยงานต่างทำ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ยกระดับการสร้างมูลค่าเพิ่มของประเทศ เพิ่มรายได้ สร้างโอกาส และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
ต้องปฏิรูปภาครัฐก่อน ลดกฎระเบียบ-เชื่อมข้อมูล
หากต้องการดึงดูดการลงทุน ภาครัฐต้องช่วยให้แรงงานสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ รองรับความต้องการของภาคธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการผลิต โดยภาครัฐก็ต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“และผมขอเน้นย้ำนะครับว่า จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนประเทศไทย ก็คือ ภาครัฐต้องพร้อมที่จะปรับและเปลี่ยนตัวเอง เราไม่สามารถทำให้ประชาชนทั้ง 70 ล้านคนปรับตัว หรือขอให้ภาคธุรกิจมาลงทุนตามที่เราต้องการ ขอให้แรงงานได้เรียนรู้ทักษะใหม่ และขอให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการผลิต ขณะที่ภาครัฐยังทำงานด้วยโครงสร้าง กฎระเบียบ ข้อมูล และขั้นตอนแบบเดิม มันทำไม่ได้แล้ว”
นายกรัฐมนตรี อธิบายการเป็นรัฐที่มีศักยภาพสูง ว่าไม่ได้วัดจากจำนวนหน่วยงาน จำนวนกฎหมาย หรือจำนวนบุคลากร แต่วัดจากความสามารถในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้างผลลัพธ์ ให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ตรงจุด และโปร่งใส การปฏิรูปภาครัฐไม่ใช่เป็นเพียงการลดขั้นตอนบางเรื่อง หรือย้ายหน่วยงาน จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่ต้องทบทวนให้ชัดเจนว่า ภารกิจใดที่รัฐจำเป็นต้องทำ ภารกิจใดที่มีความซ้ำซ้อน ภารกิจใดควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทน และภารกิจใดควรเปิดให้คนอื่น ภาคเอกชน ท้องถิ่น และประชาชน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
นอกจากนี้ต้องทำให้ข้อมูลของรัฐเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนไม่ต้องยื่นข้อมูลซ้ำซ้อนหลายครั้ง ผู้ประกอบการก็ไม่ควรต้องเดินขอใบอนุญาตทีละใบ ตามหน่วยงานต่าง ๆ โดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่และจะเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็ต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้โดยสุจริต และไม่ต้องกลัวการทำงาน คำว่า ถ้าไม่ทำอะไร ก็รอเลื่อนขั้น ถ้าทำงานมาก ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกจับผิด มันจะต้องไม่มีค่านิยมนี้อีกต่อไป
อันนี้ต้องขอให้ สภาพัฒน์ ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อจะได้มีแนวทางที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า โดยมีข้อมูล ข่าว และชุดความคิดที่อ้างอิง ซึ่งจะทำให้คนนำไปปฏิบัติได้โดยไม่ต้องมีความกังวลใด ๆ
อย่างไรก็ตาม หากระบบราชการมีความทันสมัย ซึ่งจะช่วยทำให้กลไกอย่าง Thailand Fast Pass ของ BOI กฎหมายอำนวยความสะดวก และระบบ Super License ดำเนินต่อไปได้ เมื่อคนมาติดต่อกับภาคราชการแล้วใช้เวลาสั้นลง ลดต้นทุนได้จริง และประชาชนกับภาคธุรกิจ สามารถสัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน
ใช้มาตรฐานสากล OECD ยกระดับประเทศ
การที่ประเทศไทย เข้ากระบวนการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป้าหมายไม่ใช่เป็นเพียงสมาชิก หรือได้เข้าไปอยู่ในคลับสมาชิกของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น แต่คือการใช้มาตรฐานสากล เป็นแรงผลักให้ประเทศไทยยกระดับกฎหมาย การแข่งขัน ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และหลักธรรมาภิบาลภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ตนมั่นใจว่า ร่างแผนพัฒาฯ ฉบับที่ 14 จะมีการบรรจุคำว่า ไทยจะต้องเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ ภายในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ หรือว่าก่อนแผนพัฒนาฯ จะจบลงไป เพื่อที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 จะสามารถพูดได้เต็มปากว่ ไทยมีหลักธรรมาภิบาล มีมาตรฐาน (Compliance) และเป็นสมาชิก OECD ที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว
เมื่อรัฐทำงานดีขึ้น ต้นทุนของประเทศ ก็จะลดลง การลงทุนก็จะเกิดเร็วขึ้น ธุรกิจก็จะแข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนก็จะได้รับการบริการที่ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณในทุกเรื่อง เพราะในความจริง การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพ คือการลดต้นทุน
เลิกวัดความสำเร็จการศึกษา แต่ดูทักษะที่ใช้ได้จริง
ในระยะต่อไปต้องลงทุนในทรัพยากรมนุษย์หรือในคนอย่างจริงจัง ประเทศที่มีคนวัยทำงานลดน้อยลง ไม่สามารถปล่อยให้คนวัยทำงาน มีความสามารถที่ ต่ำกว่ามาตรฐานได้ โดยเด็กต้องได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต หลักสูตรการศึกษาต้องมีความทันสมัยทัดเทียมเท่าทันโลก ตอบโจทย์ทั้ง บุคคล ตลาดงาน การพัฒนาประเทศได้ คนทำงานต้องเข้าถึงการเรียนรู้ และมีการ Upskill Reskill สิ่งเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14
ผู้สูงอายุต้องมีโอกาส ไม่เป็นภาระของลูกหลาน ไม่เป็นภาระของสังคม และก็ใช้ความรู้ประสบการณ์ของบุคคลเหล่านั้น ให้ดำรงชีวิตได้ต่อไป ถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังเป็นแบบอย่าง และคนที่เคยอยู่ข้างนอกระบบ ต้องมีทางกลับเข้าสู่ในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการศึกษา การทำงาน และการสร้างรายได้ การเพิ่มสิทธิ ต่าง ๆ สิทธิลาคลอด สิทธิของคู่สมรส การพัฒนาระบบเรียนรู้และการฝึกทักษะ การจัดตั้งบอร์ดทุนมนุษย์ ภายใต้ กรอ. และการเชื่อมความต้องการของสถานศึกษา กับภาคธุรกิจ ต้องไม่เป็นมาตรการที่แยกกัน แต่ต้องเป็นองค์รวม ของการพัฒนาคน ทำให้เกิด ทักษะที่ประเทศต้องการ ไปจนถึงหลักสูตร การฝึกงาน การจ้างงาน และความก้าวหน้าของคนทำงาน
“แผน 14 ต้องเลิกวัดความสำเร็จทางการศึกษา แต่ต้องดูว่ามีทักษะที่ใช้ได้จริง มีงานที่เหมาะสม มีรายได้ที่เติบโต และมีความสามารถพิเศษอย่างไร” นายกรัฐมนรี กล่าว
ทั้งนี้ไทยมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ถ้าวัดแต่ว่าคนมีปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก แล้วคนที่มีทักษะพิเศษจะทำอย่างไร ยกตัวอย่าง น้องเนเน่ ที่วันนี้ยังไม่จบปริญญาตรี แต่สามารถสร้างชื่อเสียง สร้างความสามารถ และในที่สุดเขาก็จะต้องสร้างรายได้ ดังนั้นเราต้องมีคนเช่นนี้ และประเทศไทยมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพมารองรับคนกลุ่มนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
บางคนในกลุ่มอุตสาหกรรม มีฝีมืออ๊อก ฝีมือเชื่อม ฝีมือประกอบ และฝีมือช่างไม้เป็นเลิศ แต่คนกลุ่มนี้จบ ม.4 ไม่ได้ไปเรียนต่อ เพราะใช้ความสามารถตนเองสร้างรายได้
แต่ถ้าทำให้เห็นว่าทักษะของเขาเทียบกับวุฒิทางการศึกษามีเท่ากัน คนเหล่านี้ก็จะได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในระบบ และจะสามารถโอกาสชีวิตได้มากขึ้น
เทคโนโลยี-R&D ต้องนำไปใช้ได้จริง
เทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีใดมีความสำคัญต่อความมั่นคง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เทคโนโลยีใดที่ไทยควรสร้างความสามารถของตันเอง พัฒนาเอง และเทคโนโลยีใดควรแสวงหาความร่วมมือ กับประเทศอื่น ๆ และ เครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ
ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการวิจัย พัฒนา เป้าหมายของ R&D นอกจากจะเพิ่มพูนองค์ความรู้ ก็ต้องมีเป้าหมายให้การวิจัยนั้นมีผลกับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม สามารถเปลี่ยนแปลงการผลิตต่าง ๆ ในโรงงาน ในธุรกิจต่าง ๆ ในฟาร์ม ในโรงพยาบาลและบริการสาธารณะได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ต้องมีระบบนิเวศ ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนา บัญชีนวัตกรรมไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ตลอดจนโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพต่าง ๆ จะต้องช่วยกันเปิดตลาด เปิดแหล่งทุน และเปิดพื้นที่ ให้คนที่มีความคิดใหม่ ๆ สามารถเติบโตได้ในประเทศไทย
พลังงาน-สิ่งแวดล้อม ต้องเดินไปพร้อมเศรษฐกิจ
การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการให้ความสำคัญกับพลังงานและสิ่งแวดล้อม โดยอนุทินอธิบายว่า ในการเจรจาการค้ากับต่างประเทศ ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมักถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอยู่เสมอ ทั้งมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการปล่อยมลพิษ โดยยกตัวอย่างเช่น การจัดหาเครื่องบินของการบินไทยในอนาคตที่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และการใช้เชื้อเพลิงที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในอนาคต กฎและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจะมีมากขึ้น และอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย ดังนั้น ประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อมจึงต้องถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเป็นกรอบให้นักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมใช้ประกอบการวางแผนขยายกิจการ โดยรัฐบาลต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และควบคุมต้นทุนทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ และพลังงานให้อยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ ควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนหรือขยายธุรกิจในประเทศไทย
ไทยต้องมีดาตาเซนเตอร์ รองรับ AI ลดพึ่งพาข้อมูลในต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การต้อนรับการลงทุนใหม่ต้องไม่ได้หมายถึงการเปิดทางให้นักลงทุนรายใหญ่เข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือทรัพยากรกับประชาชน เกษตรกร และธุรกิจเดิมของไทย โดยเฉพาะการลงทุนที่ใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก เช่น ดาตาเซนเตอร์ (Data Center) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมในอนาคต รัฐจึงต้องกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการกำกับดูแลให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ผลักดันให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นกับประเทศ
สำหรับการลงทุน Data Center แม้จะมีข้อกังวลว่าเป็นธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง และไม่ควรได้รับการสนับสนุนเป็นลำดับต้น ๆ แต่อนุทินมองว่า หากไทยคิดเช่นนั้นอาจไม่สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนของโลก เพราะปัจจุบันการเติบโตของ AI เชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างพื้นฐาน Data Center
หากประเทศไทยไม่มี Data Center อยู่ภายในประเทศ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตที่ทำให้ไทยต้องพึ่งพาข้อมูลซึ่งจัดเก็บอยู่ใน Data Center ของต่างประเทศ อาจเกิดข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา Data Center และได้จัดตั้งคณะกรรมการ Data Center ขึ้นมา เพื่อกำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแล โดยมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการสภาพัฒน์เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การลงทุน Data Center เดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
จากแก้น้ำท่วมเป็นจุด ๆ สู่ระบบรับมือวิกฤต
นอกเหนือจากนั้นในส่วนของสิ่งแวดล้อม เราก็จะต้องเตรียม ทั้งเมือง ทั้งชุมชน ทั้งระบบน้ำ การเกษตร สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน ให้พร้อมรับมือกับภัยพิบัติและความผันผวนของภูมิอากาศได้ดีขึ้น เพราะ แน่นอนว่าการป้องกันและการเตรียมพร้อมมีต้นทุนน้อยกว่าการตามเยียวยา ความเสียหายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นแง่ตัวเงิน หรือคุณภาพชีวิต เหตุการณ์น้ำท่วมที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ ย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ไปสู่ระบบที่เชื่อมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน โดยที่ทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานตัวเอง ในขณะที่ต้องเข้าใจด้วยว่าหน่วยงานอื่นต้องการอะไรเพิ่ม เพื่อให้บรรลุผลที่เป็นเป้าหมายเดียวกันของทุกหน่วยงาน ซึ่งก็คือคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน
ขอเรียนย้ำว่าเราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ครับ ในแผนพัฒนา ประเทศ เพราะการสร้างความสามารถในการแข่งขัน กับการสร้างความ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤต ไม่ใช่สองเรื่องที่ต้องแยกกัน แต่ถ้ารับมือกับวิกฤตไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคิดจะแข่งขันอะไรกับใครที่ไหน ประเทศที่น่าลงทุนและประเทศที่ประชาชน อยู่ อย่างมั่นคง นั่นคือประเทศที่มีระบบ พร้อม มีรัฐที่ทำงาน ได้ และเป็นประเทศที่ บริหารทรัพยากร ด้วยสำนึกและความรับผิดชอบ
ต้องมีภารกิจ-กรอบเวลา-เจ้าภาพที่ชัดเจน ในแผนพัฒนาฯ 14
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามดำเนินการอยู่แล้ว หลายเรื่องเริ่มทำไปแล้ว ขณะที่บางเรื่องต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ แต่การวางแผนพัฒนาประเทศ หมายถึงการคิดล่วงหน้า เพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์และการแข่งขันในอนาคต โดยความพร้อมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายมองเห็นเป้าหมายร่วมกัน เข้าใจแนวทางดำเนินงาน และรู้ว่าตนเองมีบทบาทอยู่ตรงไหนในแผนนั้น
อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะไม่มีความหมาย หากจบเพียงการเขียนภาพอนาคตที่ทุกคนเห็นด้วย แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร หรือจะเห็นผลเมื่อใด ดังนั้น ต้องกำหนดภารกิจและกรอบเวลาให้ชัดเจน แม้ประเทศไทยจะมีทั้งแผน ยุทธศาสตร์ และคณะกรรมการจำนวนมาก แต่สิ่งที่ยังต้องทำให้ดีขึ้น คือ การเปลี่ยนแผนให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงต้องเป็นมากกว่าเอกสารหนึ่งฉบับ แต่ควรเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เรื่องใดคือเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเห็นพ้องและร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ ส่วนเรื่องใดที่ไม่ตอบโจทย์ก็ต้องกล้ายกเลิก พร้อมกำหนดให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าภาพ และประชาชนจะสามารถติดตามผลได้อย่างไร
ทุกเป้าหมายสำคัญต้องมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัด และมีการเปิดเผยข้อมูลให้สังคมติดตามได้ตั้งแต่เริ่มวางแผน เพราะองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ คือ ความเข้าใจของประชาชน และความร่วมมือในการเดินไปในทิศทางเดียวกัน
แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะมีผลระหว่างปี 2571–2575 จึงไม่ควรผูกติดอยู่กับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องเป็นทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินไปในแนวทางใด ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ
รัฐบาลมีหน้าที่กำหนดทิศทาง วางกติกา และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ภาคเอกชนมีหน้าที่ลงทุน สร้างงาน และยกระดับธุรกิจไทย ภาคการศึกษาและภาควิชาการต้องพัฒนาคนและนำองค์ความรู้ไปใช้ได้จริง ส่วนท้องถิ่นต้องนำเป้าหมายของประเทศไปปรับให้สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของแต่ละพื้นที่ ขณะที่ประชาชนต้องมีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนา
ดังนั้น กระบวนการในวันนี้ไม่ใช่เพียงการมารับฟังแผนที่เขียนเสร็จแล้ว แต่ต้องช่วยกันทดสอบว่า ข้อเสนอที่นำมาพิจารณาสามารถทำได้จริงหรือไม่ ยังมีประเด็นใดตกหล่น ใครอาจได้รับผลกระทบ และต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้แผนสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้จริง
ปลายแผนแผนพัฒนาฯ 14 คนต้องเห็นอนาคต รัฐเป็นผู้สนับหนุน
อนุทิน กล่าวสรุปว่า ภาพวิสัยทัศน์ที่ต้องการเห็นเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนา ฉบับที่ 14 คือ ประเทศไทยต้องมีเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น คนทำงานมองเห็นอนาคตของตัวเอง ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่เติบโต เด็กและเยาวชนได้รับความรู้และพัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ขณะที่ผู้สูงอายุยังมีคุณค่าและมีความมั่นคงในชีวิต
ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องมองภาครัฐในฐานะผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก (Facilitator) ที่ช่วยให้ทุกคนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของตัวเองได้สูงขึ้น รวมถึงทำให้ทุกพื้นที่ของประเทศเป็นพื้นที่แห่งโอกาส และมีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
บทความที่เกี่ยวข้อง:




