สันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกือบ 15 ราย รวมไปถึงได้เรียกเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และที่สำคัญยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาให้ข้อมูลคําแนะนํา
ทางคณะกรรมการได้ตรวจพบเบื้องต้น โดยได้ตรวจกระดาษคําตอบที่ศูนย์สอบทั้ง 10 ศูนย์ พบว่าทางผู้รับจ้างไม่ได้จัดส่งไฟล์ข้อมูลภาพถ่าย และคําตอบที่ปรากฏผลคะแนนให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในทันที
เมื่อคณะกรรมการได้ตรวจระดับคําตอบแล้วเสร็จ ยังได้มีการเข้าไปสุ่มตรวจแฟลชไดร์ฟที่เก็บอยู่ที่ สถ. ซึ่งภายในนั้นจะบันทึกไฟล์ข้อมูลภาพถ่ายกระดาษคําตอบทั้งหมดทุกคนกับประกาศผลคะแนนที่แจ้งมา
ผลปรากฏว่าจากการสุ่มตรวจ 79 ราย มีคะแนนในกระดาษสําเนากระดาษคำตอบไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลคะแนนสอบถึง 48 ราย หรือเกินครึ่ง
พบว่าเป็นการแก้ไขคะแนนทั้งในกรณี ภาค ก เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไป และภาค ข เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ จึงส่งให้ผลคะแนนในภาค ก เพิ่มขึ้นเกินกว่า 60% และภาค ข เพิ่มขึ้นถึง 60%
ในส่วนที่สอง ซึ่งเป็นขั้นตอนการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค (ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง) ผู้รับจ้างมีหน้าที่จัดส่งผลการประมวลคะแนนสอบภาค ก ภาค ข และวิชาภาษาอังกฤษ พร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามกฎหมายที่กำกับดูแลการสอบครั้งนี้ โดยจัดส่งข้อมูลผ่านแฟลชไดรฟ์ เพื่อให้ กสถ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบพบว่า กสถ. ไม่ได้นำข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ ซึ่งบันทึกภาพถ่ายคำตอบและผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข มาตรวจสอบหรือเปรียบเทียบกับผลการประมวลคะแนนสอบภาค ก ภาค ข และวิชาภาษาอังกฤษที่ผู้รับจ้างจัดส่งมาแต่อย่างใด ก่อนจะให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค
“หลังจากประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค แล้ว ยังมีการเข้าไปแก้ไขข้อมูลก่อนส่งไปประกาศในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ พบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมท้องถิ่น ผู้รับจ้าง และบริษัทเอกชนภายนอก แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งคือบุคคลที่ยังไม่ทราบตัวตน”
ในส่วนของการดำเนินการทางวินัยเบื้องต้น พบว่ามีข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัด สถ. จำนวน 5 ราย ที่มีมูลอันควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่าจากการสอบสวนของมหาดไทย “กระบวนการนี้ ทุจริตแน่นอน”
อนุทิน ระบุว่า ทางกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เป็นผู้สอบสวนเรื่องนี้เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เนื่องจากได้ทำข้อตกลง (MOU) กับภาคีเครือข่ายความร่วมมือในการต่อต้านการทุจริต ประกอบด้วย 7 หน่วยงาน คือ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) และหน่วยงานอื่น ๆ โดยจะสอบสวนลงลึกควบคู่กัน ก่อนจะนำข้อมูลของทุกหน่วยงานมาแลกเปลี่ยนเพื่อรวบรวมหลักฐานให้มากขึ้น
“ไม่ใหญ่ทำไม่ได้หรอกขนาดนี้ แต่เขาคงต้องเร่งทํา หลายคนก็บรรจุไปแล้ว คนที่บรรจุไปแล้วก็ต้องบอกนะ ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย ถ้ามันผิดก็คือทุกอย่างก็ต้องเป็นโมฆะหมด”
ทั้งนี้ผลสอบเบื้องต้น พบว่า มีการเข้าไปแก้ไฟล์ข้อมูลผลภายหลังจากประกาศผลแล้ว สมมติผู้สอบรายหนึ่งได้ 45 คะแนน แต่พอประกาศผลกลับได้ 77 คะแนน โดยจากการสุ่มตรวจ 80 คน ก็พบว่ามีการแก้คำตอบในลักษณะเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ไฟล์กระดาษคำตอบที่อ้างว่ามาจากผู้สอบจริง พบว่าถูกแก้ไขด้วย AI เนื่องจากลักษณะการฝนดินสอมีความแนบเนียนเกินไป หรือไม่มีรอยดินสอบฝนออกนอกวงกลมเลย
นายกฯ ยืนยันว่า “ขบวนนี้มันทุจริตแน่นอน” โดยกระทรวงมหาดไทยก็จะการสอบวินัยร้ายแรง ควบคุมไปกับการดำเนินการกับอีก 6 หน่วยงานตาม MOU เช่น ปปง. ถ้าเจอเส้นทางการเงินก็ดําเนินการในเรื่องของการฟอกเงิน รวมถึงกรมสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และปปช. ก็เข้าสอบสวนด้วย
ในส่วนของการเรียกบรรจุข้าราชการนั้น แม้จะมีคำสั่งชะลอออกไป นายกฯ อธิบายว่า เนื่องจาก กสท. มีกรรมการเป็นบุคคลภายนอกร่วมด้วยหลายคน แม้ตัวแทนกระทรวงมหาดไทยจะเสนอให้ชะลอออกไปก่อน แต่เสียงส่วนใหญ่กลับไม่เห็นด้วย และมีมติให้เรียกบรรจุข้าราชการตามรายชื่อที่ประกาศออกมา ซึ่งเกิดก่อนผลสอบสวนจะออกมาในวันที่ 1 มิ.ย.
ดังนั้นความรับผิดชอบก็จะตกไปอยู่ที่ กสท. ด้วย ซึ่งก็ต้องสอบสวนตามหลักฐาน เพื่อหาสาเหตุว่าเหตุใดถึงให้เรียกบรรจุต่อ ทั้งที่ทราบเป็นนัยอยู่แล้วว่ามีความไม่โปร่งใส
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





